วันนี้แวะมาเช้าหน่อยครับ พอดีไปอ่านเจอข่าวมาเลยเอามาฝากกันครับ
ปัจจุบัน กระแส E-commerce กำลังกลับมาเป็นที่นิยมในประเทศไทยมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากข้อมูลของอีเบย์เองมีคนไทยที่ขายสินค้าผ่านอีเบย์ติดอันดับ 1 ใน 3 ของจำนวนผู้ขายทั้งหมดเลยทีเดียว
อย่างไรก็ตาม การทำอีคอมเมิร์ซก็เป็นเช่นดังการทำธุรกิจในรูปแบบอื่นๆ นั่นคือ นอกจากจะมีสินค้าแล้วยังต้องทำการตลาดเพื่อสร้างชื่อเสียงของบริษัทหรือแนะ นำสินค้าให้เป็นที่รู้จักแก่คนทั่วไป
ยิ่งการขายของบนอินเทอร์เน็ต ซึ่งมีคอนเทนต์และเว็บไซต์นับล้านๆ แห่ง เรื่องการทำตลาดในรูปแบบต่างๆ ให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้เลย ไม่เช่นนั้นต่อให้มีเว็บไซต์ดีขนาดไหนก็อาจมีคนเข้าไปดูเว็บแค่ 2 คน คือเจ้าของกับเมียเจ้าของเท่านั้น
8 เทรนด์ "อีคอมเมิร์ซ"
สัปดาห์ ที่ผ่านมากรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้จัดสัมมนาเรื่อง "8 แนวโน้ม [tag]E-commerce[/tag] ในปี 2008" ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับรูปแบบการทำตลาดบนโลกอินเทอร์เน็ต โดย "ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช" ประธานฝ่ายบริหารการตลาด บริษัท ไตรแคสต์ จำกัด และผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ ThaiAmazon.com กล่าวถึงแนวโน้มการตลาดของธุรกิจอีคอมเมิร์ซว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมการเข้าเว็บไซต์และซื้อสินค้า เปลี่ยนไป จากเดิมที่เป็น click and sale คือเข้าไปดูสินค้าในเว็บ ซื้อเมื่อชอบ แต่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นเครื่องมือช่วยในการทำตลาดได้ดีขึ้น
โดยเฉพาะอินเทอร์เน็ต บรอดแบนด์มีความเร็วสูงขึ้นจนสามารถเล่นไฟล์วิดีโอได้ ทำให้มีการบันทึกวิดีโอเพื่อบรรยายหรือสาธิตสินค้าและเปิดให้ชมในเว็บไซต์ หรือมีการใช้ [tag]RSS Feed[/tag] ในการส่งข้อมูลสินค้าไปถึงลูกค้าได้โดยตรง
ตัว อย่างเช่น เทสโก้ โลตัส ใช้ RSS Feed ในการส่งแค็ตตาล็อกสินค้าแก่ผู้บริโภค หรือแม้แต่เว็บบล็อกซึ่งหากมีคนเข้าไปดูมากๆ ก็สามารถเปลี่ยนคนกลุ่มนี้ให้กลายเป็นผู้ซื้อได้
"เว็บไซต์เดี๋ยว นี้ไม่ได้เน้นความสวยแล้ว แต่เน้นที่ประโยชน์การใช้สอยและช่วยให้ลูกค้าได้สิ่งที่ต้องการได้ง่ายที่ สุด ขณะที่เครื่องมือทางการตลาดของอีคอมเมิร์ซก็เปลี่ยนไป เท่าที่เห็นตอนนี้มีเครื่องมือการทำตลาดอยู่ 8 รูปแบบ คือ (...)
1.Video Marketing
2.Blog Marketing
3.Paid Search Marketing
4.SEO Marketing
5.Social Bookmarking Marketing
6.E-mail marketing
7.Affiliate Marketing
และ 8.RSS Feed Marketing""ประสิทธิ์" ยกตัวอย่างของ [tag]Video Marketing[/tag] ว่า ปัจจุบันกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีการใช้ประโยชน์จากวิดีโอคลิปในกา รพรีเซนต์สินค้าและบริการได้ดีมาก เช่น กลุ่มทัวร์ที่ใช้วิดีโอในการถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดใจลูกค้า จากสถิติพบว่าการใช้วิดีโอคลิปความยาว 3-5 นาทีมีความน่าสนใจกว่าการนำเสนอในรูปแบบตัวอักษร ทำให้มีโอกาสขายสำเร็จถึง 75% และเพิ่มยอดขายได้ถึง 30%
นอกจากนี้ยังสามารถทำ Video Direct Mail หรือการส่งไฟล์วิดีโอคลิปไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยมีโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษต่างๆ
RSS Feed Marketing-ยัดเยียดข้อมูลถึงตัว
หรือ การใช้ RSS Feed Marketing ก็เป็นการเปลี่ยนวิธีการนำเสนอสินค้า เพราะสามารถส่งข้อมูลไปให้ลูกค้าได้เลยโดยไม่ต้องรอให้ลูกค้าคลิกเข้ามาดู ที่เว็บไซต์ เช่น การทำ coupon feed การสร้าง brand content feed หรือการสร้างเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและส่งให้ลูกค้า เช่นทำธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขก็อาจจะเขียน tips เกี่ยวกับการเลี้ยงสุนัขส่งไปทาง RSS Feed อย่างสม่ำเสมอ
"ทุกวัน นี้เป็นโลกของการ feed ข้อมูลให้ผู้บริโภค จะเรียกว่าเป็นการยัดเยียดข้อมูลก็ได้ ดังนั้นการทำตลาดด้วยวิธีนี้ ถ้าทำไม่ดีลูกค้าจะโกรธสุดๆ"
ส่วน [tag]Blog Marketing[/tag] แม้ตัว Webblog ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องเฉพาะทางที่ผู้เขียนมีความถนัดอยู่ แต่หากทำให้ดีก็จะมีฐานลูกค้าเกิดขึ้นและสามารถเปลี่ยนมาเป็นผู้ซื้อได้ "ประสิทธิ์" กล่าวถึงข้อดีของการทำ Blog Marketing ว่า สามารถโหลดหน้าจอได้เร็วกว่าเว็บไซต์ ความสนิทสนมคุ้นเคยมากกว่าเว็บไซต์ธุรกิจ ทำให้สามารถใช้เป็นเครื่องมือการทำซีอาร์เอ็มได้ บางบริษัทเมื่อผู้บริหารหรือ CEO มีเวลาว่างก็จะมาเขียนบล็อกเพื่อพูดคุยกับลูกค้าโดยตรง เป็นต้น
นอก จากนี้ เว็บบล็อกเองก็สามารถใส่วิดีโอคลิปและทำ RSS Feedได้ ซึ่งก็จะเป็นการนำวิธีการ Video Marketing และ RSS Feed Marketing มาใช้ได้ด้วยเช่นกัน
ด้าน "จตุพล ทานาฤทัย" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โกลเบลท จำกัด อธิบายถึงความสำคัญของ SEO Marketing (search engine optimization) ว่า คือวิธีการปรับปรุงเว็บไซต์ด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อให้ติดอันดับต้นๆ ของเว็บเสิร์ชเอ็นจิ้น และการทำ Paid Search Marketing คือ การประมูลตำแหน่งโฆษณาให้อยู่อันดับต้นๆ เช่นกัน
เหตุที่ต้องทำ เว็บไซต์ให้อยู่ในอันดับต้นๆ ของการค้นหาก็เพื่อเป็นการโฆษณาเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักนั้นเอง เพราะทำให้เว็บไซต์ของเราจะอยู่ในหน้าแรกๆ ของผู้ใช้เสิร์ชเอ็นจิ้น ซึ่งก็ทำให้มีลูกค้าที่จะมีลูกค้าแวะเข้าไปที่เว็บไซต์มากขึ้น
"จตุ พล" ระบุว่า "best performance ของการทำโฆษณาออนไลน์อันดับ 1 คือ PPC (pay per click) หรือที่เรียกว่า paid search มีประสิทธิภาพ 49% รองลงมาคือการทำ E-mail marketing ได้ผลประมาณ 47% และอันดับ 3 คือ SEO มีประสิทธิภาพในการโฆษณา 45% ส่วนการโฆษณาโดยใช้ Pop-Up เป็นวิธีการที่ได้ผลแย่ที่สุด ขณะที่มูลค่าตลาดของการทำโฆษณาด้วยวิธีการนี้มีการทำนายกันว่าจะมีมูลค่าถึง 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2009 เลยทีเดียว"
ส่วนปริมาณใช้ search engine ในอเมริกา พบว่า google มาเป็นอันดับ 1 คือ 48.7% อันดับ 2 คือ Yahoo 26.8% และอันดับ 3 เป็นของไมโครซอฟท์ ประมาณ 10% ส่วนในเมืองไทยกว่า 93.1% ใช้ google เป็นหลัก และอีก 5.47% เป็นการค้นหาโดยใช้ search engine ของ sanook
"จตุพล" ยังอธิบายถึง Social Bookmarking Marketing เป็นการตลาดออนไลน์แบบใหม่อีกรูปแบบหนึ่ง ที่กำลังเป็นรูปแบบที่มาแรงในการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ ซึ่งโดยปกติเวลาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเจอเว็บไซต์ที่ชอบก็จะทำ bookmark ไว้ แต่มีข้อเสีย คือ เวลาย้ายไปใช้เครื่องอื่นก็ไม่สามารถย้าย bookmark ตามไปด้วยได้ ดังนั้นจึงเกิดเว็บไซต์ที่ให้บริการเก็บ bookmark แบบออนไลน์หากเว็บไหนมีคน bookmark มาก ก็แปลว่าเป็นเว็บที่มีคนดูมาก
"การ bookmark แบบออนไลน์ จึงกลายเป็นช่องทางโปรโมตเว็บอีกทาง เพราะถ้าเว็บไซต์ดังติดอันดับการบุ๊กมาร์ก ก็จะมีโอกาสที่คนจะเข้าไปดูเว็บมากขึ้นด้วย สำหรับเว็บที่ให้บริการเก็บบุ๊กมาร์กออนไลน์ที่ดังๆ ในตอนนี้ก็มี gigg.com, del.icio.us ซึ่งขณะนี้ถูก yahoo ซื้อไปแล้ว, reddit.com, netscape ซึ่งเป็นของ AOL และ stumbleupon.com ที่เพิ่งถูกอีเบย์ซื้อไปเช่นกัน"
ระวังอีเมล์มาร์เก็ตติ้งจะกลายเป็น "สแปม"
ด้าน "ทรงยศ คันธมานนท์" กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกรนด์แพลนเน็ท จำกัด กล่าวถึงการทำ E-mail marketing ว่า เครื่องมือการตลาดแบบนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ อย่างไรก็ตามยังมีการคาดการณ์ว่ามูลค่าการทำตลาดรูปแบบนี้ยังมีการเติบโต อยู่ โดยในปี 2010 คาดว่าจะมีมูลค่าประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
อย่าง ไรก็ตาม ปัญหาในปัจจุบันคือมีการใช้รูปแบบดังกล่าวแบบผิดๆ จนกลายเป็น "สแปมเมล์" ดังนั้นผู้ที่จะใช้วิธีนี้ในการทำตลาดจะต้องระมัด ระวังอย่างมากที่จะไม่ให้อีเมล์ที่ส่งออกไปกลายเป็นสแปม เช่น การมีข้อตกลงในการยินยอมให้ส่งอีเมล์ หรือมีช่องทางให้ยกเลิกการรับอีเมล์ได้ ไม่เช่นนั้นหากมีกฎหมายเกี่ยวกับสแปมเมล์ออกมาคนที่ทำตลาดแบบนี้โดยไม่ระ มัดระวังก็อาจทำผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัวก็ได้
"จากข้อมูลจะพบว่าตัว เลขการทำ E-mail marketing ที่ส่งออกไป 100 ฉบับ จะถึงมือผู้รับประมาณ 95.6% และจะมีคนเปิดอ่านประมาณ 28.9% ดังนั้นถ้าต้องการให้มีผู้เปิดและซื้อสินค้าก็ต้องมีฐานข้อมูลอีเมล์จำนวน มาก"
และสุดท้าย "Affiliate Marketing" เป็นเว็บไซต์นายหน้าช่วยในการทำตลาดแต่ไม่มีสินค้าเป็นของตัวเอง จะเป็นตัวแทนในการขายและดึงลูกค้าเข้ามา สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ในการทำธุรกิจออนไลน์ก็อาจจะใช้นายหน้าช่วยทำตลาด แต่ก็ต้องเลือกนายหน้าที่รู้จักสินค้าของเราอย่างดี รู้ถึงกลุ่มเป้าหมาย แต่ก็ต้องระมัดระวังในการเลือกนายหน้ามาช่วยทำตลาดด้วย
นอกจากนี้ นายประสิทธิ์ได้ทิ้งท้ายว่า ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เทคโนโลยี หรือใช้รูปแบบการทำตลาดทุกอย่างที่พูดมาทั้งหมด เพียงแต่เลือกใช้บางแบบที่น่าจะตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ที่สำคัญเรียนรู้กระแสหรือตามเทคโนโลยีให้ทัน เรื่องมาร์เก็ตติ้งเป็นเรื่องของกลยุทธ์ แต่เทคโนโลยีคือเครื่องมือในการดำเนินกลยุทธ์เท่านั้น
ที่มาจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
เก็บมาให้อ่านกันครับ เผื่อว่าใครจะเห็นแนวทางอะไรเพิ่มเติมในการนำไปใช้ครับ แต่ที่แน่ๆ ผมเองก็ถือว่าได้ทบทวนหัวข้อที่ควรจะนำมาค้นหา อ่าน แล้วก็เขียนใน blog แล้วล่ะครับ อิอิ

