พรบ.คอมพิวเตอร์

ICT จะปิด/บล็อก เว็บอีก 1200 เว็บ

ฝากข่าวประกาศครับ หลังจากที่คราวก่อนได้มีการบุกยึดเครื่อง server ไปแล้วนะครับ ระรอกนี้จะมีการปิดเว็บอีกระลอกหนึ่งครับ จำนวนกว่า 1200เว็บครับ ซึ่งในการปิดคราวนี้นั้นจะประกอบไปด้วยสามกลุ่มครับคือ

  • เว็บโป๊ ลามกอนาจาร
  • เว็บที่เผยแพร่ข้อมูล หรือคลิปวิดีโอ ที่หมิ่นสถาบันเบื้องสูง
  • เว็บที่เผยแพร่ข้อมูลที่กระทบต่อความมั่นคง และขัดต่อความสงบของประเทศ
  • เว็บที่เผยแพร่ข้อมูลที่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของชาติ

ซึ่งเว็บไซต์ชุดนี้นะครับ จะเป็นชุดที่กำลังรอหมายศาล ดังนั้นหมายความว่ามีการส่งเรื่องเข้าไปแล้วนะครับ และกำลังรอคำตัดสิน ซึ่งคิดว่าในสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้ คงไม่นานเกินรอแน่ๆ ครับ (ไม่แน่ใจว่า ใช้ประกอบข้ออ้างในการปิดเว็บฝ่ายตรงข้ามบางเว็บของรัฐบาลหรือไม่ ก็แล้วแต่วิจารณญาณนะครับ)

โดยการดำเนินการหลังจากที่ศาลอนุมัติหมายแล้วนะครับ จะดำเนินการผ่านทาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติเข้าจับกุม ยึดเครื่องทันทีครับ

ที่มีปัญหาคือ ส่วนหนึ่งจะมีการผสมโรงของการจับกุมเว็บเผยแพร่ข้อมูลละเมิดลิขสิทธิ์ด้วยครับ

ต่อมาคือระลอกสอง อีก 400 กว่าเว็บที่กำลังรอการรวบรวมเนื้อหา หลักฐานเพิ่มเติมเพื่อยื่นไปยังศาลอีกครับ

---------------------------------------------

เพิ่มเติมนะครับ สำหรับในกรณีเกี่ยวกับการดำเนินการจากทางเจ้าหน้าที่ พอดีนึกขึ้นได้ครับ ถือว่าเก็บตกจากงาน BarCampBangkok2 ครับ

  • การดำเนินการจับกุม ยึดเครื่องนั้นจะต้องมีหมายศาลเท่านั้นนะครับ
  • ต้องมีเจ้าหน้าที่จากICT ที่ได้รับอนุญาติเท่านั้น (ปัจจุบันมี 35 คนเท่านั้น)
  • เจ้าหน้าที่ICT จะต้องแสดงบัตรครับ เราสามารถขอดูได้

สิ่งที่พึงระวังเพราะมีเกิดขึ้นแล้วนะครับ

  • แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ICT ขอดู log90 ตามร้านเน็ตทั่วไป
  • แอบอ้างเรียกร้องอื่นๆ โดยอ้างพรบ.คอมฯ

ซึ่งเอกสารที่เกี่ยวข้องผมได้ทำการอัพไว้ให้แล้วนะครับที่ รวมเอกสารเกี่ยวข้องกับพรบ.คอมพิวเตอร์ นะครับ สามารถดูได้ที่นี่เลย

สะเก็ดข่าวกับงาน "ทำเว็บอย่างไรไม่ให้ติดคุก"

อาทิตย์ที่ผ่านมาเนื่องจากมีงานส่วนตัวเลยไม่ว่างที่จะไปร่วมงานจิบกาแฟได้ ซึ่งงานนี้ผมเองก็ได้ประชาสัมพันธ์กันไปก่อนหน้านี้แล้วครับ เกี่ยวกับงานนี้ครับ พอดีวันนี้เพิ่งเห็นข่าวเกี่ยวกับงานนี้ครับ

ส.เว็บฯ พร้อมร่วมมือภาครัฐ ต่อสู้คดี จาก พรบ.คอมฯ

[....]

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า บรรยากาศในงานมีผู้ที่สนใจเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก ทั้งเว็บมาสเตอร์จากเว็บไซต์ต่างๆ ที่เข้ามาพูดคุยในหลายประเด็นร้อนที่กำลังหลอกหลอนคนทำเว็บ อาทิ เว็บแบบไหนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอาจทำให้เจ้าของเว็บติดคุก และจะลดความเสี่ยงลงได้อย่างไร จะทำอย่างไรเมื่อตำรวจถือหมายศาลมาเคาะประตูบ้าน เรียนรู้วิธีการทำงานของตำรวจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประเด็นที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เพื่อหาทางออกร่วมกัน ในการที่จะลดความเสียหาย ที่เกิดกับคนทำเว็บ และวงการเว็บไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในเวทีการสัมมนาได้เปิดโอกาสให้สมาชิกสมาคมฯ ได้แลกเปลี่ยนความเห็นและเสนอแนวทาง โดยเฉพาะการจัดการดูแลการโพสต์รูป และคอนเทนท์ต่างๆ บนเว็บไซต์ ที่ต้องไม่ให้มีการละมเดลิขสิทธิ์ ภาพถ่าย เพลง รูปภาพกราฟฟิค หรือ รูปแบบตัวอักษร เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี การกำหนดสิทธิ์ และเลือกใช้ลิขสิทธิ์ในการเผยแพร่ที่เหมาะสม โดยจำเป็นที่ทุกเว็บไซต์ที่มีเว็บบอร์ดต้องมีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบเนื้อหา เพิ่มเติมระบบแจ้งลบ และการบังคับให้สมาชิกลงทะเบียนเข้าใช้งานทุกครั้ง รวมถึงหารหารือเพื่อนำไปสู่การจัดทำ ขั้นตอนการขอข้อมูลหลักฐานจากผู้ให้บริการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

นางภูมิจิตร ศิระวงศ์ประเสริฐ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า ในบางครั้งตัวคนทำเว็บไซต์ไม่เคยคิดว่าชีวิตจะเฉียดคุก แต่เมื่อกฎหมายประกาศใช้แบบเป็นทางการ เจ้าของเว็บไซต์ในฐานะผู้ให้บริการ ก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อม ทั้งการดูแลเนื้อหา การเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์ และการเตรียมหลักทรัพย์ และที่ปรึกษาทางกฎหมาย เผื่อว่ามีเรื่องขึ้นมาจะได้เตรียมตัวทัน การสำรองข้อมูลไว้ให้กับเจ้าหน้าที่เมื่อขอตรวจค้น และต้องรู้สิทธิ์ของตัวเองตาม พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดฯ ทั้งนี้ พรบ.ฉบับนี้ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าไม่ได้กระทำผิดเอง และนอกจากนี้กฎหมายอื่นๆ เช่น กม.อาญา พรบ.ลิขสิทธิ์ ยังน่ากลัว และรุนแรงกว่ามาก

ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า ขณะนี้ พูดได้ว่าเว็บมาสเตอร์ทั้งหลายเมื่อได้ยินชื่อ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดฯ ก็กลัวและถอดใจไม่กล้าทำอะไรแล้ว กลายเป็นว่าเวลานี้ต้องเซ็นเซอร์เนื้อหาต่างๆ มากเป็นพิเศษ โดยย่อมกระทบต่อการใช้งาน และแสดงความเห็นของผู้ใช้อินเทอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้งานฟ้องร้องได้ และเรื่องที่สำคัญเมื่อผู้ใช้งานคนไทยรู้สึกอึดอัดมากๆ กับการควบคุม เขาก็จะหนีรไปเล่นเว็บไซต์เมืองนอกหมด สุดท้ายเจ้าหน้าที่ฯ ก็จะตามคนผิดไม่ได้ รวมทั้งเว็บมาสเตอร์บางรายก็ไม่อยากตั้งเซิร์ฟเวอร์ หรือจดโดเมนในเมืองไทยอีกต่อไป เพราะความจุกจิก และไม่ชัดเจนของกฎหมายฉบับนี้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ (อ่านข่าวเต็มๆที่ http://www.thairath.com/news.php?section=technology03b&content=101859)

เรื่องนี้ เป็นเรื่องของความผิดพลาดในตัว พรบ.และผมก็เห็นด้วยตามเนื้อหาทุกประการครับ ไม่ว่าจะเป็น

  • ปัญหาความชัดเจนของตัวพรบ.
  • การย้ายเว็บออกไปต่างประเทศ
  • การย้ายเครื่องเซอร์เวอร์ไปต่างประเทศ
  • การปกปิดชื่อผู้ถือครองโดเมน (ที่เพิ่มมากขึ้น)
  • การโวยวายของผู้ใช้งาน ที่บางครั้งโพสต์ความคิดเห็นที่หมิ่นเหม่และถูกลบออก

ซึ่งนอกจากนี้ ยังพ่วงปัญหาของการจัดการเกมส์ที่ปลายเหตุอีกด้วย ทำให้เกิกระแสที่เรียกว่า ไม่ดีนักต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยส่วนตัวแล้ว ผมเห็นด้วยกับการมีมาตรการเพื่อจัดการ แต่ไม่ใช่มาตรการที่มันไม่ชัดเจน และเอะอะอะไรก็เอากฏหมายมาขู่ หรือปิดกั้นการรับรู้

สำหรับผมแล้วมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นหลายเรื่องไม่ว่าทั้งที่จะเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ เกมส์ รวมไปถึงปัญหาสังคมที่เป็นอยู่ ส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้กฏหมาย ใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง

ผมมีความเชื่อว่า การแก้ปัญหาพวกนี้ ไม่ใช่การปิดกั้น การสั่งห้าม เหมือนอย่างที่เป็นกันอยู่ หากแต่อยู่ที่การควบคุม รู้จักให้ผู้ใช้งานคิด เลือกที่จะเสพสื่อ เพราะการปิดกั้น ก็ไม่ต่างจากการปิดหู ปิดตา ไม่ให้เด็กรู้จัก และรับรู้สิ่งที่มันเป็นเรื่องเลวร้ายในสังคม และเมื่อเกิดความไม่รู้ มันก็จะไม่รู้เท่าทันคนอื่น และไม่รู้จักที่จะคิดแยกแยะสิ่งที่ดี ไม่ดีออกจากกัน ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่เป็นการ ล้อมคอก

ดังนั้น ประเด็นนี้ มันควรจะมีการแก้ไขในรากฐานของบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นการปิดกั้นการรับรุ้ในเรื่องต่างๆ ที่เกิดขึ้น หรือการเลือกทางที่แก้ไขให้ถูกต้อง

ปล. ตอนนี้มีแต่ข่าวม๊อบ แต่คุณรู้หรือไม่ว่า อุทยานฯในไทยหลายๆ แห่งเปิดให้เช่าแล้วนะครับ ราคาไม่แพงด้วย คิดว่าจะลงทุกไปเช่าซักไร่สองไร่ จะได้มีที่พักส่วนตัว เห้อ เซ็งประเทศไทยจริงๆ

งานจิบกาแฟคนทำเว็บ "ทำเว็บอย่างไร(ไม่)ให้ติดคุก กรณีศึกษา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์"

วันนี้ได้รับข่าวสารจากสมาคมเว็บมาสเตอร์ครับเกี่ยวกับ งานจิบกาแฟคนทำเว็บ "ทำเว็บอย่างไร(ไม่)ให้ติดคุก กรณีศึกษา พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์"

รายละเอียดของานคือจะเป็นการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาที่เกิดขึ้นจาก พรบ.คอมพิวเตอร์ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันครับ ที่ทำเอาเว็บมาสเตอร์ทั่วไปอย่างเราๆเดือดร้อนไปด้วยครับ ทั้งที่จริงๆแล้วเจตนาของตัวกฏหมายดี แต่มันไม่ครอบคลุมการใช้งานจริงๆ รวมทั้งฟังกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆจาก

-ฮั้น เจ้าของ Diaryis.com กับการแจ้งเตือนเรื่องลิขสิทธิ์
-พี่ป้อม ภาวุธ แห่ง Tarad.com รายแรกเลยก็ว่าได้ครับที่โดนยึดเครื่องไปแบบงงๆ ด้วยสาเหตุมีคนมาโพสต์ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์
- รายสุดท้ายก็คือ ปุ๊ก เจ้าของ 212cafe.com ที่โดนหนังสือพิมพ์ตีตราหน้าหนึ่งว่าเป็นเว็บมาสเตอร์เว็บโป๊ ทั้งที่เป็นแค่คนในบริการฟรีเว็บบอร์ดเท่านั้น จากในกรณีของผู้ใช้งานมาโพสต์รูปประจานกันเอง

สำหรับประเด็นที่จะมีการพูดคุยกัน จากในเว็บของสมาคมนะครับ
- เว็บแบบไหนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอาจทำให้เจ้าของเว็บติดคุก และจะลดความเสี่ยงลงได้อย่างไร
- จะทำอย่างไรเมื่อตำรวจถือหมายศาลมาเคาะประตูบ้าน เรียนรู้วิธีการทำงานของตำรวจตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
- ประเด็นที่เป็นปัญหาในทางปฏิบัติของ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์
- หาทางออกร่วมกัน ลดความเสียหายที่จะเกิดกับคนทำเว็บและวงการเว็บไทย

งานจะจัดใน วันเสาร์ที่ 23 สค.นี้  เวลา 13.00 - 16.00 น. ที่ห้องมินิเธียเตอร์ 2 อุทยานการเรียนรู้ TK Park ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์

สำหรับผมเองยังไม่แน่ใจว่าจะได้ไปรึเปล่าเพราะช่วงนี้ ส.-อ. ไม่ค่อยว่างเลยต้องนั่งปั่นงานส่งครับเหอๆ ส่วนงานอะไร อุบไว้ก่อน เดี๋ยวจะมาแจ้งข่าวอีกทีนึงครับ

ปล. NextWebApp เสาร์นี้ยังไม่รู้ว่าจะได้ไปรึเปล่า แต่ดันลงชื่อไปแล้วสิ.

DSIเผยร้านเน็ตเก็บข้อมูลคอม23ส.ค.

เช้านี้ก็ได้อ่านข่าวเกี่ยวกับเรื่องของ พรบ.คอมพิวเตอร์อีกแล้วอ่ะนะครับ ซึ่งเนื้อหาที่น่าสนใจผมขอยกมาเป็นท่อนๆ ครับส่วนใครอยากอ่านข่าวเต็มๆ สามารถเข้าไปอ่านข่าวที่เว็บของกรุงเทพธุรกิจได้เลยนะครับ

...... พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน ผู้บัญชาการสำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กล่าวว่า ในวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ที่จะถึงนี้จะเป็นวันแรกที่ประกาศกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ที่อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จะมีผลบังคับใช้ให้หน่วยราชการ สถานศึกษา องค์กร ร้านค้า บริษัท ห้างร้าน ธนาคาร โรงแรม บ้านเช่า แฟลต อพาร์ตเมนต์ ร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ผู้ให้บริการร้านเกมออนไลน์ ต้องเก็บข้อมูลการจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลการใช้บริการไม่น้อยกว่า 90 วัน

......

สิ่งที่ผู้ให้บริการร้านอินเทอร์เน็ต ต้องเก็บข้อมูล 3 ส่วน คือ ข้อมูลที่สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการได้ เช่น ชื่อ สกุล  หรือหมายเลขบัตรประชาชน เป็นต้น ส่วนที่ 2 วันเวลาที่ลูกค้าเข้ามาใช้ และเลิกใช้เครื่อง และส่วนที่ 3 หมายเลขเครื่องที่ใช้ IP Address (ภายนอกและภายใน) และที่อยู่เว็บที่เข้าใช้ เพื่อประโยชน์ในการตามรอยผู้กระทำความผิด เช่น หากบุคคลในองค์กรไปส่งรูปลามกอนาจาร หรือทำผิดตาม พ.ร.บ.นี้ จะได้ตรวจสอบผู้กระทำความผิดได้ไม่ยาก แต่หากต่อมาพบว่าหน่วยงานใดไม่ดำเนินการตามกฎหมาย จะมีโทษปรับไม่เกิน 500,000 บาท” พ.ต.อ.ญาณพล กล่าว

.....

ที่มาจาก หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจออนไลน์
(http://www.bangkokbiznews.com/2008/08/12/news_284636.php)

ซึ่งประเด็นนี้ ผมเองเห็นว่าส่วนหนึ่งควรจะต้องเก็บครับ เพราะหลายครั้งที่พบปัญหาส่วนหนึ่งมาจากร้านเน็ต แต่ก่อนผมเอง เคยเอาร้านเน็ต เป็นแหล่งทดลองเจาะเว็บมาแล้วครับ (หลายปีแล้วล่ะ ตั้งแต่สมัยเรียนที่ ม.เกษตร) ซึ่งมันก็เข้าง่าย ออกง่าย ไปร้านเน็ตตอนกลางคืนๆ หน่อย มันก็ไม่ได้สนใจอะไรมากครับ เครื่องข้างๆ ก็ไม่ค่อยมีใครเล่น ทำอะไรก็สบายๆ ครับ (ตรงนี้ไม่ดีนะครับ ไม่สนับสนุนให้เล่นเว็บคนอื่นครับ ใครมีเว็บเล่นเว็บตัวเองดีกว่า สนุกดี)

ดังนั้น การเก็บlog มันก็ควรจะทำครับ ปัญหานี้จึงกลายเป็นภาระให้กับร้านเน็ตครับ ไหนยังต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ (บ้านเราใช้ลินุกซ์กันไม่ค่อยได้ ลงแดงตาย) ไหนยังต้องค่าเครื่อง บางที่บางแห่งยังต้องจ่ายส่วยกันอยู่ ไหนยังต้องระวังกับพวกลิขสิทธิ์ที่มักจะใช้วิธีใต้ดินมาหลอกเงินอีก

เห้อ น่าสงสารนะครับ ใครทำร้านเน็ตก็เก็บ log กันได้แล้วนะครับ

News: ประเมินพ.ร.บ.คอมพ์แค่เครื่องมือของรัฐ

วันนี้เข้าไปอ่านข่าวตามปรกติ ก็พบข่าวน่าสนใจครับเลยเอามาฝาก

ประเมินพ.ร.บ.คอมพ์แค่เครื่องมือของรัฐ

ศตท. วิเคราะห์สถานการณ์ภายหลังพ.ร.บ.ว่าด้วยการทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้ แนวโน้มการทำความผิดไม่ลดลง เหตุปัจจัยเอื้อมีมากมาย ที่สำคัญความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีช่วยเพิ่มช่องทางผู้กำทำผิดมีมากขึ้น แนะการป้องกันตนเองเป็นหนึ่งบวกมาตรการทางสังคมช่วยได้ดีกว่าหวังผลจากตัวบท กฎหมายที่เป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือให้แก่ภาครัฐ ขณะที่ศตท.เร่งให้ความรู้ประชาชนเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์เป็นเรื่องใกล้ตัว หลังพบสถิติการคุกคามทางเทคโนโลยีและการสื่อสารมีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อ เนื่อง

พ.ต.อ.ศิริพงษ์ ผู้กำกับการศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำความผิดทางทางเทคโนโล(ศตท.) กล่าวแสดงความคิดเห็นว่าภายหลังจากพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีผลบังคับใช้อย่างจริงจังในวันที่ 24 สิงหาคมนี้ไปแล้ว นั้นคาดว่าแนวโน้มการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์จะไม่ลดลงเมื่อเทียบ กับก่อนหน้าที่กฎหมายยังไม่มีผลบังคับใช้

โดยชี้ให้เห็นองค์ประกอบที่จะเป็นการส่งเสริมให้การกระทำความผิดยัง คงเป็นตัวเลขที่สูงว่ามีปัจจัยหลักมาจากความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีที่ เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เป็นการเพิ่มช่องทางให้ผู้กระทำความผิดสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็นอินเทอร์เน็ต แบงกิ้ง เทคโนโลยี RFID และอื่นๆ อีกมาก นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยภายนอกที่เป็นตัวแปรสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง อาชญากรทางคอมพิวเตอร์จึงมีโอกาสมากขึ้น มีช่องทางมากขึ้นในการกระทำความผิด

“กฎหมาย ฉบับนี้ไม่มีผลให้การกระทำความผิดลดลง แต่มองว่าเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องมือของภาครัฐโดยแนวโน้มของการกระทำความผิด จะยังคงขยายตัวมากขึ้นดูได้จากสถิติของศตท.เพียงที่เดียวตัวเลขเพิ่มขึ้น เป็นเท่าตัวทุกปี และไม่มีแนวโน้มลดลง เปรียบเหมือนการวิ่งไล่จับที่ตามกันไม่ทัน”

พ.ต.อ.ศิริพงษ์ กล่าวว่า แนวโน้มการกระทำผิดจะยังคงอยู่ในระดับสูงแม้มีกฎหมายบังคับใช้ แต่สิ่งที่ช่วยได้ทางอ้อมคือการป้องกันตัวเองจากการกระทำความผิด และการใช้มาตรการทางสังคมและการปกครองเข้าช่วย เริ่มจากต้องสร้างมาตรการป้องกันตัวเองจากการกระทำความผิด คนในครอบครัวต้องช่วยกันดูแลเพื่อมิให้กระทำผิดโดยไม่รู้ตัวหรือประมาท ขณะที่หน่วยงานภาครัฐหรือ ICT ก็ควรตามให้ทันเทคนิคหรือกลโกงที่พัฒนาขึ้นทุกวันเพื่อออกมาตรการตรวจจับที่ ทันสมัยได้

“เรา ต้องป้องกันตัวเราเองก่อนเพื่อมิให้กระทำผิด ส่วนกฎหมายบังคับใช้เป็นเรื่องตามมา สิงคโปร์มีกฎหมายแบบนี้ใช้มาแล้วเป็น 10 ปี แต่ก็ยังไม่เห็นตัวเลขการละเมิดลดลงเลย ทำให้มองการมีกฎหมายที่รุนแรงก็ไม่ได้ทำให้อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ลดลง”

จากการสำรวจผู้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต ของหน่วยปฏิบัติการวิจัยเทคโนโลยีเครือข่ายศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พบว่า ปี 2549 มีผู้ใช้งานจำนวน 11.41 ล้านคน และปี 2550 จำนวน 13.42 ล้านคน เพิ่มขึ้นถึง 17.55% ต่อปี ทำให้คาดการณ์ได้ว่าแนวโน้มของผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ทั้งที่ตั้งใจและไม่รู้ว่าตนเองกระทำความผิดอยู่ มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามจำนวนการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตที่สูงขึ้น ทุกปี ซึ่ง ศตท. พบว่า 5 อันดับแรกของการกระทำความผิดมากที่สุด คือ 1.การหมิ่นประมาททางออนไลน์ 2.การพนันออนไลน์ และเว็บไซท์ลามกอนาจาร 3.การฉ้อโกงออนไลน์ 4.การทุจริตในการทำธุรกรรมทางการเงิน 5.การเจาะระบบและการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์

“การหมิ่นประมาทออนไลน์” มีจำนวนคดีมากที่สุดเป็นอันดับ 1 นั้นเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด เพราะผู้ที่กระทำความผิดส่วนใหญ่ไม่คิดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรง ต่อตนเอง รวมทั้งการตรวจจับเพื่อนำมาดำเนินคดีทางอาญาเป็นสิ่งที่ทำได้ยาก เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนทำ ทำที่ไหน และทำเมื่อไหร่ ซึ่งความเสียหายจากการกระทำผิดจะส่งผลกระทบ 2 ทาง คือ ต่อผู้กระทำความผิดเอง หรือผู้จดทะเบียนนิติบุคคล (เจ้าของธุรกิจ) ที่ผู้กระทำผิดใช้เครือข่าย ขององค์กรหรือหน่วยงาน

อีกประการที่มีความสำคัญมาก คือ กฎหมายที่ระบุไว้ในมาตรา 26 และ 27 ที่ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือ ล็อกไฟล์ (Log File) โดยเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการหาผู้กระทำความผิด ดังนั้น การเก็บ Log จึงต้องมีการเก็บเพื่อให้สามารถใช้เป็นหลักฐานในชั้นศาลได้ เช่น ใคร, ทำอะไร, ที่ไหน และกระทำอย่างไร พร้อมทั้ง Log File ต้องมีการยืนยันความถูกต้องว่าไม่สามารถแก้ไขปรับปรุง เปลี่ยนแปลงได้ และมีการเก็บบันทึกไม่น้อยกว่า 90 วัน เพื่อใช้ประโยชน์ในการติดตามตัวผู้กระทำความผิดต่อไป

ผู้บริหาร ศตท . กล่าวว่า การเร่งเผยแพร่พร้อมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนและองค์กร เรื่องพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จึงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะปัญหาอาชญากรรมทางเครือข่ายอาจจะไม่ส่งผลกระทบไปยังผู้กระทำความผิด เท่านั้น หากแต่จะก่อความเสียหายไปสู่องค์กร หรือหน่วยงานที่ไม่รู้เท่าทันการคุกคามทางเทคโนโลยีและการสื่อสาร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ซึ่งนี่เป็นมุมมองที่น่าสนใจและผมเองก็รู้สึกคล้ายๆ อย่างนั้นเช่นกันครับ เจ้าพรบ.ตัวนี้ยังมีปัญหาอีกมากมาย และอย่างที่บอก ไม่ใช่ว่า ผมต่อต้าน ไม่อยากให้มี พรบ.ตัวนี้

แต่ผมอยากให้มันมีมาตรฐานมากกว่านี้ต่างหาก ปัญหาส่วนหนึ่งมันมาจาก คนที่รู้เรื่องคอมฯ ไม่ได้รู้เรื่องกฏหมาย และคนที่รู้กฏหมายไม่ได้เล่นคอมฯ

และมันก็มาหาจุดตรงกลางกันไม่ได้ หามาตรฐานไม่ได้ มันจึงเป็นปัญหาส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งมาจาก การไม่ให้ความรู้ความเข้าใจกับผู้ใช้งานเท่าที่ควร และปัญหาสังคมในบ้านเราที่มันหมักหมมเป็นปัญหาที่เห็นกันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นคลิปหลุดต่างๆ ที่เกิดมาจากเด็กๆ รู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือการปลูกฝังค่านิยมบางอย่างที่มีการรับสื่อกันเข้าไป ตัวอย่างล่าสุดก็จะเห็นได้จาก คลิปนักเรียนตบเพื่อนนักเรียนอีกคนนึง ด้วยสาเหตุที่ว่า เพื่อนคนนั้น นำเรื่องที่ตนหนีไปกินเหล้าไปฟ้องครู จึงพาพวกมารุม และถ่ายคลิปประจาน ซึ่งหาใครได้ดู ได้ฟังเนื้อหาในคลิป ก็คงจะคุ้นเคยกันดี เหมือนในละครน้ำเน่าที่เห็นกันทุกช่อง

คงไม่ต้องเอ่ยอะไรกันไปยาวมากกว่านี้ เพราะผมเองเห็นว่า สังคมในบ้านเรา คือสังคมสวมหัวโขนที่ตั้งไว้ว่า

"บ้านเรามีวัฒนธรรมอันดี"

จนกระทั่งมันกลายเป็นกรอบปิดตัวเราให้ทวนกระแสโลกาภิวัฒน์บางอย่าง จนทำให้บางส่วนมันเริ่มทางกระแสไม่ไหวในหลายๆเรื่องอย่างที่เราเห็นกันอยู่

เห้อ! คิดแล้วเหนื่อย กับปัญหาบ้านเมืองในตอนนี้ อย่าหวังจะไปเอาอะไรกับกัมพูชาเลย แค่เอาเรือลำนี้ให้รอดก็ยากแล้ว