blogger

Success story from Chinese blogger.

ปรกติทุกวัน ผมเองมักจะนั่งอ่านข่าวก่อนทำงานตอนเช้าเสมอๆ เพื่ออัพเดทข่าวสารซักนิดซักหน่อยครับ แต่วันนี้เนี่ย เห็นข่าวน่าสนใจจากในผู้จัดการ เลยขอยกมาให้ดูกัน

เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล – บล็อกเกอร์เลือดมังกรประสบชัยชนะอีกครา เมื่อการสืบสาวข้อมูลความไม่เป็นธรรมในสังคมชนิดกัดไม่ปล่อยของบล็อกเกอร์ นามว่า โซล่า (Zola) และการผนึกกำลังของผองเพื่อนบล็อกเกอร์ในโลกไซเบอร์ ก่อพลังสั่นสะเทือนรุนแรงถึงขั้นเจ้าหน้าที่รัฐหลายคนกระเด็นจากตำแหน่ง และมวลชนสะดุ้งตื่นขึ้นมาถามหาความโปร่งใสในการให้ข้อมูลของรัฐ

การงัดข้อครั้งล่าสุดของพวกเขาต่อวัฒนธรรมโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลจีนเกิดขึ้นที่อำเภอเวิ่งอัน, มณฑลกุ้ยโจว

สำนักข่าวซินหัวของทางการจีนรายงานว่า เมื่อวันศุกร์ (4 ก.ค.) ได้มีการประกาศสั่งปลดสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์,เจ้าหน้าที่คณะผู้บริหาร ท้องถิ่นและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรวม 4 คน โทษฐาน“ผิดวินัยร้ายแรง” เนื่องจากปกปิดคดีฆาตกรรมรายหนึ่ง

ปัญหาอุบัติขึ้น เมื่อตำรวจสรุปสำนวนสอบสวนว่า นักเรียนมัธยมหลี่ ซู่เฟิน จมน้ำตาย ทำให้ชาวบ้านพากันโกรธแค้น เพราะเชื่อว่านักเรียนหญิงเคราะห์ร้ายถูกข่มขืนแล้วฆ่า อาจมาจากน้ำมือของเด็กวัยรุ่นด้วยกัน หรือจากน้ำมือของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น

ชาวบ้านราว 3,000 คนจึงเดินขบวนประท้วง แต่ท่านซื่อ จงหยวน หัวหน้าสาขาพรรคคอมมิวนิสต์ประจำมณฑลกลับบอกปัดไปว่า “เป็นการปลุกปั่นด้วยเจตนาบางอย่างของคนเพียงไม่กี่คน”

พออีก2วันต่อมา มีคำสั่งปลดดังกล่าว ท่านซื่อก็เปลี่ยนสีทันที โดยกล่าวว่า เพราะการแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นอย่างลวก ๆ ของเจ้าหน้าที่จึงทำให้เกิดเหตุประท้วงวุ่นวายขึ้น

ท่านซื่อเปลี่ยนจุดยืนอย่างว่องไว เพราะแรงกดดันของสื่อมวลชนและเหล่าบล็อกเกอร์ อย่าง“โซล่า” หรือนามจริงว่า นายโจว ซู่กวง ผู้ทำตัวเป็นสำนักข่าว ที่มีแบบฉบับเฉพาะ และไม่ยอมให้ประเด็นนี้ตกไปง่าย ๆ

เขาบินมากุ้ยโจวเพื่อสอบสวนเหตุการณ์ประท้วงในวันที่ 30 มิถุนายนจากการสนับสนุนของเพื่อน ๆ ทางออนไลน์ ซึ่งรวบรวมเงินค่าเครื่องบินให้ ในอินเตอร์เน็ต โซล่า ตีแผ่รายงานข่าวที่ทางการไม่เคยแจ้งประชาชน พร้อมคำสัมภาษณ์ชาวบ้านในเมือง ,ภาพบันทึกเหตุการณ์ และหนังสือคำร้องของครอบครัวผู้ตาย

โจวเล่าว่า ในช่วง 34 ชั่วโมงเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม มีผู้เข้ามายังบล็อกของเขาถึง 52,000 คน

เมื่อ เว็บไซต์ใหญ่ ๆ เริ่มลบรายงานข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไป บล็อกเกอร์หลายรายก็จัดแจงใส่เรื่องกลับเข้าไปใหม่ ไม่ให้ขาดกระแส และมีการกระจายข่าวไปในวงกว้างจากผู้เข้าอินเตอร์เน็ต โดยจีนมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตถึง 223 ล้านคน จำนวนเกือบเท่าสหรัฐฯ จากข้อมูลของทางการ

สาธารณชนเริ่มถามหาความโปร่งใส และคำตอบจากรัฐบาล

การกดดันของเหล่าบล็อกเกอร์ทำให้รัฐบาลจีนตระหนักว่าการควบคุมข้อมูล ข่าวสารวิธีเดิม ๆ ใช้ไม่ได้ผลอีกแล้ว ดังนั้น ประชาชนจึงได้เห็นเจ้าหน้าที่เขตเวิ่งอันรีบออกมาแถลงข่าวเกี่ยวกับการ ประท้วง หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปไม่ถึง 2 วัน ส่วนสำนักข่าวซินหัวก็รายงานข่าวนี้เกือบจะในทันทีที่เกิดเรื่อง แตกต่างจากในอดีต ที่รอให้ผ่านไปหลายวันเสียก่อน จึงจะรายงานข่าวประเภทนี้ โดยคราวเกิดเหตุการณ์ประท้วงเมื่อปี 2548 ในเมืองตงโจวจากข้อพิพาทที่ดิน ซินหัวปิดปากเงียบอยู่หลายวัน และเรียกผู้ชุมนุมประท้วงว่า พวกสร้างปัญหา

ในบทบรรณาธิการของเว็บไซต์หนังสือพิมพ์พีเพิลเดลี่เมื่อวันพฤหัสฯ (3 ก.ค.) ระบุว่า เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นที่เวิ่งอันแสดงให้เห็นว่าจำเป็นต้องมีความโปร่งใส ด้านข้อมูลให้มากกว่านี้

“ความ โปร่งใสด้านข้อมูลไม่ควรจำกัดแค่เฉพาะการประกาศเอกสารหรือรายงานข่าวบางชิ้น ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ต้องให้ประชาชนทันข่าวสารด้วยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นใน สังคมอยู่ตลอดเวลา”

และสำหรับโจวแล้ว การรายงานข้อมูล“สด”จากเหตุการณ์ ถือเป็นช่องทางให้ประชาชนได้มีปากเสียง หลังจากปัญหาของพวกเขาถูก“มองข้าม”ในวัฒนธรรมสื่อมวลชน ที่ปฏิบัติกับข่าวสารต่าง ๆ ในลักษณะการโฆษณาชวนเชื่อ

ตอนกลางวัน หนุ่มร่างผอม วัย 28 ปีผู้นี้ มีอาชีพขายผักที่บ้านในเขตหนิงเซี่ยง ,มณฑลเหอหนัน พอตกกลางคืน โจว ก็จะกลายเป็น “โซล่า” ท่องไปตามสถานที่ต่าง ๆ ในโลกไซเบอร์พร้อมเรื่องราวร้อน ๆ ที่เขาเข้าไปสืบสวนด้วยตัวเอง โจวเริ่มมีชื่อเสียง เมื่อเขาออกมาเถียงแทนชาวบ้าน ที่ไม่ยอมยกที่ดินให้สำหรับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในปีที่แล้ว และเมื่อเดือนพฤษภาคม เขาตรงดิ่งไปยังเขตประสบแผ่นดินไหวที่มณฑลเสฉวน รวบรวมข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับสาเหตุที่ทำให้อาคารโรงเรียนมากมายพังถล่ม

การทำงานของโจวถูกสกัดขัดขวางจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ เขาเคยถูกตำรวจควบคุมตัว ถูกลบข้อมูลหลักฐานในเครื่องคอมพิวเตอร์

แต่โจว นักศึกษาวิทยาลัย ซึ่งออกเรียนกลางคัน และไม่เคยฝึกฝนวิชาชีพผู้สื่อข่าว ไม่นึกระย่อ และคำขวัญประจำบล็อกของเขาก็คือ “คุณไม่มีวันรู้ว่าคุณสามารถทำอะไรได้บ้าง จนกว่าคุณจะพยายามทำสิ่งนั้น”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ

ซึ่งเนื้อหาข่าวมันน่าสนใจครับ  มันเป็นส่วนที่เรียกได้ว่า นี่คือ Citizen journalist อย่างแท้จริง ครับ เพราะว่า เนื้อหาข่าวที่แท้จริงมาจากสถานที่, ผู้คนที่เกี่ยวข้อง และที่สำคัญ มันตรงไปตรงมา

ในบ้านเรา สื่อในตอนนี้ ไม่ได้เที่ยงตรงอย่างที่ควรจะเป็น หลายครั้งที่ถูกครอบงำด้วยอำนาจบางอย่างที่ไม่สามารถจะขัดขืนได้ หรือด้วยอะไรบางอย่างที่ทำให้ สื่อหลายๆ สื่อมันเอียง ทางโน้นทีทางนี้ที ขึ้นอยู่กับว่า สื่อนั้นเป็นของใคร

ในขณะที่สื่อภาคประชาชนเอง ไม่สามารถทำได้อย่างเด็มที่ เพราะไม่รู้ว่า มื่อไหร่จะไปสะกิดเท้าใครเข้า จนกระทั่งกลายเป็นได้แค่  เว็บ(ที่โดน)บล็อก, บล็อกเกอร์ขี้อิจฉาบ้าง

ในขณะที่ การเมืองบ้านเรายังเป็นเหมือนละครน้ำเน่า, โชว์ปาหี่ และนักการเมืองส่วนใหญ่ในบ้านเรา ยังมองฝ่ายตรงข้ามว่า เป็นศัตรู เป็นอริ ที่จะต้องล้างผลาญกันให้สิ้น

การเมืองภาคประชาชน ก็หาหลักที่ยึดเกาะไม่ได้ เพราะคนที่ไม่เห็นด้วยกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถูกมองว่าเป็นศัตรู ทำให้คนไม่ได้ชอบลุงหมัก ไม่ได้รักพี่มาร์ค อย่างผมเนี่ย รู้สึกอึดอัด

หลายครั้งที่ผมมักเจอคนขับแท็กซี่บ่นว่า น้ำมันแพง เป็นเพราะรัฐธรรมนูญของเผด็จการ ทำให้ผมคิดว่า อืมม แล้วมันเกี่ยวอะไรกัน หลายครั้งที่หลุดถามไปว่า พี่ๆ เคยอ่านรัฐธรรมนูญ ไอ้ที่เค้าว่ากันเนี่ย จบรึยัง ก็ได้รับคำตอบว่า จะต้องอ่านทำไม ในเมื่อมันเป็นพวกเผด็จการ เลยทำให้ไอ้คนที่อ่านจบอย่างผมรู้สึกแย่ๆ ยังไงไม่รู้ว่า

ปัจจุบัน คนไทยส่วนหนึ่ง บริโภคสื่อด้านเดียว รับไม่ได้กับการนำเสนอความจริงที่ตนไม่ชอบ คนที่คิดเห็นแตกต่างไป คือฝ่ายตรงกันข้าม จะมาล้างผลาญ

สุดท้ายแล้ว ก็เน่าลงไป เสื่อมลงไป และถอยหลังเข้าคลองกันในที่สุด เพราะจริงๆแล้ว การรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายทุกคน รับฟังข้อเท็จจริง อย่างตรงไปตรงมานั้น คือ ประชาธิปไตยขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว

เห้อ คิดแล้วเหนื่อย คิดแล้วเซ็ง

ในเมื่อคนเป็นผู้ใหญ่ในบ้านเรา ยังมองว่า คนที่วิจารณ์ตนเอง เป็นอริ เป็นศัตรู ที่จ้องจำห้ำหั่นกันให้สิ้นไป อย่างใจคับแคบ มันก็จบ ต่อไปมันก็แย่ครับ

ไม่ว่าทั้งการเมืองและเว็บไซต์

Blogger is Citizen Journalist.

ว่าจะบล็อกเรื่องนี้ มาหลายวันแล้วครับ แต่เหมือนเน็ตออกอินเตอร์มันเน่าๆ เลยต้องยกมาวันนี้ครับ ซึ่งที่มาที่ไปก่อนจะบล็อกเรื่องนี้นั้น มันก็เริ่มมาจากเห็นโฆษณา ใน Thai PBS ครับ ที่ต้องการนักข่าวพลเมือง หรือ Citizen Journalist ซึ่งในประเด็นนี้ มันน่าสนใจครับ เลยคิดว่าต้องบล็อก

สำหรับคำว่า citizen journalist ซึ่งปัจจุบันยังหาคำจำกัดความที่แน่นอนไม่ได้ บางแห่งเรียกว่า นักข่าวพลเมือง, นักข่าวประชาชน ไปจนถึงคำว่า นักข่าวรากหญ้า แต่นั่น ไม่เท่ากับความน่าสนใจและความสำคัญของมันครับ

ในต่างประเทศ หลายๆ สื่อ ยอมรับและให้น้ำหนักกับ Citizen journalism มาทีเดียวครับ ของบ้านเราก็เพิ่งจะมา แต่แน่นอนว่า ค่ายที่น่าสนใจและสนับสนุนให้เกิด citizen journalist อย่างเต็มที่คือ The Nation เจ้าของ OKnation.net นั่นล่ะครับ

คุณสุทธิชัย หยุ่น ยังได้กล่าวยอมรับการมาของ Citizen Journalist ไว้อย่างน่าสนใจว่า

... บทบาทและภารกิจของคนข่าวอาชีพ จะต้องเปลี่ยนไปอย่างหนักหน่วงและรุนแรง, แม้ว่าคนทำสื่อส่วนใหญ่ ณ วันนี้ยังไม่อยากจะเผชิญกับความจริงข้อนี้มากนักก็ตาม

แต่ความ จริงย่อมหนีความจริงไม่พ้นว่า เมื่อใครต่อใครสามารถใช้เทคโนโลยีทันสมัยรุ่นที่ราคาถูกลงไปเรื่อยๆ ในการสื่อสารกันเอง และส่งข้อความ, ภาพ, เสียงและวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตไปสู่เวบไซต์ที่มีผู้คนเข้ามาอ่าน และแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางและฉับพลันได้, คนที่เคยทำหน้าที่เป็นนักข่าวประจำสายนั้นๆ หรือบรรณาธิการที่เคยคิดว่าตัวเองเท่านั้นที่จะตัดสินว่าข่าวไหนสำคัญ และมุมไหนของข่าวมีความน่าสนใจสำหรับผู้บริโภคข่าว, ก็จะต้องรับรู้ว่าบทบาทนั้นกำลังจะลดลงไปสำหรับตัวเอง

'สื่อกระแสหลัก' จะต้องปรับตัวกันขนานใหญ่เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อสารมวลชนที่ คำว่า journalism หรือ 'สื่อสารข่าวสารและข้อมูล' นั้น จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนที่มีอาชีพผูกติดกับหนังสือพิมพ์, วิทยุและโทรทัศน์เท่านั้น

ที่มา: Oknation.net/black

ซึ่งแน่นอนครับว่า สื่อหลักเองก็ให้ความสนใจ และความสำคัญของการมาถึงของยุค ที่ใครๆ ก็เป็นสื่อภาคพลเมืองได้ ดังนั้นการที่เราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ได้คือ การยอมรับ ในเรื่องของ สื่อภาคประชาชน, เรื่องของการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างอิสระ ครับ

แน่นอน บล็อก เป็นหนึ่งใน media 2.0 ที่เราจะต้องยอมรับ รับรู้และรับทราบถึงการเขียน แสดงความคิดเห็น รวมถึงสะกิดสังคมผ่านทาง Weblog อีกด้วยครับ

แต่ในมุมกลับ คงต้องยอมรับว่า สื่อในยุค 2.0 นั้น โตเร็วเกินกว่าคน Internet User บ้านเราจะเข้าใจ กลั่นกรองเอาความเป็นจริงมาคิดต่อให้ดีครับ ซึ่งหลายครั้งที่เราต้องยอมรับกับว่า media ไม่ว่าจะ 1.0 หรือ 2.0 ถูกใช้ในการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ขาดการกลั่นกรอง ด้วยเหตุ และผล อย่างที่ควรจะเป็น

ตัวอย่างเช่น การ forword mail การเก็บเงินของMSN, การบล้อกเนื้อหาที่เชื่อว่า เป็น 30 คำสอนของพ่อ เป็นต้น ซึ่งนั่นเป็นการนำสื่อภาคพลเมืองมาใช้ในการสร้างข่าวที่น่าเชื่อถือ ผนวกกับทฤษฎีสมคบคิดลงไปบ้าง

ดังนั้น บล็อกเกอร์ ที่ต้องการจะทำตัวเป็น Citizen journalist นั้น จำเป็นจะต้องปรับตัว และมีบรรทัดฐานของการเขียนบทความลงในบล็อก และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขียนลงไปนั้นด้วย

จุดต่างระหว่าง สื่อหลัก กับสื่อภาคพลเมือง

  • สื่อภาคพลเมือง สามารถ feed เนื้อหาข่าวได้เร็วว่า สื่อหลัก
  • สื่อภาคพลเมือง สามารถนำเสนอเนื้อหา ได้ลึก และถูกต้องมากกว่าสื่อหลัก
  • สื่อภาคพลเมือง ไม่สามารถควบคุมได้ เท่าสื่อหลัก (ควรจะไม่ถูกจำกัด ด้วยมาตรการบางอย่างเช่น เขียนเนื้อหา ไม่เข้าหู ICT แล้วโดนบล้อก หรือมี อำนาจที่มองไม่เห็นมาควบคุมจำกัด)
  • สื่อภาคพลเมือง ไม่มีบรรณาธิการ ในการควบคุมข่าว เนื้อหา หรือภาพในการนำเสนอ
  • สื่อภาคพลเมือง มีโอกาสสุ่มเสี่ยงให้การโดนฟ้อง มากกว่า สื่อหลัก
  • และอีกหลายปัจจัย (ส่งผ่านแนวคิดของคุณมาทางtwitter ผมได้ครับ @mormmam)

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ส่ิงที่เหล่าบล็อกเกอร์ ที่อยากผันตัวมาเป็นบล็อกเกอร์มืออาชีพ หรือแม้แต่เป็น Citizen Journalist นั้น จำเป็นจะตัองมี

  • ความชัดเจนในเนื้อหา
  • ความสม่ำเสมอในการอัพเดท
  • ประเด็นที่ชัดเจนและน่าสนใจ
  • ความไวในเรื่องของการเขียน
  • สำนวนในการเขียน
  • รูปแบบในการนำเสนอ

ในขณะที่จุดด้อย และจุดอ่อน ของความเป็น Citizen journalist นั้น ก็มีอยู่หลายประการเช่น

  • ความไม่ชัดเจนในที่มาที่ไป (ทั้งในตัวของเนื้อหา และตัวผู้เขียน)
  • ความไม่น่าสนใจของเนื้อหา หากไม่เป็น unique พอ
  • โอกาสที่จะหลุด จากความเป็นกลางสูง (หากไม่มีบรรทัดฐานตั้งไว้มั่นคงพอ)
  • ความไม่น่าเชื่อถือ (หลักๆ สืบเนื่องจากข้อแรก)

ดังนั้นบล็อกเกอร์ เองที่ต้องการจะผันตัวเองเป็น Journalist นั้น ก็ควรที่จะตั้งมั่นในประเด็นด้านบนครับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง และเป็นการสร้างขึ้นด้วย ซึ่งแน่นอนครับว่า มันก็พอมีในเรื่องของ code of conduct สำหรับเหล่าบล็อกเกอร์ทั้งหลายครับ โดยหลักๆ แล้วหากเราใช้บล็อก เป็นแค่ไดอารี่ ออนไลน์ ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่ต้องการใช้บล็อก เป็นหนึ่งใน citizen media เมื่อไหร่แล้ว ล่ะก็ ก็ควรจะยึดในแนวทางของจรรยาบรรณในความเป็นบล้อกเกอร์ของคุณด้วย

ซึ่งในเรื่อง blogger code of conduct นั้นผมเองจะยังไม่ขอเอ่ย ในตอนนี้แล้วกันครับ เพราะเชื่อว่า ผมเองก็ยังไม่แม่นในเรื่องนี้เท่าใด นัก หากแต่ก็คิดว่า หลักๆ แล้วผมเองก็พยายามยึดในแนวทางของการเป็นสื่อ หนึ่ง ที่มีคนเข้ามาอ่าน รับรู้ และเป็นหนึ่งในผู้เผยแพร่ข้อมูล หลายส่วน ครับ

ซึ่งหากใครสนใจในเรื่องของ code of conduct ก้แนะนำให้อ่านได้ตามลิ้งค์หลักๆ ด้านล่างนี้ครับผม โดยส่วนแรกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ

สำหรับในภาคภาษาไทย ก็มี จากบล็อกของ @bact' (http://bact.blogspot.com) ซึ่งคิดว่ามีเนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจและครบถ้วนดีครับ ในเรื่องนี้ลองอ่านได้ครับ Bloggers' Code of Conduct, Bloggers' Code of Conduct (2), Bloggers' Code of Conduct (3)

ซึ่งสำหรับใน entry นี้ ขอเป็นบทความเกริ่นนำสำหรับ เพิ่มเติมต่อไป นะครับ ซึ่งคิดว่า หลังจากผมเองมีเวลาได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะทยอย มาเผยแพร่กันให้ได้รับรู้กันต่อๆ ไปครับ

ปล. ท่านใดที่มีเนื้อหา หรือสนใจในเรื่องเหล่านี้ ก็แสดงความคิดเห็น หรือเมล์มาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ