Webblog

Blogger is Citizen Journalist.

ว่าจะบล็อกเรื่องนี้ มาหลายวันแล้วครับ แต่เหมือนเน็ตออกอินเตอร์มันเน่าๆ เลยต้องยกมาวันนี้ครับ ซึ่งที่มาที่ไปก่อนจะบล็อกเรื่องนี้นั้น มันก็เริ่มมาจากเห็นโฆษณา ใน Thai PBS ครับ ที่ต้องการนักข่าวพลเมือง หรือ Citizen Journalist ซึ่งในประเด็นนี้ มันน่าสนใจครับ เลยคิดว่าต้องบล็อก

สำหรับคำว่า citizen journalist ซึ่งปัจจุบันยังหาคำจำกัดความที่แน่นอนไม่ได้ บางแห่งเรียกว่า นักข่าวพลเมือง, นักข่าวประชาชน ไปจนถึงคำว่า นักข่าวรากหญ้า แต่นั่น ไม่เท่ากับความน่าสนใจและความสำคัญของมันครับ

ในต่างประเทศ หลายๆ สื่อ ยอมรับและให้น้ำหนักกับ Citizen journalism มาทีเดียวครับ ของบ้านเราก็เพิ่งจะมา แต่แน่นอนว่า ค่ายที่น่าสนใจและสนับสนุนให้เกิด citizen journalist อย่างเต็มที่คือ The Nation เจ้าของ OKnation.net นั่นล่ะครับ

คุณสุทธิชัย หยุ่น ยังได้กล่าวยอมรับการมาของ Citizen Journalist ไว้อย่างน่าสนใจว่า

... บทบาทและภารกิจของคนข่าวอาชีพ จะต้องเปลี่ยนไปอย่างหนักหน่วงและรุนแรง, แม้ว่าคนทำสื่อส่วนใหญ่ ณ วันนี้ยังไม่อยากจะเผชิญกับความจริงข้อนี้มากนักก็ตาม

แต่ความ จริงย่อมหนีความจริงไม่พ้นว่า เมื่อใครต่อใครสามารถใช้เทคโนโลยีทันสมัยรุ่นที่ราคาถูกลงไปเรื่อยๆ ในการสื่อสารกันเอง และส่งข้อความ, ภาพ, เสียงและวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตไปสู่เวบไซต์ที่มีผู้คนเข้ามาอ่าน และแสดงความเห็นอย่างกว้างขวางและฉับพลันได้, คนที่เคยทำหน้าที่เป็นนักข่าวประจำสายนั้นๆ หรือบรรณาธิการที่เคยคิดว่าตัวเองเท่านั้นที่จะตัดสินว่าข่าวไหนสำคัญ และมุมไหนของข่าวมีความน่าสนใจสำหรับผู้บริโภคข่าว, ก็จะต้องรับรู้ว่าบทบาทนั้นกำลังจะลดลงไปสำหรับตัวเอง

'สื่อกระแสหลัก' จะต้องปรับตัวกันขนานใหญ่เพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงในวงการสื่อสารมวลชนที่ คำว่า journalism หรือ 'สื่อสารข่าวสารและข้อมูล' นั้น จะไม่จำกัดอยู่เฉพาะคนที่มีอาชีพผูกติดกับหนังสือพิมพ์, วิทยุและโทรทัศน์เท่านั้น

ที่มา: Oknation.net/black

ซึ่งแน่นอนครับว่า สื่อหลักเองก็ให้ความสนใจ และความสำคัญของการมาถึงของยุค ที่ใครๆ ก็เป็นสื่อภาคพลเมืองได้ ดังนั้นการที่เราจะต้องปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่ได้คือ การยอมรับ ในเรื่องของ สื่อภาคประชาชน, เรื่องของการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างอิสระ ครับ

แน่นอน บล็อก เป็นหนึ่งใน media 2.0 ที่เราจะต้องยอมรับ รับรู้และรับทราบถึงการเขียน แสดงความคิดเห็น รวมถึงสะกิดสังคมผ่านทาง Weblog อีกด้วยครับ

แต่ในมุมกลับ คงต้องยอมรับว่า สื่อในยุค 2.0 นั้น โตเร็วเกินกว่าคน Internet User บ้านเราจะเข้าใจ กลั่นกรองเอาความเป็นจริงมาคิดต่อให้ดีครับ ซึ่งหลายครั้งที่เราต้องยอมรับกับว่า media ไม่ว่าจะ 1.0 หรือ 2.0 ถูกใช้ในการเผยแพร่ข้อความอันเป็นเท็จ ขาดการกลั่นกรอง ด้วยเหตุ และผล อย่างที่ควรจะเป็น

ตัวอย่างเช่น การ forword mail การเก็บเงินของMSN, การบล้อกเนื้อหาที่เชื่อว่า เป็น 30 คำสอนของพ่อ เป็นต้น ซึ่งนั่นเป็นการนำสื่อภาคพลเมืองมาใช้ในการสร้างข่าวที่น่าเชื่อถือ ผนวกกับทฤษฎีสมคบคิดลงไปบ้าง

ดังนั้น บล็อกเกอร์ ที่ต้องการจะทำตัวเป็น Citizen journalist นั้น จำเป็นจะต้องปรับตัว และมีบรรทัดฐานของการเขียนบทความลงในบล็อก และรับผิดชอบต่อสิ่งที่เขียนลงไปนั้นด้วย

จุดต่างระหว่าง สื่อหลัก กับสื่อภาคพลเมือง

  • สื่อภาคพลเมือง สามารถ feed เนื้อหาข่าวได้เร็วว่า สื่อหลัก
  • สื่อภาคพลเมือง สามารถนำเสนอเนื้อหา ได้ลึก และถูกต้องมากกว่าสื่อหลัก
  • สื่อภาคพลเมือง ไม่สามารถควบคุมได้ เท่าสื่อหลัก (ควรจะไม่ถูกจำกัด ด้วยมาตรการบางอย่างเช่น เขียนเนื้อหา ไม่เข้าหู ICT แล้วโดนบล้อก หรือมี อำนาจที่มองไม่เห็นมาควบคุมจำกัด)
  • สื่อภาคพลเมือง ไม่มีบรรณาธิการ ในการควบคุมข่าว เนื้อหา หรือภาพในการนำเสนอ
  • สื่อภาคพลเมือง มีโอกาสสุ่มเสี่ยงให้การโดนฟ้อง มากกว่า สื่อหลัก
  • และอีกหลายปัจจัย (ส่งผ่านแนวคิดของคุณมาทางtwitter ผมได้ครับ @mormmam)

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ส่ิงที่เหล่าบล็อกเกอร์ ที่อยากผันตัวมาเป็นบล็อกเกอร์มืออาชีพ หรือแม้แต่เป็น Citizen Journalist นั้น จำเป็นจะตัองมี

  • ความชัดเจนในเนื้อหา
  • ความสม่ำเสมอในการอัพเดท
  • ประเด็นที่ชัดเจนและน่าสนใจ
  • ความไวในเรื่องของการเขียน
  • สำนวนในการเขียน
  • รูปแบบในการนำเสนอ

ในขณะที่จุดด้อย และจุดอ่อน ของความเป็น Citizen journalist นั้น ก็มีอยู่หลายประการเช่น

  • ความไม่ชัดเจนในที่มาที่ไป (ทั้งในตัวของเนื้อหา และตัวผู้เขียน)
  • ความไม่น่าสนใจของเนื้อหา หากไม่เป็น unique พอ
  • โอกาสที่จะหลุด จากความเป็นกลางสูง (หากไม่มีบรรทัดฐานตั้งไว้มั่นคงพอ)
  • ความไม่น่าเชื่อถือ (หลักๆ สืบเนื่องจากข้อแรก)

ดังนั้นบล็อกเกอร์ เองที่ต้องการจะผันตัวเองเป็น Journalist นั้น ก็ควรที่จะตั้งมั่นในประเด็นด้านบนครับ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ตัวเอง และเป็นการสร้างขึ้นด้วย ซึ่งแน่นอนครับว่า มันก็พอมีในเรื่องของ code of conduct สำหรับเหล่าบล็อกเกอร์ทั้งหลายครับ โดยหลักๆ แล้วหากเราใช้บล็อก เป็นแค่ไดอารี่ ออนไลน์ ก็คงจะไม่มีปัญหาอะไร เท่าไหร่ แต่เมื่อไหร่ที่ต้องการใช้บล็อก เป็นหนึ่งใน citizen media เมื่อไหร่แล้ว ล่ะก็ ก็ควรจะยึดในแนวทางของจรรยาบรรณในความเป็นบล้อกเกอร์ของคุณด้วย

ซึ่งในเรื่อง blogger code of conduct นั้นผมเองจะยังไม่ขอเอ่ย ในตอนนี้แล้วกันครับ เพราะเชื่อว่า ผมเองก็ยังไม่แม่นในเรื่องนี้เท่าใด นัก หากแต่ก็คิดว่า หลักๆ แล้วผมเองก็พยายามยึดในแนวทางของการเป็นสื่อ หนึ่ง ที่มีคนเข้ามาอ่าน รับรู้ และเป็นหนึ่งในผู้เผยแพร่ข้อมูล หลายส่วน ครับ

ซึ่งหากใครสนใจในเรื่องของ code of conduct ก้แนะนำให้อ่านได้ตามลิ้งค์หลักๆ ด้านล่างนี้ครับผม โดยส่วนแรกเป็นภาษาอังกฤษนะครับ

สำหรับในภาคภาษาไทย ก็มี จากบล็อกของ @bact' (http://bact.blogspot.com) ซึ่งคิดว่ามีเนื้อหาค่อนข้างน่าสนใจและครบถ้วนดีครับ ในเรื่องนี้ลองอ่านได้ครับ Bloggers' Code of Conduct, Bloggers' Code of Conduct (2), Bloggers' Code of Conduct (3)

ซึ่งสำหรับใน entry นี้ ขอเป็นบทความเกริ่นนำสำหรับ เพิ่มเติมต่อไป นะครับ ซึ่งคิดว่า หลังจากผมเองมีเวลาได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ในระดับหนึ่งแล้ว ก็จะทยอย มาเผยแพร่กันให้ได้รับรู้กันต่อๆ ไปครับ

ปล. ท่านใดที่มีเนื้อหา หรือสนใจในเรื่องเหล่านี้ ก็แสดงความคิดเห็น หรือเมล์มาแลกเปลี่ยนกันได้ครับ

Blog + Book = Blook เทรนด์วันนี้ของโลกหนังสือ

วันนี้แวะมาอัพเดท เร็วนิดนึงครับ พอดีไปเจอข่าวเกี่ยวกับ [tag]Blook[/tag] มาครับ ซึ่งผมเองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่า การระบบซื้อขายตัว content กันมันเป็นยังไง ซึ่งไปเจอข่าวในของ หนังสือพิมพ์มติชนมา เห็นว่า น่าจะดีและน่าสนใจมากๆ เลยนำมาให้ดูกันครับ

หลาย คนคงจะเคยได้ยินคำว่า Blog มาสักระยะหนึ่งแล้ว เพราะการก่อร่างสร้างตัวตนและบ้านหลังที่ 2 ขึ้นในโลกไซเบอร์นี้ กำลังเป็นที่นิยมในวงกว้าง อย่างไม่จำกัดวัย เพศ หรืออาชีพ แม้ว่าในตอนแรกๆ จะถูกมองเป็นเรื่องของวัยทวีนส์ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีก็ตาม

สารานุกรม ฉบับออนไลน์อย่าง วิกิพีเดียได้ให้ความหมายของ [tag]Blog[/tag] ไว้ว่า มาจากคำว่า web log ซึ่งหมายถึงการบันทึกสิ่งต่างๆ ลงในเว็บ อาทิ เรื่องราวเกี่ยวกับสังคม การบ้านการเมือง ข่าวสารท้องถิ่น ที่ผู้เขียนหรือ [tag]Blogger[/tag] รู้สึกสนใจ ซึ่งก็รวมถึงเรื่องราวส่วนตัวและความรู้สึกในใจของแต่ละคน ที่ยากจะถ่ายทอดด้วยคำพูดให้ใครบางคนได้รับรู้

โดยภายในแต่ละ Blog ก็จะประกอบไปด้วยบทความ รูปภาพต่างๆ ที่สามารถลิงก์ไปยัง Blog, เว็บเพจ และสื่ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องได้ด้วย

และจากการสำรวจเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาพบว่า บนไซเบอร์สเปซที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้พรมแดนตอนนี้ มี Blog มากกว่า 71 ล้าน Blog!

ทำ ให้ในวันนี้ Blog ได้กลายเป็นสื่อที่ทรงอิทธิพลต่อความคิดคนไม่แพ้สื่อใดเลย นักเขียนชื่อดังหลายคนนิยมที่จะบันทึกเรื่องราว ความคิดเห็น ความรู้สึกของตนลงใน Blog ซึ่งทำให้แฟนหนังสือยิ่งรู้สึกใกล้ชิดและเข้าถึงนักเขียนมากกว่าเดิม ไม่เพียงแค่นั้น Blog ยังเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้าง Blogger ให้กลายเป็นนักเขียนหน้าใหม่ไฟแรงอีกด้วย

และทั้งหมดก็ได้นำมาสู่ก้าวสำคัญของการก่อเกิดเทรนด์ใหม่ ที่ช่วยเชื่อมโยงระหว่างโลกออนไลน์และโลกหนังสืออย่าง Blook

วิกิพีเดียเจ้าเก่า ให้ความหมายของลูกผสมอย่าง Blook ไว้ว่า หมายถึง การตีพิมพ์หนังสือที่รวมเล่มมาจาก Blog

Blook เล่มแรกของโลกคือผลงานของ Tony Pierce โดยเขาได้รวบรวมและคัดสรรเรื่องราวมาจาก http://tonypierce.com/blog/2002_12_21.html#blogarc.htm ซึ่งเป็น Blog ของเขาเองและหลังจากนั้นเป็นต้นมา Blook ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากโลกไซเบอร์และสำนักพิมพ์ พิสูจน์ได้จากการที่เว็บไซต์ดังอย่าง Amazon ได้จัดหมวดหมู่ให้ Blook โดยเฉพาะ และมีอีกหลายรางวัลในโลกวรรณกรรมไซเบอร์ ที่ตั้งขึ้นเพื่อ Blook อีกด้วย

โดย รางวัลที่ขึ้นชื่อมากที่สุด น่าจะเป็น Lulu Blooker Prize ของสำนักพิมพ์หนังสือออนไลน์ Lulu ซึ่งเป็นการประกวดวรรณกรรม ที่อยู่บน blog หรือเว็บไซต์ โดยแบ่งออกเป็นสามประเภท ได้แก่ นวนิยาย สารคดี และการ์ตูน ผู้ชนะเลิศในแต่ละประเภทจะได้รับเงินสดมูลค่า 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมีรางวัล grand total สำหรับงานเขียนที่ดีที่สุดอีกหนึ่งรางวัลด้วย

Blook ส่วนใหญ่จะรวมเล่มจาก Blog ดังที่มีคนเข้าไปอ่านและแสดงความคิดเห็นเยอะๆ เพราะนั่นคือคำยืนยันอย่างหนึ่งว่าพิมพ์แล้วหนทางขาดทุนไม่ค่อยมี เพราะอย่างไรซะแฟนๆ บล็อกนั้นก็จะตามไปซื้ออ่านแน่ๆ เป็นการเช็คอุปสงค์ก่อนผลิตสินค้านั่นเอง

สำหรับตลาดหนังสือใน ประเทศไทยนั้น Blook ก็เริ่มที่จะติดหูติดตาคนอ่านขึ้นเรื่อยๆ โดยมีหนังสือที่ดีทั้งยอดขายและคุณภาพหลายเล่มที่จัดพิมพ์ขึ้นจาก Blog

เล่ม แรกๆ ที่เปิดตลาดเมืองไทยก่อนเลย ก็ต้อง 3 เล่มนี้ เล่มแรกคือ ไม่ไปทำงานได้ไหมเนี่ย เห็นชื่อแล้วน่าหยิบมาอ่านจังเลยนะ (สงสัยตรงใจใครหลายๆ คน) แต่ที่จริงแล้ว Blook เล่มนี้ ไม่ใช่ ของคนไทยหรอก แต่เป็นผลงานของเจ้าของฉายาราชินีบล็อกเกอร์จากไต้หวัน วานวาน (Wan Wan) หญิงสาววัย 25 ปี ที่เขียนเรื่องราวรอบตัวใน http://www.wretch.cc/blog/cwwany แบบเปิ่นๆ ขำๆ จนมีคนติดทั้งบ้านทั้งเมือง และมีสำนักพิมพ์ตาไว คว้าเอาไปพิมพ์จนติดอันดับหนังสือขายดีของไต้หวัน (ยอดพิมพ์ตั้ง 150,000 เล่มแน่ะ!)

ไม่ไปทำงานได้ไหมเนี่ย มีเอกลักษณ์ที่ภาพการ์ตูนหัวกลมใหญ่มีผมหยิกข้างหลัง 1 เส้นสีสันสดใส พูดไม่เยอะ สื่อสารเรียบง่าย แต่เน้นฮาที่ท่าทาง โดยฉบับภาษาไทยนั้น นานมี เป็นสำนักพิมพ์มือไว ที่คว้ามาให้ อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี แปล

ส่วน Blook ไทย 100% นั้น ก็ต้องนี่เลย Blog Blog ผลงานของ ปิ่น ปรเมศวร์ หรือ ปกป้อง จันทวิทย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ซึ่งส่งเข้าประกวดโดย สำนักพิมพ์ openbooks ซึ่งรวบรวมจากบทความส่วนตัวของนักเศรษฐศาสตร์หนุ่มใน Blogspot

อีกเล่ม มาจากสำนักพิมพ์ระหว่างบรรทัด คือ โลกนี้มันช่างยีสต์ ของ แทนไท ประเสริฐกุล ทายาท 2 นักเขียนไทย ผู้สนใจวิชาชีววิทยา เรื่องราวในเล่มเล่าถึงทัศนคติที่มีต่อชีวิต คน สัตว์ และอื่นๆ ที่นำมาสอดแทรกผ่านเรื่องราวต่างๆ ในสไตล์เฉพาะตัวที่ยียวนและกวนสุดสุด (แต่อ่านสนุกมากๆ)

ทั้งสองเล่มสองแนวออกวางจำหน่ายขณะที่คำว่า Blook ยังไม่แพร่หลายในบ้านเรามากนัก แต่ก็ได้รับการตอบรับจากคนอ่านพอสมควร ถึงจะไม่ติดอันดับขนาดเบสต์เซลเลอร์ แต่ก็ขายได้ 2 ทาง ทั้งจากแฟนประจำ Blog ที่มาอุดหนุน และแฟนนักอ่านที่ตามไปอ่าน Blog

ส่วนที่ใกล้ๆ มาหน่อยก็ต้องผลงานของเจ้าของนามปากา ผมอยู่ข้างหลังคุณ หรือ พีรพล ภัทรนุธาพร จิตแพทย์หนุ่มผู้ชื่นชอบและหลงใหลในแผ่นฟิล์ม จนสร้าง http://aorta.bloggang.com ขึ้นมาเพื่อเขียนถึงหนังที่ตนรัก ซึ่ง Blog นี้ได้รับการโหวตให้เป็น Popular Award อันดับหนึ่งในสาขาภาพยนตร์ จากเว็บ Bloggang และความนิยมนี้ก็ได้ก่อเกิดพ็อคเก็ตบุ๊ก ที่ช่วยให้เข้าใจตัวเองและคนรอบข้างอย่าง หนังสือรัก ซึ่งดึงข้อคิดจากความสัมพันธ์ ความประทับใจ และความรักหลากรูปแบบจากหนัง มาเป็นกระจกสะท้อนให้คนอ่านได้เข้าใจทั้งตัวเองและคนรอบข้างยิ่งขึ้น

และ Blook ฉบับคนไทยเล่มล่าสุดบนแผงหนังสือก็คือ ผลงานของนักเขียน นักเดินทาง อารมณ์อบอุ่น โดม วุฒิชัย อย่าง ห่างไกล ไม่ห่างกัน ที่แม้จะเพิ่งวางขายไปได้เพียงไม่กี่วัน แต่กลับได้รับเสียงลือเสียงเล่าอ้างในทำนองประทับจิตประทับใจจากหลายฝ่าย จนเราต้องรีบขวนขวายหาอ่านแบบทันใด

และเมื่ออ่านแบบรวดเดียวจนจบเล่มแล้วนั้น ก็ไม่แปลกใจกับเสียงชื่นชมสักนิดเลย

ห่าง ไกล ไม่ห่างกัน รวบรวมเรื่องราวมาจาก http://porpayia.bloggang.com ซึ่งเกิดขึ้นเพราะความห่างไกลในระยะทางระหว่างโดมและลูกสาว โดมเลือกที่จะสื่อสารความรู้สึกระหว่างกันด้วยตัวอักษรในโลกไซเบอร์ ผ่านรูปแบบของจดหมาย ที่แม้จะเป็นความเรียงง่ายๆ แต่ก็ลึกซึ้งด้วยความห่วงใย พิสูจน์ได้จากจดหมายทั้ง 52 ฉบับ ที่ถ่ายทอดความสุขใจอันรื่มรมย์ แต่แฝงด้วยข้อคิดและคำสอนระหว่างบรรทัดเสมอ สมกับที่โปรยไว้ว่า

แม้ว่าในชีวิตจะเคยผิดพลาดมาหลายครั้งหลายหน แต่ผู้ชายคนนี้ไม่เคยลืมความรักและหน้าที่ของการเป็นพ่อ ซะจริงๆ

เห็น ความสำเร็จอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ต้องแปลกใจนะ ถ้าอยู่ดีๆ คนข้างตัวก็ลุกขึ้นมาสร้าง Blog แบบฉับไว ไม่ก็ขยันอัพเดตหาจุดดึงดูดให้ Blog ตัวเองซะเหลือเกิน

ก็เผื่อวันหนึ่ง Blog จะออกแตกแขนงเป็น Blook ให้เจ้าของได้ชื่นทั้งใจ ชื่นทั้งกระเป๋าเงินไง

ส่วนในบ้านเรามันจะรุ่งไหม อันนี้ ต้องดูกันยาวๆ ครับ เพราะเทรนด์บ้านเราบางอย่างมันก็ไม่ได้เหมือนกับต่างประเทศเสียทั้งหมด แต่ก็น่าสนใจดีครับ

Tags :

Blog tips: Protect your RSS from other site.

ทำบล็อกมานานโข โดนก้อบปี้ ไป ก็หลายครั้งอยู่ จริงๆแล้ว เรื่องของการ copy เว็บ หรือ content นี่ ผมเองก็ไม่ได้ว่าอะไรครับ ถือว่าให้ความรู้กันไป

แต่ บอกกันนิดนึง ไม่หวง แต่เป็นมารยาท

ซึ่งในขณะนี้กระแสการทำ Adsense กับ Weblog อย่างไม่สนใจหน้าอินหน้าพรหม กันบ้าคลั่งกันไป ก็ใช้วิธีการดูดเอา เนื้อหาเว็บคนอื่นๆไป ผ่านทางช่องทางของ RSS feed นั่นเองครับ

แม้ว่า การตั้งค่าใน blog แล้วให้เป็น แค่ส่วนหนึ่งไม่ใช่เป็นในลักษณะของ Full content แต่ก็ยังมีพวกอุตส่าห์ ทำแบบ เอาวะ ก็ กรูจะ copy ซะอย่าง ไม่เต็ม ก็ไม่สนใจละเว้ย

เอ้า!!! เหล่า Blogger จะทำอย่างไรล่ะครับ ???

มาม่ะ ผมจะบอกวิธีแก้เผ็ดให้ แต่ก่อนอื่นนะครับ บอกก่อนว่า วิธีการนี้ ใช้ได้กับ เว็บบล็อกที่เช่า host หรือ แบบ Blog อย่างผมนี่ล่ะครับ ที่สามารถ upload file ได้ และ host นั้นอนุญาติให้สามารถใช้งาน .htaccess ได้นะครับ ซึ่งปรกติแล้ว host ที่เราเช่า ส่วนมากจะอนุญาติให้ใช้นะครับ

เอ้า ว่าแล้วก็ไปดูกันเลยครับ

สำหรับเว็บไซต์ หรือเว็บบล็อกทั่วๆ ไป แม้ว่า การใช้วิธีการดูด เอาหน้าเว็บ ไม่ว่าจะเป็น RSS หรือ แม้แต่ html ในหน้าเว็บเราไปนั้น ปรกติจะต้องมีการ get ข้อมูลมายังเว็บไซต์ เรา เช่นเดียวกับการเข้ามาชมเว็บไซต์ปรกติครับ

ต่างกันตรงที่ IP หรือ referer ที่มานั้น จะมาจากที่เดิมเสมอ ไม่เหมือนกับการเข้าเว็บและมา flood ขยะ จำพวก spam ที่เข้ามาจาก IP ที่ผ่านมาจาก ISP ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตที่จะมีการจ่าย ip วนๆ กันไปนั่นเองครับ

เอาล่ะ เริ่มต้นนะครับ ให้เปิดโปรแกรมอย่าง text editor ขึ้นมานะครับ ในการใช้งานประจำผมก็จะเป็น edit plus ครับผม (ในกรณีที่มีไฟล์ .htaccess อยู่แล้วนะครับ ก็ให้เปิดไฟล์ .htaccess ขึ้นมาแก้ไข นะครับ)

[Limit GET HEAD POST]
order allow,deny
deny from aaa.bbb.ccc.ddd
deny from url-website-fetch-your-content
allow from all
[/LIMIT]

*** หมายเหตุ ให้เปลี่ยน เครื่องหมาย [ เป็น < และ ] เป็น > นะครับ เนื่องจากตัวระบบของ plugin code มันไม่ยอมให้ผมใส่นะเนี่ย เห้อ

ตรง aaa.bbb.ccc.ddd นั้นจะเป็นตัว ip address นะครับ ซึ่งตรงนี้ ถ้าใช้ IP แล้วจะเป็นการ block ไม่ให้ ip นี้เข้ามาในเว็บเราเลยล่ะครับ  ส่วนตัวของ url-website-fetch-your-content ก็ใช้ในกรณีที่ทราบ URl ของเว็บไซต์ ที่มันใช้ระบบ fetch content เราไปใช้ โดยไม่บอกไม่กล่าวนั่นล่ะครับ

ส่วนในกรณีที่ เว็บที่ดูด มีมากกว่า 1 ก็เพิ่มเข้าไปเลยครับ ตรง

deny from ip1
deny from ip2
deny from ip3
deny from url1
deny from url2
deny from url3

อย่างนี้ได้เลยนะครับ จากนั้นก็ save เป็นไฟล์ชื่อ .htaccess นะครับ ซึ่งหากใช้โปรแกรมอย่าง notepad แล้วไม่สามารถ save ได้นะครับ หรือว่า งง  Windows ของป๋าบิลล์ ไม่ยอมให้ save นะครับ ก็ให้ save file เป็น htaccess.txt ไปก่อนก็ได้ครับ

หลังจากที่เสร็จเรียบร้อยแล้วก็ ให้ upload ขึ้นไปยัง server ของเว็บเรานะครับ ไว้ใน wwwroot หลักนะครับ เช่น httpdocs  หรือ public_html จำพวกนี้นะครับ แล้วแต่ server นะครับ

สำหรับท่านที่ใช้ไฟล์ ชื่อว่า htaccess.txt หลังจากที่อัพไฟล์ ไปแล้ว ก็ให้ไปแก้ชื่อเป็น .htaccess บนเครื่อง server อีกครั้งหนึ่งนะครับ ซึ่งสามารถจะช่วยป้องกันได้เลยนะครับ ส่วนวิธีอื่นๆ ในขณะนี้ ผมยังไม่มีครับ แต่รู้แล้วว่าจะแก้เผ็ดอย่างไร ซึ่งคิดว่า ถ้าว่างจะทำเป็น plugin สำหรับ wordpress ให้เลยดีไหมเนี่ย แก้เผ็ด ไอ้พวกชอบ fetch content คนอื่น 5555+

***ไปละครับ เห้อ เหนื่อย นั่งคิดเนื้อหาสำหรับทำ เอกสาร SEO training ของ office ที่จะเอาไว้ training อาทิตย์หน้าละครับ ซึ่งคิดว่า อาจจะเอามาให้ได้โหลดกันในเว็บนะครับ แต่บอกก่อนว่า เนื้อหาคงจะเป็นแค่เนื้อหาของการทำ SEO เบื้องต้นเท่านั้นครับ

*** วันพุธ หน้า ก็คิดว่าต้องไปนั่ง present เรื่อง e-Business อีกนะเนี่ย เหอๆ ยังดีที่วันจันทร์นี้ โบ้ยให้คนอื่นได้เนื่องจากติด ธุระ สำคัญครับ รอดตัวไป อิอิ 

Website VS Blog in my Opinion.

พอดี ได้มีการพูดคุยกัน เกี่ยวกับเรื่องของ [tag]Blog[/tag] หรือ [tag]Weblog[/tag] กับ [tag]Website[/tag].ในเว็บบอร์ด seo.in.th ครับ ซึ่งก็ถือว่าเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันพอสมควร และผมเอง ก็มีส่วนร่วม ซะยาวเยิ่นเย้อไปเลย เกี่ยวกับ Weblog และ Website ซึ่งคิดว่า น่าจะเอาเก็บมาลงใน Blog ด้วย ก็เลยเอามาลงให้อ่านกันครับ

Weblog VS Website.

1. content ที่ผมทำ มันเป็น content ที่ผสมปนเป ไป นั่นเอง ไม่ได้มีตายตัว และพูดง่ายๆ คือ มันอยู่กับช่วงเวลา อารมณ์ ของผมมากกว่า ในขณะที่ เว็บไซต์ เอง มีจุดดีตรงที่ มีโอกาสในการสร้าง comunity ทีใหญ่กว่า ได้ดีกว่า

แม้ว่า ในการทำเว็บ เราจะเอาเนื้อหาอะไรมาใส่ในเว็บก็ได้ แต่การเอาเนื้อหาหลายอย่างมาใส่รวมกัน มากเกินไป สิ่งที่ทำให้เว็บหายไปคือ จุดเด่น ของเว็บไซต์ นั่นเองครับ หลายเว็บเกิดขึ้นมาในช่วงยุค ที่ผมเรียกว่า "ยุคตื่นเว็บ" ในช่วงที่ คุณปรเมศวร์ ขาย sanook ให้แก่ เครือ Mweb

คนเริ่มหันมาทำกันมากขึ้น [tag]web[/tag] ในลักษณะของเว็บพอร์ทัล เกิดกันเป็น ดอกเห็ด แต่มีเว็บใหนบางที่สามารถยืนหยัดอยู่ในอันดับต้นๆ ได้ หลายเว็บ กลายเป็น Junk web สำหรับผม

หลายๆเว็บ มีการเปลี่ยนมือ ผู้เป็นเจ้าของไปมา เพราะไม่สามารถอยู่รอดได้ เพราะไม่มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง เป็นต้น ตรงนี้คือจุดด้อย ของการทำเว็บที่เอาสิ่งที่อยากได้ มายัดๆ ลงไป

ส่วนในตัวของ [tag]บล็อก[/tag]ต้องบอกเลยว่า เสียเปรียบเว็บไซต์ในเรื่องของ Comunity ที่จะเล็กกว่า เพราะบล้อก จะเขียนในเฉพาะเรื่อง ที่เจ้าของสนใจ ดังนั้น จึงเป็นลักษณะ ที่เฉพาะทาง เสียเป็นหลัก

แต่ จุดนี้ มันกลับเป็นจุดหนึ่ง ที่เว็บทำได้ยาก นั่นคือ Quality community ในหลายๆ บล็อกในต่างประเทศ หรือแม้แต่ไทยเอง ที่เพิ่งเริ่มเตาะแตะ กับเรื่องเว็บ (เพราะคนส่วนใหญ่ เพิ่งเริ่มจะแยกความต่างประหว่าง บล็อก กับ ไดอารี่ ออก) จึงยังไม่เห็นกันมากนัก

ดังนั้น ในประเด็นนี้ คงจะยากที่จะบอกว่าอะไรดีและไม่ดี มันอยู่กับคนแต่ละคน ด้วยว่า มีเป้าหมายในการทำอย่างไร
2. ในความเป็นบล็อก มันก็ยืดหยุ่น เช่นกันครับ ถ้าลองเล่นดูแล้ว จะรู้ว่า Blog และตระกูล [tag]CMS[/tag] ไม่ว่าจะเป็น mambo, Joomla,PHPnuke ต่างก็มีระบบ ให้เราบริหารจัดการได้เหมือนกัน

ไม่ยุ่งยากในการจัดทำ เหมือนกัน รูปแบบอย่าง theme ก็มีให้เลือกมากมาย เหมือนกัน ดังนั้น ในประเด็นเรื่องความ ยืดหยุ่น หรือความยุ่งยากในการทำ ผมมองว่า มันพอกันล่ะครับ ไม่ว่า คุณจะทำ blog เอง หรือ ทำเว็บไซต์เอง จะ dynamic หรือ static ก็ตาม
3.บล็อกกับ search engine

จุดได้เปรียบที่ Blog ได้แน่ และนำเว็บไซต์ คือ ความหลากหลายของ Search engine

ปรกติเว็บไซต์ ก็มี Google search , Yahoo เป็นต้น แต่ในขณะที่ ตัวของ blog จะมีโอกาสได้รับทั้ง Google search และ google blog search , Yahoo ก็มีโอกาสอีกสองแบบ

ยิ่งก่อนหน้านี้ น้อยเว็บมากๆ ที่จะมีระบบ RSS (ในไทย ก็ยังไม่ค่อยมีใครรู้ว่า มันทำไรได้บ้าง) แต่บล็อกมีเป็นตัวของ standard มาเลย ตรงจุดนี้ ทำให้ เหมืนอบล็อกได้ สามต่อ คือ ระบบ search ปรกติ , ระบบของ บล็อก search และ จาก RSS ด้วย ในขณะที่ เว็บไซต์ จะมี สองต่อ คือ ระบบ search ปรกติ ,และ จาก RSS ในกรณีที่มีการทำเพิ่มเติม

กลุ่มของ Bot ที่เพิ่มเติมขึ้นมาจาก ปรกติในบล็อกของผม เมื่อเทียบกับ log จากเว็บไซต์ ครับ
msnbot-NewsBlogs/1.0
Yahoo-Blogs/v3.9
YahooFeedSeeker/2.0 //สองตัวนี้ ถ้าเว็บมีระบบ RSS และรู้วิธีการ PR เจ้า RSS ก็จะได้เจอกันครับ
Feedfetcher-Google
นี่จาก search หลักๆ นะครับ จริงๆแล้วยังมีจาก technorati อีกและทีอื่นๆ ด้วย 

4.การสร้าง URL ที่ bot ชอบ

ตรงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ หรือ Blog มันไม่ต่างกันเท่าไหร่ ครับในมุมของผม เพราะบล็อกบ้านๆ ในต่างประเทศ ที่เค้าทำเอง เป็น static (หรือแม้แต่บล้อกที่ผมเขียนระบบเอง ถูกสั่งให้มันทำเป็น static file หมด) ก็สร้าง URl ที่บอท ชอบได้เช่นกัน

หรือว่า การใช้ ในกลุ่มของ CMS หรือ ฟรี สคริปต์ บล็อก ไม่ว่าทั้ง Mambo หรือ wordpress ต่างก็มีตัวของ ระบบ SEO โดยการใช้ Mod_rewrite ใน Apache เหมือนกัน (ในกลุ่มของ Nuke ไม่เคยลอง และยังไม่เคยเห็นด้วยครับ)

แต่ถ้าให้ผมเทียบในช็อตต่อช็อตแล้ว ระบบของ บล็อก มันค่อนข้างเป็นธรรมดา หรือ stadard อยู่แล้ว ในของ Mambo ผมก็ลองเล่นดู พบว่า มันยังติดๆ ขัดๆ อยู่บ้าง ทำให้ดูแล้ว ผมไม่ค่อยชอบเลย หรืออย่างเว็บบอร์ดอย่าง SMF ก็ยังทำได้ไม่ดีนัก เช่นกันครับ

ดังนั้นจุดนี้ ถือว่า สูสี เพราะตัวของฟรี blog หลายๆ ตัว ยังทำระบบ Permalink ได้ไม่ดีนัก ยังปรับไม่ค่อยได้มาก

5. ลักษณะของ Layout

จริงๆ แล้วถ้าให้ดูหน้าตา มันก็ไม่ต่างกัน แต่ถ้าดูดีๆ แล้ว ให้เทียบกันระหว่าง บล็อก กับเว็บไซต์ อย่าง CMS เอง ผมยกให้ บล้อกเหนือกว่าเล็กน้อยเพราะ มีการใช้ CSS เป็นหลัก มากกว่าการใช้ Table ในการจัดเลย์เอ้า ในขณะที่ CMS ไม่ว่าจะเป็นตัวของ Mambo,Joomla,PHPnuke ยังคงติดกับรูปแบบเก่า คือ การใช้ table เป็นหลัก

ดังนั้น มันมีผลต่อการใช้งานคือ ถ้าในกรณีที่ server เริ่มหนัก bot มา โอกาสที่ bot จะโดน timeout สูง กว่า เล็กน้อย ขึ้นอยู่กับ การ design หรือ จัดเลย์เอ้าด้วยว่า ใช้ table มากแค่ไหน
สุดท้าย แน่นอนว่า blog หรือ Weblog มันมาจาก Web + log ซึ่งเหมือนกับอะไร แค่บันทึกความคิดเห็นอย่างหนึ่งอย่างใด และมาที่หลังเว็บไซต์ แต่เราก็ต้องยอมรับว่า เว็บบล็อก มาแรงมากๆ ในเรื่องของการเติบโต ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ ปริมาณ และ เม็ดเงิน

ทำให้ บ.ยักษ์ใหญ่ หันมาทำ Blog กันเพิ่มมากขึ้น ไม่ต้องดูอะไรมากครับ google มีบล็อกประจำทุก service ,Yahoo มีบล็อกประจำของส่วนหลัก ที่เป็นทีมงานนั้น เช่น yahoo partner ,msn ก็มีบล็อกที่เป็น windows messenger , msn adcenter ,ยังไม่รวมที่อื่นๆ อีก
ซึ่งตรงนี้ อยู่ที่ Opinion ของแต่ละคนครับ ว่าใครมองอะไรอย่างไรมากกว่า อยู่ที่ว่า

เราต้องรู้ตัวเราเองว่า เราทำ อะไร แค่ไหน อย่างไร เพื่ออะไร สำหรับใคร
(what,where,when,why และ how) จากนั้น เลือกดูความเหมาะสม ที่สุด และเลือกที่จะทำ
นั่นล่ะครับ ที่เป็นจุดสุดท้ายจริงๆ
(คิดใหญ่ ทำให้เล็ก)

Tags :

Splog,What's Splog???

ห่างหายไม่ได้อัพไปหลายวันครับ เนื่องด้วยภาระกิจงานที่ รัดตัวติ้วๆ ทั้งงานที่ office แล้วก็ Project บ้าบอส่วนตัวไปวันๆ ครับ นั่งปั่นPHP กันบ้าบอไปหลายวัน เมื่อวานศุกร์ ก็นั่งเขียนสคริปต์ ทำ [tag]Google Sitemap[/tag] ไป เห้อ เพราะเท่าที่ดูแล้ว

1.ของฟรี ไม่ได้อย่างใจ

2.ของพี่ Google เอง ก้อเดี๋ยวจะรันเกินหน้าที่ Server จะเดี้ยงเอา

3.มันยืนหยุ่นไม่ได้ตามที่ต้องการ (sitemap สำหรับเว็บบอร์ดนี่ มันต้องเผื่อสร้างหมวดใหม่ด้วย)

สุดท้ายนั่ง บรรเลงอยู่วันนึง โอ้ว ในที่สุดก็เสร็จ ที่นานเพราะไอ้ตัวบอร์ดเนี่ย ผมไม่ได้สร้าง Programmer เค้าทำ เลยเสียเวลานั่งไล่โค้ดอยู่พอสมควร สร้าง sitemap เป็นหมวดๆ แต่ละหมวด จะถูกสั่งให้รัน gzip บีบอัดให้เล็กลงอัตโนมัติ ส่งเข้าgoogle sitemaps อ่า สคริปต์ไม่ผิดรูปแบบเสียด้วย 555+ เหลืออย่างเดียวคือ คำสั่งให้มัน Ping ไปบอก google ทุกครั้งที่มีการ update sitemap อย่างเดียวเท่านั้น โย่วๆ (เอาไว้วันจันทร์แล้วกัน อ่าว พรุ่งนี้แล้วนี่หว่า)

กลับมาเข้าเรื่องครับ พอดีมีเวลาเหลือนิดๆ หน่อยๆ เข้าไปอ่านตามเว็บโน้น เว็บนี้ ตามปรกติ แต่สิ่งที่เห็นคือ กระแสทำ Adsense ที่ Blogspot เพื่อหาเงิน และหาเงิน นั้นดูจะแรงขึ้น มีการเอาไปลงโพสต์ ในลักษณะของ comment spam กันแล้ว (เห้อ เมื่อไหร่จะเลิกหน้าเงินกันลงมามั่งเนี่ย)

การทำบล็อกขยะ เพื่อหาเงินในลักษณะนี้ ในต่างประเทศเองก็มีเยอะครับ เลยเกิดคำศัพท์ขึ้นมาคือ [tag]Splog[/tag] ซึ่งน่าจะมาจากการปฏิสนธิ ไม่ดิ ไม่ใช่อย่างงั้น ปะโธ่ ซึ่ง splog ยังรวมไปถึง การสร้าง Blog ขยะ เพื่อสร้าง inbound link ให้แก้เว็บหลัก, การสร้าง Comment ขยะ ตามเว็บบล็อกเพื่อ ให้ได้ประโยชน์ ในส่วนของการทำ SEO อีกด้วย

น่าจะมาจากคำว่า [tag]Spam + Blog[/tag] กลายเป็น Splog ครับ

จุดนี้ แน่นอนว่า ดีต่อตัวคนทำ (หรือเปล่า น่าจะใช่ เพราะเค้าได้เงินกันนี่) ครับ แต่ไม่ดีต่อคนเล่นเน็ต เพราะเจอแต่อะไรก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ สังคมในการทำ [tag]blog[/tag] ทั้ง Blog provider, blogger เริ่มต้นจากสิ่งดีๆ ในตัวเนื้อหา ที่เป็น unique content, Best content และมีประโยชน์ ทั้งสิ้น

กลับกลายเป็น เริ่มต้นของการสร้าง ขยะ บนสังคมออนไลน์ แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับตัวของ junk mail ที่เกลื่อนไปในตอนนี้เสียแล้วล่ะซิ เห้อ

ปล.ของผมเนี่ยเข้าข่ายไหมเนี่ย 555+ เพราะเคยร่อนเร่ไปทำ blog ที่นั่นที่นี่ไว้ แต่ไม่พอใจเล๊ยให้ตายสิ พอมาทำเป็นหลักแหล่งที่นี่ ก็เลยเข้าไปนั่งแก้ตามเว็บต่างๆ ชี้เป้า บอกว่า เลิกร่อนเร่ ย้ายมาที่นี่แล้ว เข้าข่ายป่าวหว่า คงไม่มั้ง เอิ้กๆ

Tags :

Blogspot don't made you rich with Adsense.

กระแส การทำ Adsense ในบ้านเราดูเหมือนพุ่งกระฉูด พอๆ กับยอดคนที่เล่นไม่ซื่อกับการทำ adsense ตรงนี้คงต้องบอกว่า ใครใคร่ทำถูกทำ ใครใคร่ทำผิดอย่าทำ นะครับ แค่ทาง google เลื่อนการทำ [tag]adsense[/tag] ให้ support ภาษาไทยก็ดูกระไรๆ อยู่แล้วนะครับ แม้ว่าจะเป็นการเลื่อนเพื่อรับสมัครพนักงานคนไทยก็ตามครับผม แต่นั่น ใครที่ชอบโกงระวังให้ดีนะครับ จะมีคนไทยเข้าไปทำใน google อีกคนนึงแล้ว (จากเดิม 1 คน)

เอาละครับ กระแสการทำ Adsense โดยผ่านทาง Blogspot มีเยอะมากๆ สร้าง Blog ก็อบ content เอากันเฉพาะคีย์เวิร์ดแพงๆ นั่นล่ะครับ เหอๆ ไม่อยากจะพูดเท่าไหร่

ผมเองเริ่มต้น สมัคร adsense ด้วยการใช้ [tag]blogspot[/tag] เหมือนๆ ท่านอื่นๆ เริ่มต้นมาด้วยการลองผิดลองถูก โดนให้ส่งเว็บไป resubmit อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งรู้ทาง

ดังนั้น ผมกล้า บอกได้ว่า ถ้าคุณทำ blog ด้วย blogspot และลง adsense ยาก ที่จะรุ่ง

ทำไม ผมถึงกล้าบอกอย่างนี้

อันดับ Blogspot แม้ว่าทำมาเพื่อ สร้าง Blog ลง Adsense แต่ถ้าลองดูดีๆ แล้ว กลับไม่มีบล็อกไหนสำเร็จ รุ่งกะ Adsense เลย หลังจากที่ผมนั่งอ่าน Case study ต่างๆ ของ Google ที่ประสบความสำเร็จ ร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครใช้ adsense ใน Blogspot เลย

ทำไม ????

คำถามนี้คงต้อง ตอบกันลำบากเหมือนกัน คงฟันธงไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ จุดบกพร่องของ Blogspot คือ คุณไม่สามารถทำ Promotion ได้เต็มรูปแบบนัก หากคุณเคยเล่นกับการทำ SEO แล้ว เคยลองเสียเงินให้กับ Google adwords การเข้าใจระบบเอามาวิธีเคราะห์ออกมานั้น แม้มันจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่มันทำให้เราเข้าใจในส่วนหนึ่งได้ดีครับ

Blogspot เองแม้ว่าเป็น blog แต่ระบบยังถูกจำกัดความเป็นบล็อกเหมือนกับ ฟรีบล็อกหลายๆที่ ดังนั้น กรณีนี้จึงรวมไปถึงฟรีบล็อกด้วยนะครับ

สิ่งที่โดนจำกัด เช่น คุณไม่สามารถที่จะทำ [tag]Google sitemap[/tag] เพราะคุณ upload ไฟล์ sitemap.xml ไม่ได้ คุณไม่สามารถลง plugin อย่างพวก technorati tag ได้ คุณไม่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนเจ้า metatag ต่างๆ ไปตามแต่ละ content ได้ เป็นต้น

ซึ่งแต่ละอัน อย่าง sitemap นั้น เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการทำ SEO

นอกจากนี้ ความยากในการขยับขยายเพิ่มเติมในบล็อก ที่ประสบความสำเร็จของ google นั้น มักจะเป็นบล็อกส่วนตัว ที่มีการลงทุนจดโดเมน เช่าโฮสต์ กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งนั่นมันหมายถึง การที่เราสามารถจะขยายตัวเองไปเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ ให้แก่เว็บบล็อก อย่างที่ใน USA ทำกันคือ มักจะทำเสื้อประจำบล็อกขาย (ผมเองก็กำลังเล็งไว้เหมือนกัน อาจจะทำเอง เพราะเคยทำวพวกซิลล์สกรีน มาก่อน :P )

การรับ ads อื่นๆ เพิ่มเติม มาจัดลงใน Weblog ส่วนตัวนั้นด้วย

ต่อมาคือ ยิ่งเป็นการ copy content แล้วด้วย มันกลายเป็นว่า คุณไม่มี unique content เลย ซึ่งเท่าที่ลองมา มันทำให้ลดความน่าสนใจลงไปเยอะทีเดียวครับ คนแค่ผ่านมาแล้วผ่านไป Pageviews/visitors น้อยมาก แค่ 1 -2 เท่านั้นเอง

ดังนั้น ต้องมานั่งดูวิธีการนำเสนอ เสียด้วยครับ ไอ้การเขียนเป็นภาษาไทย ฝรั่งหัวแดงๆ เข้ามาก็คงจะงง What's this??? I can't read it. แล้วมันจะได้อะไรอีก ดังนั้น จุดที่น่าสนใจคือ การก้อบแล้วนำมานำเสนอ อย่างไรให้คนสนใจ นั่นต่างหากที่ผมกำลังอยากรู้

แต่สุดท้ายแล้ว หากคุณเป็น Blogger ตัวจริง คุณก็จะรู้ว่า ไม่มี Free Blog ตัวไหนตอบสนองได้ตามความต้องการดีเท่าการลงทุนเองเลยครับ เพราะผมเองก็เป็น Blogger เร่ร่อน อยู่นานโข เล่นในไทย เล่นไปเล่นมา เผลอ มีคำหยาบหน่อยเดียว โดนท่าน webmaster ไล่ซะงั้น เปลี่ยนไปเล่น อีกที่นึง ก็ช้าเป็นเต่าหลับ ไปเล่นที่ไหน ก็ไม่ถูกใจเท่าทำเอง 555+

ซึ่งจริงๆ แล้วตัวนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัว นะครับ จากที่ลองทำใน blogspot อยู่เกือบเดือน promote พอสมควร แต่ stat ไม่ขึ้น ย้ายไปใช้ Free host ก็มี stat ดีขึ้นมาหน่อย แต่ติดตรงที่ว่า มันช้าและล่มบ่อย

จนสุดท้ายมาลงทุนลงแรง เสียเงินนี่ล่ะครับ ดูแล้ว stat ค่อยจะคุ้มหน่อย

ปล. เดือนหน้าไม่รู้ว่า Adsense Case study ที่ผมกำลังจะเก็บข้อมูลอยู่เนี่ย จะเสร็จไหมเหอๆ ถ้าเสร็จนะ รับรอง มีเฮ แน่ๆ

SEO project : Static vs Dynamic page.

วันนี้ บ้าพลังครับ ฟุ้งซ่านไม่ได้ไปสนามหลวง (ซะงั้น)

พอดีว่า นึกขึ้นได้ว่า เคยมีคนถามและแทบปัญหาโลกแตกว่า [tag]Static page[/tag] vs [tag]Dynamic page[/tag] อย่างพวก ASP,PHP หรือ JSP อันไหนทำ SEO ดีกว่ากัน เรามาดูกันก่อนนะครับ ว่าจริงๆแล้ว Static page ในที่นี่คืออะไร?

Static Page คือ หน้าเว็บที่จัดทำขึ้นตายตัว เนื้อหามิได้ถูกดึงออกมาจากตัว Database เลยเป็นหน้านิ่งๆ อยู่ ดังนั้น การที่เราทำหน้าที่เป็น Static Page ไม่ว่าจะโดยจาก html, htm, php ,asp ก็ตาม หากเนื้อหาในหน้านั้นมิได้มีการใช่คำสั่ง ในการดึงข้อมูลทำให้หน้าเปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่มีผลแตกต่างกันครับ

รวมทั้ง การใช้คำสั่งอย่าง include file ที่เป็น text เข้ามาด้วย (ไม่มีการเปลี่ยนตัว text file ที่ดึงเข้ามาไปตาม ตัวแปรนั่นล่ะครับ) เช่นการใช้ include footer,head หรือ menu ในหน้าเว็บ

สรุปง่ายคือ การที่หน้าเว็บไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือ มีการรับตัวแปรมาประมวลผลแล้วแสดงเนื้อหาที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะตระกูลอะไร ก็ไม่มีผลครับ

ต่อ Dynamic Page คือหน้าเว็บที่มีการรับข้อมูลไม่ว่าจะด้วยวิธี get หรือ post เพื่อให้ได้ค่ามาเลือกดึงข้อมูลบางตัวออกมาแสดง อย่างเช่นเว็บบอร์ดบางตัวครับ

ที่นี้ในกรณีนี้ จะแตกต่างไป สำหรับการที่ผมลองมาแล้วขอแบ่งออกเป็นสองแบบนะครับ ตามวิธีการส่งข้อมูล method="" คือ

แบบที่ 1 การรับส่งค่าด้วย Post

การรับส่งด้วยวิธีนี้ บอกได้เลยว่า ไม่ทำให้ Robots อ่านได้เลย เพราะ Robots ไม่ฉลาดที่จะกรอกข้อมูลเพื่อที่จะไปยังหน้าต่อไป ได้ครับ ดังนั้นหมดสิทธิ์

แต่ประเด็นอยู่ที่ หน้าที่ใช่ ส่งข้อมูลแบบ Post นั้น มักจะเป็นหน้าที่ต้องกรอกฟอร์มต่างๆ เป็นส่วนมาก เช่น ฟอร์มสมัครสมาชิก ฟอร์มล็อกอิน เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นหน้าเว็บที่เราทำระบบ search ข้อมูลล่ะ แนะนำว่า แม้ว่าเราไม่ได้สนใจหรือ แคร์ในส่วนการค้นหานัก แต่การใช้ส่งค่าด้วย method post ถือว่าไม่ควร ครับ

เพราะการ postข้อมูลไป นั่น ย่อมทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถ นำลิ้งค์ไปแจกจ่าย ได้ รวมทั้งมี robots ไม่สามารถอ่านได้ ดังนั้น สำหรับการส่งข้อมูลในฟอร์มสำหรับค้นหาข้อมูลในเว็บแล้ว ควรจะใช้แบบถัดไปดีกว่า

แบบที่ 2 การรับส่งค่าด้วย get

วิธีการส่งค่าแบบนี้ จะทำให้ url มีการส่งค่าไปด้วย ทำให้ผู้ใช้ สามารถนำลิ้งค์ ไปแปะ ไปแจกจ่ายให้แก่ใครก็ได้ ในที่ต่างๆ นอกจากนี้ เมื่อมันสามารถแปะลิ้งค์ มายังหน้าแสดงผลการค้นหาในคำต่างๆ ได้ นั่น หมายความว่า robots สามารถวิ่งตามเจอข้อมูลที่แสดงนั้นด้วย

หากนึกไม่ออก ให้นึกถึง Google เลยครับ เวลาเราหาข้อมูล url มันจะยาวๆ มีค่าต่างๆส่งมาด้วย เช่น ?search=thai&keyword=blogger อะไรพวกนี้ล่ะครับ นั่นคือการส่งด้วย วิธี get

ตรงจุดนี้ ทำให้ Robots สามารถไต่มาตามลิ้ง ได้ เช่นว่า ผมเอาผลการค้นหา คำว่า thai blog ในเว็บผม ไปแปะ url แบบนี้
http://www.i-morm.com/index.php?s=thai+blog&searchbutton=Go%21
ไว้ที่ไหน ก็ตามแต่ [tag]Robots[/tag] ก็จะวิ่งตามมาได้ ครับ

ที่นี้มาต่อ ครับ สังเกตว่า http://www.i-morm.com/index.php?s=thai+blog&searchbutton=Go%21 จะมีคีย์เวิร์ด ติดมาด้วยเห็นไหมครับ คีย์เวิร์ดคำว่า thai blog ตรงนี้ก็ช่วยเป็น Guide ให้แก่ robot ได้อย่างดีเหมือนกัน เพราะมีส่วนที่ช่วยให้ robots พอที่จะทำความรู้จัดได้ว่า มัน วิ่งไปเนี่ย หาอะไร

แต่ถ้า อย่างในกรณีของเว็บบอร์ดที่จะส่งค่าเป็น index.php?id=10 ตรงจุดนี้มีข้อเสียอยู่ที่ว่า robots รู้แค่ว่าวิ่งไปตามลิ้งค์นี้ ก็จะเจอผล แต่ไม่มีตัวคีย์เวิร์ดให้ robots ได้รู้ว่าอะไร คืออะไร นั่นเอง ทำให้โอกาสที่จะได้รับการ indexs น้อยลงครับ

อีกทั้ง จุดสังเกตที่ทำให้เว็บบอร์ดไม่ค่อยได้รับการ indexs มากนัก นอกจาการส่งค่าแค่ id แล้ว ยังน่าจะเป็นจุดที่ ลิ้งค์ไปยังหน้า page เช่น page 1 2 3 4... แม้ว่ามีการส่งค่าไปแบบ get ก็จริงๆ แต่ด้วยเว็บบอร์ด หน้าที่ 1 นั่นหมายถึงหน้าที่มีกระทู้ใหม่ๆ อยู่ กระทู้เก่าก็จะตกไปอยู่ในหน้า ถัดๆ ไป

ตรงนี้ล่ะครับ มันทำให้ robots ไม่สามารถที่จะหาคีย์เวิร์ดอะไรได้เลย เพราะว่าคีย์เวิร์ดมันจะเปลี่ยนไปตามหัวข้อกระทู้ (แต่จริงๆ พอมีทางยัดคีย์เวิร์ดได้บ้างครับ) ตรงจุดนี้ล่ะครับ ที่พอเมื่อมันหาคีย์เวิร์ดไม่ได้ ทำให้โอกาสที่จะได้อันดับดีๆเลยตกไปนั่นเอง รวมทั้งทำให้เป็นสาเหตุหลายๆ คนเชื่อด้วยว่า dynamic page ยังไง ก็ทำ SEO ไม่ขึ้น

ทีนี้จากที่ผมเคยกล่าวว่า [tag]blog[/tag] นี่ล่ะสุดยอดแล้ว สำหรับการทำ seo มันดีจรงไหน อยากจะให้สังเกตกันนิดนึงครับว่า บล็อก url มันจะไม่มีจุดต่างกันไปเล็กน้อย เช่น ใน[tag]บล็อก[/tag]ผม เวลาที่เลือกดูหัวข้อต่างเช่นหัวข้อ weblog เจ้า url มันก็จะเป็น
http://www.i-morm.com/category/webblog/

ซึ่งจริงๆแล้ว มันจะถูกแปลงมาจาก http://www.i-morm.com/index.php?category=webblog ครับ โดยใช้เจ้า [tag]mod_rewrite[/tag] ใน Apache นั่นเอง ซึ่งเค้าเรียกกันว่า Pemalink ครับ (สำหรับผมกำลังพยายามจะลองศึกษาเพิ่มอยู่ครับ ตอนนี้กำลังทยอยเปิด dictionary )

ตรงจุดนี้ ช่วยให้เราสามารถทำ dynamic page ให้เป็นเหมือน static page ได้ครับ รวมทั้งช่วยในการทำ seo ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ เพราะว่า ผมเคยกล่าวไว้ใน seo project ตอนที่ผ่านๆ มาแล้วว่า (บอกใหม่แล้วกัน) keyword ใน url มีผลต่อการจัดอันดับการแสดงผลการค้นหา โดยเฉพาะ Google ซึ่งในกรณีที่เว็บสองเว็บ มีค่าต่างๆ เท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็น keyword density,keyword ใน title หรือแม้กระทั่งค่า PR เท่ากัน

Google จะแสดง URL ที่มีคีย์เวิร์ดใน url ตรงที่สุด เช่น
http://www.i-morm.com/category/webblog/ จะถูกจัดอันดับอยู่เหนือ http://www.i-morm.com/index.php?category=webblog ครับ

สาเหตุคือ Google จะมองว่า http://www.i-morm.com/category/webblog/ มันเสมือนกับเป็น static page ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง โอกาสที่ผู้คนหาจะได้รับข้อมูลตรงตามที่ต้องการ นั้น มากกว่า dynamic page ครับ เพราะ dynamic page เมื่อตัวแปรเปลี่ยนค่าไป ข้อมูลก้อจะเปลี่ยนไปได้

เพราะผมเคยย้ำเสมอๆ ว่า ยังไง Googlebot ก็พยายามจะทำตัวให้เหมือน คนที่นั่งคนหาข้อมูลเองจริงๆ ข้อมูลที่มีแน่ๆ แสดงแน่ๆ และข้อมูลใหม่ย่อมดีสำหรับคนที่ค้นหาเสมอครับ

Tags :

Weblog and SEO.

จากที่เคยบอกไว้ ว่า

"บล็อกสามารถ ทำ [tag]SEO[/tag] ได้ง่าย" หรือ "บล็อก ช่วยให้ Indexs ใน Search Engine ได้เร็ว"

หลายท่านอาจจะกังขาว่า ทำไม ??? เพราะอะไร???

เพราะที่ผ่านมาผม แค่บอก หรืออ้างว่า หรือแค่ยกเอาความเห็นส่วนตัวมาว่า มันขึ้นแล้ว มีอินเด็กซ์ แล้ว ในขณะที่ ผมยังคงบอกว่า เว็บบล็อกแห่งนี้ ยังไม่พ้น Sandbox ของ Google ด้วยซ้ำ แล้วมันจะได้ [tag]Google SERP's[/tag] ได้อันดับในหน้าแรกๆ ได้อย่างไร

อันดับแรกที่ทำให้ ผมคิดว่า [tag]บล็อก[/tag]สามารถมี Index ใน Google ได้เร็ว เหมือนอย่างที่เคยกล่าวไว้ใน Profit from Blog ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 ไปแล้วว่า

ความที่บล็อกในต่างประเทศ นั้น หลายๆ บล็อกอย่างเช่น http://www.weblogsinc.com ที่มีผู้เขียนหลายๆ คนในหลายเรื่องราว ทำให้ความไวในการเพิ่มเนื้อหา หรือ Content นั้นหลากหลาย และมีเนื้อหา ที่น่าสนใจ มีความไวต่อข่าวอย่างมาก

ในทางกลับกัน หากถามว่า ทำไม ล่ะ ในเมื่อเว็บไซต์ มันก็มีเนื้อหาความน่าสนใจได้เช่นกัน จุดที่แตกต่างกันก็คือ ลักษณะของเนื้อหา นั้น มีความเป็นรากหญ้ามากกว่า หลายท่านอาจจะงง มันรากหญ้า ตรงไหน ในเมื่อหลายบล็อก มี URL มีhost

จุดนี้ หากยกง่าย คือ เว็บไซต์ 1 เว็บไซต์ เปรียบเหมือนสถานีวิทยุ กระจายเสียง ที่ผู้เช่าเวลาเป็นผู้กำหนดเนื้อหาหลัก เจ้าของเว็บเป็นผู้กำหนดเนื้อหาทั้งหมด ในขณะที่ บล็อกนั้น เปรียบเหมือนกับ วิทยุชุมชน ที่กระจายเสียงในกลุ่มเล็ก ของผู้ที่สนใจ เฉพาะเรื่อง เฉพาะทาง เท่านั้น รวมทั้ง ส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็น ที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่(ค่อย)มีผลประโยชน์ทางธุรกิจแอบแฝง

จุดนี้ ทำให้ Google หรือ [tag]Search Engine[/tag] หลายๆที่ต้องปรับตัวใหม่ กับ [tag]Weblog[/tag] นี่ สังเกตได้จาก การเพิ่มตัวระบบของ Google Blogsearch ขึ้นมา

ทำให้ หากเราสังเกต ดีๆ แล้วเห็นว่า การที่ Google จะมี Service อะไรใหม่ๆ ออกมานั้น มันจะต้องมีนัย อะไรซักอย่างที่แตกต่างไปอย่างชัดเจน มีผลประโยชน์ที่จะดัง User เข้ามาสู่ [tag]อารยธรรม Google[/tag] เลยก็ว่าได้

ในขณะที่ Search Engine อื่นๆ ก็ต้องมีการปรับเพื่อรองรับกับ Weblog ที่มีแนวโน้มโตวันโตคืน ทั้งในแง่ของ Content และ Commercial

ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ ผมคงกล่าวลอยๆ ไม่ได้ว่า มีอะไรใหม่ มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป กับ Search Engine คงต้องไปเอา log file ของ Server ที่บันทึกไว้บางส่วนมาแสดง

207.46.98.67 - - [14/Feb/2006:01:09:50 +0700] .... "[tag]msnbot-NewsBlogs[/tag]/1.0 ....

209.191.83.9 - - [14/Feb/2006:11:08:10 +0700] ... "[tag]Yahoo-Blogs[/tag]/v3.9.....

เห็นไหมครับว่า ตรงตัวหน้า คืออะไร ซึ่งชื่อแซ่ ของเจ้า Robots 2 ตัวนี้ มันแตกต่างกันไป Robots ปรกติ ดังนั้นตรงจุดนี้ หลายท่านคงจะเห็นแล้วว่า weblog มันมีอะไรที่แตกต่างออกไป

ส่วนทางด้านของ [tag]Google blogsearch[/tag] นั้น ผมเอง ยังหา log ไม่เจอว่า มันใช้ตัวไหนกันแน่ เพราะยังหาไม่เจอ ตัว log นั้นข้อมูลค่อนข้างเยอะ ไม่รู้ว่าที่อื่นๆนั้น log จะเก็บไว้มากมายขนาดไหน เพราะมันเยอะมากๆ จนไม่ค่อยมีใครเข้าไปสังเกต

ตรงนี้คือจุดแรก เท่านั้น จุดต่อมา ที่ผมมักจะบอกเสมอ นั่นคือ ความที่บล็อกมีระบบ [tag]RSS[/tag] หรือ [tag]Feed[/tag] (ในเว็บทั่วไปก็สามารถทำได้) อยู่แล้วในตัวระบบ (แต่ในไทย ไม่ค่อยมีใครใช้กัน ไม่รู้ทำไม) ของ เว็บบล็อก

เจ้า RSS พวกนี้ ที่เคยบอกแล้วในตอนผ่านๆ มาว่า มัน Search ได้นะ Search Engine มันเก็บพวกนี้ไว้ ทำให้ การทำบล็อก เหมือนกับการทำ PR ได้ทั้งสองทาง หากคุณทำบล็อกเพื่อการ Promote สินค้า หรืออะไรก็แล้วแต่

มันเหมือนกับการยิงปืนนัดเดียว ได้นกทั้งฝูง
เพราะ
1. Search Engine มันเก็บ indexs ด้วย ทำให้มัน Search เจอ
2. ไม่ต้องทำระบบ เพิ่มเติม ใน บล็อกมันมีอยู่แล้ว
3. ผู้ที่ add feed เหล่านั้น ได้ประโยชน์
4. และอะไรอีกหลายอันที่ กล่าวไว้ใน Profit from Blog ตอนที่ 2

มันอาจจะทำให้หลายท่าน ยังคงคิดว่า เฮ้ย!! มันจะค้นหาได้ ดีเหรอ , มันจะดีกว่า การทำเนื้อหาในเว็บปรกติ??? , ยังไงมันก็ต้องเอา Feed ไป submit ในเว็บ [tag]Feed Farms[/tag] ทั้งหลายเหมือนเดิมล่ะว้า , จะมีใครใช้เจ้า RSS กันเท่าไหร่วะ และอีกหลายร้อยคำพูดที่เคยเจอมา

คงต้องบอกว่า ณ วันนี้ ในไทย ระบบ RSS ยังคงใหม่อยู่ ยังคงเหมือนเด็กหัดเดิน แต่เมื่อไหร่ที่ IE 7 ออกมาแล้วละก็ เด็กมันก็จะวิ่งและกลายเป็นขี่จักรยานในที่สุด เพราะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังคงใช้ IE 6.0 อยู่ ซึ่งไม่ สนับสนุน ระบบ RSS พวกนี้เท่าไหร่นัก

ส่วนในอนาคต ก็น่าจะมีแนวโน้มที่ สดใส เหมือนในต่างประเทศทางยุโรป ที่ใช้ Firefox กันเป็นส่วนใหญ่ และ สนับสนุนระบบ RSS นี้ ดังนั้น เมื่อถึงวันนั้น คุณเพิ่งจะมาเริ่มทำ ผมว่า มันอาจจะช้า และตามหลังคู่แข่งคุณไป ก็ได้ หากวันนี้ คุณยังไม่เริ่ม

ใช่ไหมครับ ???

เหมือนกัน ว่า เอ้ย พูดอะไร ลอยๆ รึป่าว ??? , โม้ว่ะ ไม่เชื่อหรอก เอ้า ไปดูกันว่า โม้หรือไม่

216.109.121.71 - - [14/Feb/2006:07:12:13 +0700]... "[tag]YahooFeedSeeker[/tag]/2.0 ...

72.14.199.75 - - [14/Feb/2006:08:16:28 +0700] ... "[tag]Feedfetcher-Google[/tag]; ...

เห็นความน่าสนใจของ Weblog หรือยังครับ ไม่ว่าทั้งตัวของ บล็อก และ feed

อย่างที่เห็นใน log ครับว่า มันมีอะไรแปลก เยอะ หากเราเข้าไปดู เพราะแม้ว่ามันจะเป็นข้อมูลอะไร ก็ไม่รู้ หลายคนที่ทำเว็บ อาจจะไม่เคยเหลียวมันด้วยซ้ำ แต่ถ้าเรารู้จัก เข้าไปค้นหา บางที สิ่งที่อยู่ข้างเรานั่นล่ะ มีประโยชน์

ดังนั้น จากทั้งสองกรณี จะเห็นว่า หากเราทำเว็บปรกติ ทั่วๆ ไป โอกาสของการได้รับการ indexs นั้น ก็จะเรียกได้ว่า ธรรมดา เดิมๆ แต่เมื่อไหร่ ที่มันเป็นเว็บบล็อก เหมือนกับการ เพิ่มให้ โอกาสของเราเพิ่มมากขึ้น อีกหลายต่อ เหมือนกัน

แล้ว คุณล่ะคิดว่าอย่างไร


หมายเหตุ

สำหรับในส่วนของ Blogsearch ของ Google นั้น ผมคิดว่า น่าจะยังคงใช้ตัวหลัก อย่าง Googlebot ที่มีอยู่แล้ว มาใช้กับการทำ indexs ของ เว็บบล็อกด้วย เพียงแต่น่าจะแยกตัวข้อมูลออกไป คนละส่วนกับเจ้า search ตัวหลัก เพราะ indexs ใน google search และ google blogsearch นั้น แตกต่างกันด้วยปริมาณโดยสิ้นเชิง

Good content in my blog ???

ตอนนี้ ในบล็อก ไอ้มอมของผม ก็ได้ใส่ Content เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายอันดูแล้ว น่าจะมีประโยชน์ สำหรับผู้ที่แวะเวียนมาอ่าน วันนี้ ก็เลยนั่งดูๆ แล้วตัดสินใจ รวบรวมมาไว้อยู่ด้วยกันครับ เพื่อให้ประโยชน์ได้ง่ายต่อการค้นหาครับผม

[tag]SEO project[/tag] : [tag]Outbound link[/tag] for Pagerank.
แนะนำเกี่ยวกับวิธีของการจัดการ Outbound link เพื่อโกงเพื่อนบ้าน เป็น One-way link

SEO project : [tag]Google Pagerank[/tag]. [part 2]
ลิ้งค์ เกี่ยวกับรูปแบบการ สร้างลิ้งค์ แบบต่างๆ ที่มีผลต่อ Pagerank (บทความลิ้งค์ไปยังเว็บต่างประเทศ) ซึ่งมีหลายแบบมากๆ ครับ และทุกแบบมีการคำนวณ ค่า PR เป็นตัวอย่างให้ด้วยครับ

Case Study:Google Pagerank.
ตัวอย่างรูปแบบ ลิ้งค์ และ ค่า PR ที่ทำเป็นตัวอย่างให้ดูครับ พร้อมทั้ง ผลของการได้ one-way link จากหน้าเว็บอื่นๆ

SEO project : Duplicate Content .

เมื่อเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น กับ Google SERP's แปลมาจาก www.seochat.com ครับผม

SEO project : wrong-way to seo
ตัวอย่างของการทำ [tag]SEO[/tag] แบบผิดๆ

SEO project : google why
ทำไมต้อง Google??? สาเหตุของการทำ SEO สำหรับ Google

SEO project : google pagerank
Google Pagerank คือ อะไร ??? ลองไปอ่านกันดูครับ

SEO project : google sandbox
Google sandbox คือ อะไร ??? แล้วมีผลอะไรต่อเว็บไซต์ ??? ทำไมต้องมี ???

SEO project : about [tag]googlebot[/tag]
เรื่องเกี่ยวกับ Googlebot คืออะไร มีกี่ตัว อะไรบ้าง

SEO ???
อะไรคือ SEO มีอะไร เป็นอย่างไร

Google best for Search or Best for hack??
หลายครั้งที่ Googlebot ทำเกินเลยไป กว่าปรกติ โดยทำ Indexs ในหน้าที่เราไม่ต้องการ ดูสาเหตุ และวิธีแก้ไขกันครับ

Case Study: SEO Project ภาค 1
กรณีทดลอง แบบมั่วซั่ว กับการทำ SEO ในภาคแรกครับ

SEO Project : Finding [tag]Keywords[/tag]
การค้นหา คีย์เวิร์ด สำหรับการทำ SEO ในเว็บไซต์

SEO Project : Google Update
ประวัติการอัพเดท ครั้งต่างๆ ของ Google

SEO Project : Link for Googlebot
เทคนิค การทำลิ้งค์ให้ Robots เข้าใจง่ายๆ

SEO Project : Hot [tag]Google ranking Factor[/tag].
ปัจจัย ที่มีผลต่ออันดับ รวมทั้งค่า Pagerank ใน Google

RSS Internet Marketting:: การทำการตลาดด้วยระบบ RSS
บทความมั่วซั่ว เกี่ยวกับ การทำการตลาดด้วยระบบ RSS

SEO Project :website always update
ความสำคัญของการหมั่น อัพเดทเว็บไซต์ ที่มีผลต่อ Google

SEO project :: Meta tag นั้น สำคัญไฉน?? #2
ความสำคัญของ การใส่ [tag]Meta tag[/tag] ต่อ Robots หรือ Spider ตอนที่ 2

SEO project :: Meta tag นั้น สำคัญไฉน?? #1
ความสำคัญของ การใส่ Meta tag ต่อ Robots หรือ Spider ตอนที่ 1

ซึ่งหวังว่า ผู้ที่หมั่นแวะเวียนเข้ามา คงจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะว่า ถือว่า หลายๆ อันก็น่าสนใจต่อการทำ SEO พอสมควร การเอามารวบรวมไว้ น่าจะทำให้ หาหัวข้ออ่านกันง่ายขึ้นนะครับ

ปล.เพิ่งรู้ตัวว่า นี่ทำ content ไปขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ไม่นะ

Profit from Blog.(part 2)

เมื่อวานได้พูดถึง ประโยชน์จาก [tag]บล็อก[/tag] ไปแล้วเมื่อวานนี้ ซึ่งกล่าวถึง ประโยชน์ในส่วนของความเป็น [tag]community ใน weblog[/tag]

วันนี้ก็เลยขอต่อเนื่องเกี่ยวกับ [tag]ประโยชน์จากบล็อก[/tag] ต่อแล้วกันนะครับ

ด้วยความเป็นบล็อก ที่มักจะมีการ Update ของ [tag]content[/tag] หรือ Entries แต่ละอันที่ค่อนข้างเร็ว และบ่อย เพราะในต่างประเทศนั้น บล็อกบางบล็อก มิได้มีผู้เขียนคนเดียวแต่อย่างใด นอกจากนี้ บล็อก ยังเป็นเนื้อหาที่ผู้เป็นเจ้าของ นึกหรือคิด หรือเห็นอะไรที่น่าสนใจ ก็จะนำมาใส่ไว้ใน บล็อก ค่อนข้างอิสระ ทำให้หลายครั้งมีการอัพเดทบล็อก มากกว่า วันละ 1 บทความ ดังนั้น เนื้อหาในเว็บบล็อก จึงมีการอัพเดทที่ค่อนข้างไว

ด้วยเหตุนี้เอง เหล่า [tag]Search Engine[/tag] ทั้งหลาย จึงมีการปรับทัพตาม โดยการปรับปรุงระบบ [tag]Blogsearch[/tag] อย่างเช่นในกรณีของ [tag]Google blogsearch[/tag] ทำให้ บล็อก จึงสามารถก้าวเข้าสู่ ระบบ search ได้ไว มากกว่าเว็บไซต์ปรกติ

เช่นในกรณีของ [tag]บล็อกไอ้มอม[/tag] แห่งนี้ ก็สามารถผ่านเข้าไปมี index ใน blogsearch ของ

Google อยู่เป็นจำนวนมาก และไว มากๆ ซึ่งจากการสังเกตของผม พบว่า บล็อก i-morm.com สามารถเข้าไปมี indexs ใน google blogsearch ภายในเวลาไม่ถึง 20 ชั่วโมง

หากเทียบกับใน Google search ปรกติแล้วเร็วกว่ากันหลายขุมทีเดียว ยังไม่นับจำนวน indexs ที่มากกว่ากันหลายเท่านัก (ยังไม่รวมถึง Blogsearch ตัวอื่นๆนะครับ)

จุดนี้ จึงถือเป็นจุดแข็งของ ความเป็น [tag]Weblog[/tag] อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทำให้ บล็อกจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในต่างประเทศ ที่ใช้ใน[tag]การทำการประชาสัมพันธ์[/tag] แนะนำสินค้า แนะนำบริการ ของตน

ต่อมา ด้วยระบบของบล็อก ที่น่าสนใจอีก ประการคือ [tag]ระบบ RSS[/tag] หรือ [tag]Feed[/tag] นั่นเอง ระบบนี้ สามารถทำให้ Blogger ทุกคนสามารถนำ Feed หรือ RSS ของตน ไปทำการ PR ต่อ ในเว็บที่เป็นแหล่งรวม Feed หรือ [tag]Feed Farm[/tag] นั่นเอง

จุดดีของ Feed มีหลายต่อหลายอันด้วยกัน อันแรก RSS Feed สามารถค้นหาผ่านทาง Google หรือ Search Engine ตัวอื่นๆได้ ตามปรกติ

สอง Feed สามารถนำไปทำการ PR ได้ในเว็บไซต์รวม feed ทั้งหลาย ช่วยให้การประชาสัมพันธ์ได้อย่างกว้างมากขึ้น

สาม ระบบของ feed ยังช่วยให้ ผู้รับ feed นั้นได้รับข่าวสาร บทความใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามายังเว็บไซต์ เหมือนแต่เดิม ที่จะต้องหมั่นเข้ามาดูภายในเว็บไซต์ว่า วันนี้ มีอะไรใหม่

ช่วยให้ระบบข่าว เปลี่ยนไป จากที่แต่เดิม คนต้องมาหาข่าว หาเนื้อหาในเว็บไซต์ เปลี่ยนไปเป็น ข่าวหรือเนื้อหานั้น เข้าไปหาคนอ่านแทน ทำให้ได้รับข่าวสาร เร็วขึ้นอีกด้วย

สี่ ระบบ feed นั้น ยังมีรูปแบบที่ ส่งหัวข้อไปยัง ผู้รับ feed ได้พร้อมกับเนื้อหาบางส่วน ทำให้ผู้อ่าน สามารถเลือกอ่านได้ ว่า เนื้อหาที่มีขึ้นมาใหม่นั้น น่าสนใจหรือไม่ อย่างไร พูดง่ายคือ เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้อ่านนั่นเอง

และ ห้า ด้วยความที่ feed นั้นอาศัยพื้นฐานบนภาษา XML ทำให้ง่ายต่อการนำไปใช้งานใน plate formอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบนคอมพิวเตอร์ทั่วไป บน Smart Phone PDA หรือ Pocket PC ได้ทันที ทำให้สามารถกระจายได้อย่างกว้างขวาง มากกว่าเดิมอีกเป็นจำนวนมาก

ซึ่งทั้งสองประเด็นหลัก น่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจที่หลายท่าน จะหันกลับมามองประโยชน์ในการทำ บล็อก ในการทำ [tag]Marketing[/tag] หรือในการทำ [tag]Promotion[/tag] เพิ่มขึ้นบ้างนะครับ

ปล.สำหรับ บล็อก i-morm.com ของผม เท่าที่ติดตาม พบว่า มีประมาณ 2-3 ท่านที่ใช้ระบบ Feed ของ บล็อกมาใช้ เพราะทันทีที่ผมอัพเดทข้อมูลหรือ เนื้อหาใหม่ จะพบว่า มีผู้เข้ามาอ่านทันที ภายในเวลาไม่ถึง 3 นาที หลังจากอัพเดทเนื้อหาใหม่