Posted on May 14th, 2008 in Other
มีคำถามมาถึงผม ว่าผมเขียนบล็อกนี้เพื่ออะไร มุ่งหวังอะไรกันแน่ รวมทั้งมันยาวมาถึงหน้าที่การงานของผมไปอีกด้วย ซึ่งอาจจะมีบางอย่างเกิดขึ้นหรือไม่ประการใด ก็ไม่รู้ แต่ผมเอง ก็ขอแสดงความเป็นบล็อกเกอร์ของผมด้วยครับ ดังนั้นกรุณาอ่านและทำความเข้าใจ เยี่ยงปัญญาชน ด้วยครับ
Posted on November 8th, 2007 in web strategy
วันนี้ ว่างๆ พอมีเวลาที่นั่งอ่านบทความหลายๆ อันครับ เลยทำให้นึกถึงสิ่งที่เคยทำๆ มาแล้ว เกี่ยวกับการโปรโมทเว็บ หรือการวางแผน การทำการตลาดผ่านทางเว็บไซต์ หลายครั้งที่เจอ ที่พบมาครับ ซึ่งแน่นอนครับว่า คนที่ไม่เคยพบปัญหา เกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ คงต้องบอกว่า มีน้อยมากๆ หากใครเคยได้ยินคำคมที่ว่า “คนที่ไม่เคยเจอปัญหา คือคนที่ไม่เคยทำอะไรเลยนั่นเอง”
แน่นอนครับ หลายๆครั้งของการทำงานในด้านของการทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์ที่ผมเองเห็นๆ อยู่ครับ มันพบปัญหาหลายๆ อย่างหลายประการเหมือนกันครับ แม้ว่าในส่วนตัวแล้วผมเองไม่ได้เรียนจบมาด้านการตลาด และความรู้ด้านนี้ ก็คงจะสู้คนที่จบด้านการตลาดมาโดยตรง คงไม่ได้ แต่คนที่จบการตลาดมาเองก็เหมือนกันครับ ก็มีข้อผิดพลาดได้ในการวางแผนการทำการประชาสัมพันธ์ ทำการตลาดบนโลกออนไลน์ได้ แต่ว่าปัญหาหลักๆ นั้นก็ไม่มีอะไรมากมายครับ เป็นปัญหาไม่กี่ข้อ หากต้องใช้เวลาในการสัมผัสกันซักหน่อยครับ
1. Online Experience. อันนี้เป็นประเด็นแรกเลยครับ ประการนี้สำคัญมากๆ ครับ เพราะว่าเนื่องจากหลายครั้งที่เจอมา พบมาแน่นอนครับ น้องๆ ใหม่ในที่ทำงาน จบมาด้านนี้ด้วยเฉพาะเลยครับ แต่ไม่เข้าใจในเรื่องของโลกออนไลน์ ไม่ค่อยเข้าใจในรูปแบบ ไปจนถึงพฤติกรรมหลายอย่างของคนใช้เว็บ คนเล่นเว็บ ทำให้หลายครั้ง มันไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งปัญหาตรงนี้ ก็คงต้องอาศัยเวลาในการเรียนรู้ในการแก้ไขปัญหากันไปครับ
2. Unclear/Confuse Objective. ปัญหานี้ หากมองกันดีๆ แล้วส่วนหนึ่งมาจากปัญหาแรกครับ คือ การไม่เข้าใจในเรื่องของโลกออนไลน์ ทำให้การกำหนดเป้าหมาย จุดประสงค์ ผิดเพี้ยนไปครับ อีกส่วนหนึ่งมาจากการวางเป้าหมายที่ไม่ชัดเจนตั้งแต่เริ่มต้น หรือ เมื่อเริ่ม project ต่างๆ ก็มองเป้าหมายไว้ หลายอย่างเกินไป ครับ
3. Ignore your Customers. การมองข้ามหรือไม่สนใจเรื่องของศักยภาพของผู้ใช้งาน หรือลูกค้าไปนั้นทำให้ project ที่ตั้งขึ้นมานั้นพลาดเป้าหมาย หรือไม่ประสบผลสำเร็จได้เลยครับ เช่น การกำหนดเป้าไว้ว่า จะทำการโปรโมทสินค้าตัวหนึ่ง ซึ่งตั้งเป้าไว้ขายในตลาดล่างๆ เน้นราคาถูกๆ เพียงอย่างเดียว เพราะคิดว่ามันจะสามารถขายได้ง่ายกว่า แต่ในขณะเดียวกันเราคงต้องมองกลับมาว่า ในโลกออนไลน์นั้น มันค่อนข้างเปิดกว้างมาก โอกาสที่จะมีผู้เข้าถึงข้อมูลมีมากตามไปด้วย โอกาสที่ผู้ใช้งานที่มีกำลังซื้อมาก ย่อมมีอยู่แล้ว ดังนั้น การมองข้ามด้านใดด้านหนึ่งไปก็ย่อมส่งผลเสียได้ครับ
4. Very Fast Project. อันนี้หลายๆ ครั้ง ที่ทีมงานมักจะเจอ Project ด่วน, ด่วนมาก และโคตรด่วน ประมาณว่าต้องเสร็จภายใน 2-3 วัน ทั้งๆ ที่มันมี feature มากมาย อลังการล้านแปดเลยครับ ตรงนี้เนี่ย มันทำให้ปัญหาหลายอย่างมากมายมหาศาล เลยครับดังนั้นทำให้ Project ที่จบมาไม่ดีพอ มีปัญหาตามมาอีกมากมาย แล้วสุดท้าย มันส่งผลต่อการคาดหวัง และสร้างประสบการณ์แย่ๆ ให้กับผู้ใช้งานด้วยครับ
5. No testing and QC. ปัญหานี้ส่วนหนึ่งสืบเนื่องต่อจากด้านบนๆ นั้นครับ ผลคือ มันทำให้ระบบหรือ โปรแกรม ไม่ได้รับการทดสอบ หรือ อาจจะทดสอบอย่างเร่งด่วน ไม่รัดกุมพอ หรือไม่ดีพอครับ ส่งผลให้เกิดปัญหาในเรื่องของการใช้งาน ได้ในที่สุดครับ เพราะแน่นอนว่า ปัญหามันจะมีหลายหลากมากเช่นง่ายๆ เลย อย่าง ระบบส่งเมล์ตอบกลับไปแล้ว ไม่เข้าบ้าง ช้าบ้าง, ระบบมีจุดโหว่ หรือจุดรั่ว ทำให้เกิดการโกงกันได้ และหลายครั้งที่คำว่า “การตัดสินของทีมงานเป็นอันสิ้นสุด” ไม่ได้หมายความว่า มันจะทำให้ผู้ใช้งาน ผู้ร่วมกิจกรรมรู้สึกดีเลยแม้แต่น้อยครับ
6. Bad sale copy. อันนี้เนี่ยคงต้องบอกว่าเป็นปัญหานะครับ เพราะไม่ว่าระบบที่ทำมาดีเพียงใด มีเป้าหมายเพียงใด แต่เนื้อหาที่เขียนให้ข้อมูลนั้น แย่ ไม่ได้เรื่อง มันก็ไม่สามารถกระตุ้นยอดขายหรือดันให้ไปถึงเป้าได้เลยครับ ในทางตรงกันข้ามหากมีข้อความหรือเนื้อหาที่ทำให้อ่านง่าย น่าสนใจ และกระตุ้นให้ผู้ใช้อยากเข้าร่วมกิจกรรมแล้วนั้น ถึงระบบอาจจะไม่ดีเลิศ ก็ยังสามารถทำยอดได้เช่นกันครับ
7. No Promotion Plan. หลายครั้งที่ผมเองพบปัญหาคือ เมื่อรันโปรเจคไปแล้ว ปรากฏว่ามันล้มไม่คุ้มทุนที่เสียไปเลยแม้แต่น้อยครับ ปัญหานั้นมาจากการประชาสัมพันธ์ที่แย่มากๆ เหมือนมีแบบขอไปที เรียกได้ว่า ไม่มีเลยก็ได้ ทำให้การทำงานที่ลงไป ไม่คุ้มด้วยประการทั้งปวงครับ
8. No Budget. อันนี้ ก็ใกล้ๆ กับอันบนครับ คือไม่มีทุนหรือไม่จัดทุน รวมไปถึงทุนไม่พอในการทำเว็บ ทั้งในเรื่องของระบบ หรือในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ทำให้หลายครั้งมันก็ไม่คุ้มการทำงานที่ลงไปอีกนั้นล่ะครับ
9. Bad communication. ปัญหานี้ค่อนข้างเป็นปัญหาใหญ่เลยครับ เพราะแน่นอนว่า ในการทำเว็บซักอันนึง มันจะมีด้วยกันหลายๆ ส่วนไม่ว่าจะป็นทีม Programmer, Marketing ไปจนถึง System Admin เลยก็ว่าได้ครับ การที่ไม่มีการพูดคุยสื่อสารกันให้ชัดเจน ต่างฝ่ายต่างทำ แล้วเอามารวมกันผ่านๆ ให้มันจบๆ กันไป นั่นล่ะปัญหาใหญ่ นะครับ
ซึ่งปัญหาทั้งหมดเมื่อรวมๆ กันแล้วเป็นปัญหาใหญ่เลยนะครับ เพราะหลายครั้งที่ผมเจอคือ คนดูแลโปรเจคไม่เข้าใจเว็บไซต์ ไม่รู้ว่าระบบที่ต้องการมันง่ายหรือยาก หรือว่าไม่แจ้งตัว Requirement ให้จบกับทีมงานอื่นๆ ทำให้งานต้องแก้กันไปแก้กันมาไม่รู้จักจบ เสียเวลาไปโดยใช่เหตุครับ ซึ่งปัญหาเหล่านี้คงต้องค่อยๆ แก้ไขกันไปครับ คงแก้ในทันที หรือครั้งเดียวจบไม่ได้ครับ
Posted on June 29th, 2007 in web strategy
เริ่มกลับมาว่างซะทีครับ หลังจากที่เพื่อนร่วมงานลาสิกขาบทออกมา ผมเองก็เลยมีเวลาว่างๆ ทำอะไรขึ้นอีกเยอะครับ ทั้งที่จริงๆแล้ว KPI ก็ยังเคลียร์ไม่หมด ยังเหลือพวก Requirement บางตัว แล้วก็ทั้งหมดยังไม่ได้ทำ Interface Flow เลย เหอๆ
แต่ทำไงได้ล่ะครับ มันเหมือนอัดอั้นไม่ได้เขียน blog มาหลายอาทิตย์ เลย รู้สึกว่า ไม่ได้ล่ะ ไม่ได้อัพเลย เข้าข่ายจะเป็นเว็บเน่าๆ แล้วมั้งเนี่ย เลยต้องขออัพก่อนแล้วครับ
ซึ่งก็สืบเนื่องมาจากใน office มีการจัด Training ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องของเว็บไซต์ครับ ซึ่งเริ่มในอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นที่เรื่องของ Web Usability เป็นเรื่องแรก แต่ผมเองก็ไม่ได้เข้าไม่ได้ฟัง เนื่องจากเนื้อหาหลักมาจากหนังสือที่เคยๆ อ่านแล้วครับ ส่วนเมื่อวานก็เพิ่งถึงคิวผมคือ SEO for Programmer ครับ และเหลือในเดือนหน้าอีกรอบนึงคือ SEO for Copywriter. ครับ
แต่แน่นอนว่าจริงๆแล้ว ผมยังมองเรื่องของ web usability อยู่ครับ สิ่งหนึ่งที่ในหนังสือที่ถูกนำมาเป็นเนื้อหาในการ training นั้นมีคือ การออกแบบจัดทำเว็บ เน้นในส่วนของ e-commerce เป็นหลักครับ ซึ่งมันเป็นส่วนที่แตกต่าง ไปจากเว็บในรูปแบบอื่นๆ เช่น เว็บไซต์ทั่วไป ที่ให้ข้อมูลต่างๆ (เน้นที่ Infomation.) เว็บสำหรับพวกบันเทิงหรือ entertainment เป็นต้น
เพราะเว็บแต่ละรูปแบบจะมีจุดที่แตกต่างๆกันพอสมควรครับ ซึ่งคล้ายๆ กันกับการทำ SEO คือ การมองเนื้อหาทั้งหมดและเลือกว่าเราจะ optimize ในรูปแบบใดนั่นเองครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มันก็จะมี Checklist ที่คิดว่าน่าจะนำมาใช้เป็นพื้นฐานได้หมดครับ เลยเอามาสรุปอีกครั้งครับ ซึ่งที่ผมสรุปนี้ เป็นส่วนที่ผมคิดว่า มันน่าจะใช้ได้กับเว็บไซต์ทั่วๆไปหรือ ค่อนข้างกลางๆ ไม่เน้นในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งครับ
สำหรับ web usability checklist นั้นก็ขอแยกเป็นแต่ละส่วนนะครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจง่ายขึ้นครับ
1. ส่วนของโครงสร้างของเว็บไซต์
- เนื้อหาทุกอย่าง ทุก section ของหน้าเว็บไซต์ ถูกนำมาแสดงหรือไม่???
- User จะต้องคลิกกี่คลิกจึงจะเข้าถึง หรือจะได้รับเนื้อหาที่ต้องการนั้น???
- โครงสร้างในส่วนของเว็บ ระบบลิ้งค์ต่างๆ สับสนหรือไม่ ???
- ขอบเขตของเนื้อหาในเว็บไซต์ ในแต่ละ section หรือในแต่ละหัวข้อนั้น ชัดเจนหรือไม่ ???
- คุณเคยสนใจ ฟีดแบค หรือ comment จากคนที่ใช้ เว็บของเราจริงๆจังๆ หรือไม่
- หากคุณ ได้รับ feedback จาก user แล้ว นำมาใช้ หรือทิ้งมันไป หรือปล่อยมันคาไว้เช่นนั้น
- หรือว่า ในเว็บไซต์มีเนื้อหาอะไรหรือไม่ ที่ดูแล้วมันไม่ต้องมีก็ได้ ไม่ส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของ user ใน website
- คุณรู้หรือไม่ว่า เว็บไซต์ของคุณ มีเนื้อหาที่เด่นตรงไหน มีด้านดีที่ใดบ้าง
- หากคุณรู้ว่า เว็บของคุณมีข้อดีในจุดใดแล้ว คุณนำมันมาแสดง หรือ Show ต่อ user แล้วหรือยัง
- ในเว็บไซต์ของคุณมีจุดเด่น ของ Technology ใดๆ บ้างหรือไม่ (สำหรับเว็บในกลุ่มของ web 2.0 เนี่ย ควรจะมีอย่างยิ่งนะครับ)
- แล้วไอ้ตัว technology ที่นำมาใช้นั้น มัน advance เกินไป หรือไม่ (ที่สำคัญคือ มันพอดีสำหรับความต้องการของคุณ แต่มากเกินไปของ user )
- การจัดวางโครงสร้างของเนื้อหา หรือ section ต่างๆนั้น มันแคบและลึกเกินไป หรือไม่
- ถ้า user ซักคนนึงต้องการค้นหาอะไรภายในเว็บไซต์ของคุณเค้าจะทำได้อย่างไรบ้าง (พูดง่ายคือ ถ้าจะหาอะไรซักอย่างนึง เค้าจะหาเจอได้ยังไง )
- คุณได้มีการนำเสนอ หรือแนะนำ หรือแสดง อะไรให้กับ userรู้หรือไม่ว่า ถ้าจะไปในแต่ละส่วนของเว็บไซต์ที่ต้องการได้ทางใดบ้าง
2. เนื้อหาต่างๆ ภายในเว็บไซต์
- เนื้อหาที่นำเสนอมีความสำคัญต่อ user มากแค่ไหน หรือน่าสนใจเพียงใด น่าเบื่อหน่าย หรือจำเป็นต่อชีวิต (แต่แน่นอนว่าถ้าเว็บในไทย entertainment เป็นหลักจ้าา)
- ในบรรดาเนื้อหาของเว็บไซต์ที่มี มันมีส่วนไหนที่หลุดขอบเขตไปหรือเปล่า?? (ประเภทออกนอกเรื่องไปเลยน่ะครับ)
- เนื้อหาที่นำเสนออยู่นั้น สามารถเข้าใจได้ง่าย หรือยาก หรือไม่รู้เรื่องเลยกันแน่
- คำศัพท์หรือ การใช้คำต่างๆ ในเนื้อหานั้น เป็นคำศัพท์ที่ให้ ผู้ใช้งานทั่วๆไปเข้าถึงได้หรือไม่ (ตรงนี้ พบมากในส่วนของเว็บเนื้อหาที่เป็นด้าน technologyเลยครับ)
- เนื้อหานั้น ใช้ตัวหนังสือ หรือใช้ขนาดที่อ่านใด้ง่ายหรือไม่
- มีตัวหนังสือประหลาดๆ มาโผล่บนหน้าเว็บหรือเปล่า เช่นใช้ font ประหลาดๆ จนคนทั่วไปอ่านไม่ได้หรือเปล่า
- สีสันที่ใช้มันตัดกันเกินไปหรือไม่ เช่นตัวหนังสือสีแดง พื้นหลังสีเขียว อะไรพวกนี้
- นอกจากนี้ การใช้สีสันมันมากเกินพอดีเกินไปหรือไม่ ประมาณว่าในเว็บไซต์ของคุณกำลังแสดงตัวอย่างสีรุ้งหรือเปล่า
- ตัวหนังสือมันเล็กไปหรือไม่ หรือ user สามารถเลือกขนาดของ font ได้เอง???
3. อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
- เว็บไซต์ของคุณเปิดรับความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจาก user บ้างหรือไม่
- แล้วถ้าเปิด คุณเคยนำสิ่งเหล่านั้นมาทำอะไรต่อบ้าง เช่นปรับปรุง, ตอบคำถามเหล่านั้น หรือทิ้งมันไป
- ปุ่มต่างๆ หรือลิ้งค์ หรือการใช้งานอะไรก็ตามแต่ในเว็บ มันยากหรือง่ายที่ user จะคลิก หรือใช้งาน หรือมันยากจน user ต้องหนีไป
- การใช้งานในเว็บมีความยุ่งยากมาแค่ไหนใช้งาน เช่นต้องสมัครสมาชิก ต้องเสียเงิน หรือต้อง activate ด้วยวิธีต่างๆ มากไปหรือไม่
- มีอะไรที่ช่วยให้ user ใช้งานง่ายขึ้นอีกหรือไม่
- website ของคุณเนี่ย ต้องใช้เวลาในการเข้าถึง กี่วินาที หรือว่า กี่นาที
นี่ล่ะครับ สามส่วนหลักๆ ที่ผมคิดว่า มันเป็นสิ่งที่เราจะต้องนึกทบทวน หรือcheck เว็บของเราบ้าง ว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นปัญหา หรือประโยชน์ แก่เรากันแน่ รวมทั้งเพื่อเป็น Checklist ในการปรับปรุง ปรับแต่งเว็บไซต์ให้เหมาะสำหรับ user บ้าง ครับ อย่างมุ่งแต่ปรับแต่งใน bot อย่างเดียวครับ
การทำ seo นั้นนอกจากช่วยให้คนรู้จักเว็บไซต์เราแล้ว จุดสำคัญที่ผมเน้นย้ำเสมอคือ เมื่อ user เข้ามาแล้ว ทำอย่างไร ให้เค้ากลับเข้ามาอีก หรือจดจำ เว็บเราได้ หรือทำ ในบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการเช่นซื้อสินค้า เป็นต้น ได้อย่างตรงตามความต้องการของเรา
แต่ถ้าเราเน้นกองโจรหมวกดำ ไม่เน้นระยะยาวแล้วละก็…
ลบสิ่งที่เห็นข้างบนนี้ทิ้งไปจากสมองเลยนะครับ