วันนี้ ก็ยังไม่หลุดออกจากหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ Viral Marketing ครับ ซึ่งจริงๆ ผมเองก็จะลืมไปแล้วครับ และไม่ทันคิดที่จะเอ่ยถึงครับ แต่พอดีเห็น comment จากคุณ [P] ครับว่า
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ เพราะมันทำให้ได้ไอเดียใหม่ๆ ที่คนเค้ายังไม่ทำกัน มันทำให้เราเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม
อย่างตอนนี้ พอผีกาก้าดัง ก็มีคนแต่งตามโดยใช้ทำนองหมีแพนด้า เกร่อมากๆครับ แต่ก็ไม่สามารถลบล้าง หรือเทียบเท่าผู้นำอย่างคุณซังเค้าได้
จึงทำให้คิดได้ว่า ไหนก็บอกจุดดีไปแล้ว จะไม่บอกข้อด้อยก็ดูเหมือนจะลำเอียงครับ เหมือนกับว่า มันดีไปเสียทุกอย่าง
สำหรับข้อเสียนั้นจะขอสรุปไปเลยนะครับ
1. เงาของผู้นำ หรือเงาของจุดเริ่มต้น ข้อนี้มาจาก comment เลยครับ จุดที่ทำให้ ผีกาก้า ดังได้นั้นคือ การสร้างความโดดเด่นขึ้นมา และผลคือ มันสร้างเงาของผีกาก้า ขึ้นมาครับ ทำให้ ไม่ว่าเพลงอย่างป๋าแพนด้า นั้นไม่ดังเลย นั่นคือ มันถูกสร้างอยู่ภายใต้เงาของอันเก่าครับ มันเลยไม่ทำให้ ขึ้นมาอยู่ให้เห็นเด่นขึ้นมาได้ครับ
2. Viral Marketing ส่วนใหญ่มักจะเป็นระยะสั้นๆ วูบวาบ สังเกตได้ไม่ยากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นกระแสที่ผ่านมาอย่าง Camfrog ที่ใช้การแนะนำปากต่อปาก ไปจนดังเป็นข่าวคราวกันไป แล้ว ณ ตอนนี้ กระแสนั้นก็เงียบหายไป หรือกรณีอย่างคลิปน้องพริก ที่ออกมาสร้างกระแสไปทั่วประเทศ แต่ผลสุดท้าย ถามว่า มีคนที่สนใจ ไอ้ตัวของ MeMo เท่าไหร่กัน
หรืออย่าง กรณีของผีกาก้าเองนั้น ผมเชื่อว่า อีกไ่ม่นาน ก็จะวูบวาบหายไปเช่นกันครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นกระแสที่ไม่ยั่งยืนเสมอไปครับ หลายกรณีก็มีเช่นกัน แต่ไม่ค่อยเห็นกับบ้านเราครับ เพราะบ้านเรามักจะเป็นกระแสอะไรที่วูบวาบเสียส่วนใหญ่ครับ
ดังนั้น การลงทุนอะไรก็ตามเกี่ยวกับการสร้างให้เกิด Viral marketing ในบ้านเรา ควรตรองให้หนักครับว่า คุ้มกับการสร้างกระแส อะไรเพียงวูบวาบหรือไม่ครับ
3. จำเป็นที่จะต้องอาศัยสื่อที่สามารถส่งต่อไปได้ สะดวก ง่ายตาย ข้อนี้มันจึงดูเหมือนจะจำกัดมาว่า สื่อที่เราทำขึ้นมานั้น มันสามารถส่งต่อไป และทำให้มันวกกลับมาที่เราได้หรือไม่
แม้ว่ามันสามารถส่งต่อไปได้ก็ตาม แต่หากวิธีการ หรือรูปแบบ ยากที่จะทำให้เกิดการส่งต่อ หรือยากต่อที่ผู้รับต่อๆไป จะนำสื่อนั้นมาดู ก็เป็นเรื่องที่ถือเป็นการตัดตอนของ viral marketing ไปครับ
สำหรับในตอนนี้ ผมยังมองเห็นว่า มันมีข้อเสียหลักอยู่สามจุดด้วยกันครับ ยังมองไม่เห็นว่า มันจะมีจุดเสียตรงที่ใด ไปมากกว่านี้ หรืออาจจะยังมองไม่เห็น หรือนึกไม่ถึงก็ได้ (ผมเชื่อว่า ทุกระบบมีช่องโหว่ อยู่แ่ค่เรารู้หรือไม่เท่านั้น) แต่ประโยชน์ มันก็มีค่อนข้างเยอะทีเดียวครับ โดยเฉพาะที่หลักคือ ไปได้เร็ว ต้นทุนต่ำ และไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่กระแสนั้นยังมีคนต้องการอยู่
เอาล่ะครับ วันนี้ เริ่มสมองโล่ง (เมื่ือคืนที่ผ่านมาจิตแตกอีกแล้วเห้อ) เลยต้องนอนพักผ่อนก้นเยอะหน่อยครับ เหอๆ เลยแวะมาอัพ ตอนกลางวันนี่ล่ะครับ
สำหรับหัวของ [tag]Social Media Marketing[/tag] ในกรณีของ ผีกาก้า เองก็ยาวมาตอนที่ 5 แล้วนะครับ จริงๆแล้ว ก็อาจจะมีข้ออื่นอีกครับ แต่ผมคิดว่า สี่ข้อเหล่านี้คือประเด็นหลักที่จะช่วยให้เกิด [tag]Viral Marketing[/tag] ได้ง่ายขึ้นครับ
ข้อสุดท้ายนี้คือ “ความคิดสร้างสรรค์” ครับ
หลายคนเห็นข้อนี้แล้ว อ่าาา มันยากนะครับ ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ หรือทำอะไรออกมา จริงๆแล้วสำหรับผมเองจากที่สังเกตความคิดต่างๆ ที่ตัวเองคิดไว้
ไม่ว่าจะเป็น project ส่วนตัว, project งานต่างๆ แต่ละอัน มันมาจากความคิดสนุกๆ คิดเล่นๆ ครับ ล้วนแล้วแต่มาจากความคิดสนุกๆ ในช่วงเวลาพักเที่ยง กับก๊วนเพื่อนใน office นั่งคุยเรื่องสัพเหระ เรื่องเกมส์ เรื่องขำๆ ยิงมุกตลก หรือแม้แต่เรื่องใต้สะดือ (ตามประสาก๊วนผู้ชาย บ้าๆ เพี้ยนๆ)
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ครับ ที่มันทำให้หลายครั้ง ผมได้โปรเจคใหม่ๆ ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ในช่วงที่คุยกันครับ
ดังนั้น ก่อนจะมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ก็ควรจะมีความสนุกเสียก่อนครับ คิดอะไร ทำอะไร แบบเล่น อย่าคิดว่า มันเป็นงานที่ต้องคิด มันจำเป็นต้องคิด หรือ ไม่คิดไม่ได้
ซึ่งสุดท้ายมันจะไม่ได้อะไรเลยครับ ดังนั้น ให้เริ่มต้นจากการละทิ้งเรื่องงานแล้วคุยเรื่องสนุกๆ เล่นๆ ไปเรื่อง แล้วบางครั้ง idea มันจะโผล่โป๊ะเช๊ะออกมาเลย แต่ทั้งนี้ ผมแนะนำว่า หมั่นหาความคิดสนุก มาแกล้งเพื่อนร่วมงานเยอะครับ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยครับ
ในกรณีผีกาก้า จะเห็นได้ชัดเจนครับว่า ความสนุก อยากแซวกันในวงเพื่อนฝูง ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อย่างที่เห็นได้ชัดเจอครับ
จากนั้น เมื่อได้ Idea แล้ว ก็ค่อยหยิบหมวกของนักการตลาดมาใส่ที่ละน้อย สรุปตามเป็นข้อๆ ที่กล่าวมาแล้วครับ จะช่วยให้เราปรับปรุงเนื้อหาของสื่อ และรูปแบบของสื่อนั้นให้เป็นไปตามข้อๆ สุดท้ายก็จะได้ผลออกมาค่อนข้างดีครับ
ซึ่งผมเชื่อว่า มันอาจจะไม่ดีนักในบางช่วงบางตอน หรืออาจจะไม่ดีในครั้งแรกเลยทีเดียว แต่ผมเชื่อว่า การทำลองผิดลองถูก ซักครั้งหรือสองครั้ง เราก็จะเห็นแล้วว่า อะไรเป็นอย่างไรครับ ซึ่งถ้าหากวันนี้ เราคิดว่า อืมม มันไม่ดีนะ ลองกลับมาคิดต่อว่า ทำไมมันไม่ดี
- กลุ่มเป้าหมายเล็กไปไหม
- เนื้อหาที่สื่อออกไปเข้าใจยากหรือไม่
- รูปแบบที่สื่อไปนั้น มันยุ่งยากสำหรับการรับสื่อไปหรือเปล่า
- แล้วมันส่งต่อได้ง่ายหรือไม่
- เราลืมใส่ความสนุกลงไปหรือไ่ม่
นี่ล่ะครับ สิ่งที่เราต้องมานั่งคิดทวน วนไปวนมา แต่อย่าคิดวนเยอะครับ เพราะมันจะทำให้ความสนุกลดลงไป
สำหรับแนวทาง หรือปัจจัยที่จะช่วยให้เกิด viral marketing นั้น คงมีหลักๆ เท่านี้ครับ (เท่าที่ผมนึกออก) หากผมเองตกหล่น หรือลืมข้อในที่น่าสนใจ หรือสำคัญไป ก็แจ้งบอกกันได้ ซึ่งจะได้เป็นการแชร์กันด้วยครับ
ปล. ปรกติใช้แต่ firefox ลองใช้ ie เข้ามาดู ผลคือ เพิ่งเห็นว่า ด้านข้างมันร่วงนี่หว่า 5555+
อ่า มาต่อเนื่องกันไปครับ คิดว่าสำหรับในหัวข้อนี้ คงอีกหลายตอนครับ เพราะผมเองเรียกว่าคิดหัวข้อได้ก็จำๆ ไว้ในหัว แล้วก็มานั่งพิมพ์ทุกวันครับ เรียกว่า ไม่มี note ไม่มีสคริปต์ล่วงหน้าล่ะครับ สำหรับเรื่อง [tag]Social Media Marketing[/tag] ก็ผ่านมาแล้วสามตอน กับกรณีของ [tag]Viral Marketing[/tag] แบบไทยๆ ครับ
ซึ่งทั้งสองตอนได้กล่าวไปแล้วครับ สองหัวข้อคือ กลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มรับสื่อ และ เวลา หรือจังหวะ ครับ แต่ทั้งสองข้อยังไม่สามารถจะทำให้เกิด Viral marketing ได้ครับ
ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายๆ อย่างครับ โดยในวันนี้ที่จะเอ่ยถึงก็คือ
“รูปแบบของสื่อ”
รูปแบบของสื่อนั้นมีผลทีเดียวครับ เพราะจริงๆแล้ว สื่อที่ออกไปนั้น มีหลายรูปแบบด้วยกันครับ ไม่ว่าจะเป็น ตัวหนังสือ ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือทั้งภาพและเสียงครับ
ในกรณีก่อนหน้านี้ ในลักษณะของภาพหลุดต่างๆ ของเหล่าดาราที่มีกระแสตามเว็บต่างๆ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งครับ แต่คงไม่ใช่กรณีของผีกาก้าครับ
ในส่วนของผีกาก้าที่เกิดขึ้น มันมาจากสื่อมากกว่า 1 รูปแบบครับ ประกอบไปด้วย
1. เสียง ที่เป็นเนื้อเพลง
2. เนื้อเพลงที่เป็น text ธรรมดา
3. คลิปวิดีโอ หรือเรียกว่า MV ก็ได้ครับ
ซึ่งในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการผสมกันหลายรูปแบบที่ทำให้ผู้รับสามารถเข้าถึงได้ง่ายครับ เช่น เน็ตไม่แรง ก็แค่อ่านเนื้อเพลงที่เป็นตัวหนังสือ ก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่สื่อออกมาได้ครับ
หรือ ว่าเน็ตแรงขึ้นมาอีกนิด ก็สามารถฟังเพลงได้ครับ โดยผ่านทางหน้าเว็บเลย ซึ่งในกรณีนี้ล่ะครับ ที่ผมเลยจัดให้มันเป็นอยู่ในกลุ่มของ Social Media ครับ
ส่วนใครที่ใช้ Hi-speed internet คงไม่ต้องบอกครับว่า กระแสของเว็บไซต์อย่าง Video clips หรือ Video Sharing นั่นแรงกันขนาดไหนครับ และคงไม่ยากไม่เย็นเลยครับที่จะทำให้คนเข้าถึง MV เพลงนี้ครับ ผ่านทางหน้าเว็บได้เลย ไม่ต้องเปิดโปรแกรมอะไรเพิ่มมากนัก ไม่ต้องติดตั้ง หรือไม่ต้องลงอะไรเพิ่มเติมครับ
ผลที่ได้ เลยกลายเป็นอย่างที่เห็นครับว่า ผู้รับสื่อมีทางเลือกที่จะรับสื่อรูปแบบต่างๆ ได้มาก ได้หลายทาง มีรูปแบบที่เหมาะสม กับการใช้งาน รวมทั้งรูปแบบของสื่อนั้น มีความน่าสนใจ
อีกทั้งรูปแบบของ MV นั้น ช่วยกระตุ้น และตอกย้ำความแรงของกระแสให้มากขึ้นไปอีกครับ
จึงทำให้กลายเป็นการแพร่กระจายต่อไป กันอย่างต่อเนื่องครับ
เอาล่ะครับ หัวข้อนี้ดูจะสั้นๆ ไม่เยอะมากนักครับ เพราะหัวสมองเริ่มตีบตัน คิดอะไรไม่ออกครับ ส่วนตอนต่อไปนั้น ขอดูพรุ่งนี้ก่อนดีกว่าครับว่า ไหวหรือไม่ ถ้าไม่ไหว ขอพักวันนึงแล้วกันครับ เหอๆ
นอนดีกว่า ……….
เอาล่ะครับ พักเรื่องร้อนๆ เครียดๆ มาสบายๆ กับเรื่องของ [tag]social media marketing[/tag] กรณีศึกษาคือ ผีกาก้าครับ แม้ว่าวันนี้จะมี ป๋าแพนด้า ออกมาอีกนะครับ ไม่รู้ว่า เวอร์ชั่นต่อไปจะเป็น บล็อกบ้าๆ หรืออะไรอีกก็ไม่รู้นะครับ แต่ก็ถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจาก [tag]viral marketing[/tag] ครับ
สำหรับตอนที่แล้วก็ได้เื่อ่ยถึ่งกลุ่มที่รับสื่อไปแล้วนะครับ คราวนี้อะไรอีกล่ะ ที่ถือว่าเป็นปัจจัยกระตุ้น ซึ่งจะทำให้เกิด viral marketing ครับ
ปัจจัยที่ว่าก็คือ “เวลา” ครับ
เวลาหรือว่าจังหวะนั้นถือว่า เป็นจุดที่มีความสำคัญมากทีเดียวครับ เพราะว่าถ้าอยู่ๆ มันมีขึ้นมาโอกาสที่จะกลับมาหรือสร้างกระแสนั้นคงเป็นไปไม่ได้ครับครับ
ในกรณีของผีกาก้านี้เนี่ย มีจุดส่งเสริมมาจากจุดใดกันแน่ ???
หากลองมองย้อนกลับไปซักพักใหญ่ๆ เราอาจจะไม่รู้จักเพลงอย่างหมีแพนด้า ของวงไฮโรเลยครับ ซึ่งเพลงนี้มีมาเมื่อไหร่ผมเองก็ไม่ทราบได้ครับ แต่ที่แน่ๆ มันดังมาเพราะกระแสของกล้องกบ หรือ Camfrog นั่นล่ะครับ
ทำไมเพลงนี้ถึงดังใน camfrog ได้ ?? จริงๆแล้วผมเองได้เล่นมันก่อนที่จะดังเสียอีกตั้งแต่ช่วงที่หาไรเล่น ก็มีน้องคนนึงสะกิดเจ้า กล้องกบให้ดูครับ เออ ระบบมันน่าสนใจดี จึงลองเข้าไปเล่นดูครับ ซึ่งสุดท้ายก็เล่นอยู่ไ่ม่กี่อาทิตย์ก็เบื่อครับ
แต่หลังจากนั้นอีกประมาณสองเดือน กระแส Camfrog ก็มาครับ ซึ่งในห้องที่มีการโชว์ (แบบที่เค้าบอกว่าอนาจารๆ นั่นล่ะ) มันเปิดเพลงหมีแพนด้าครับ
ด้วยเนื้อหาที่ หากมองในมุมของความบันเทิงมันก็บันเทิง หากมองในมุมที่ล่อแหลม มันก็ล่อแหลมได้ใจครับ จึงเป็นเรื่องที่ถูกใจวัยรุ่นครับ
ปลุกให้กระแส หมีแพนด้าเกิดขึ้นมาพร้อมกับ Camfrog นั่นเองครับ บวกกับการประโคมข่าวของสื่อต่างๆ ทำให้ camfrog และหมีแพนด้าเป็นที่รู้จักในหมู่นั่งท่องเน็ตอย่างเลี่ยงไม่ได้ครับ
หลังจากนั้นกระแสของ ผีแดง แมนยูฯ ที่ไปเล่นโชว์ step แบบชนะท่วมท้น ทำให้บรรดาสาวกผีแดงออกมาป่าวประกาศ และมองข้ามแฟนทีมอื่นๆ ไปถึง step ที่เรียกว่ามีแต่แชมป์กับแชมป์ อะไรเทือกนั้น
แต่ผลในวันที่เจอ กับ กาก้า เข้าไป เลยทำให้แฟนหลายๆ ทีมต่างรู้สึกยิ้มเยาะไปถึงแฟนผีครับ กระแสนี้แรงมากมายพอที่จะทำให้ เพลงผีกาก้าที่ออกมาเป็นที่รู้จักครับ
จะเห็นว่า จังหวะที่เบิ้ลกันมาสองต่อครับคือ ต่อแรก เพลงหมีแพนด้า เป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่น นักท่องเน็ต ต่อที่สองคือ การที่มีแฟนบอลหลายทีม ออกอาการสะใจ กับ การโดนไปสามเม็ด ชนิดตีไข่ไม่แตกนั่นล่ะครับ
มันเลยกลายเป็นสองชิงที่ ทำให้ส่งเสริมกัน บวกกับกรณีของข้อที่ 1 ที่ได้กล่าวมาแล้วคือ กลุ่มเป้าใหม่ ใหญ่มาก
เรียกได้ว่า มาถูกจังหวะถูกเวลา นั่นล่ะ
เหอๆ
หรอย ไม๊!!!
เอาล่ะครับ วันนี้มาต่อกันเลยครับ กับกรณีศึกษาของ [tag]Social media marketing[/tag] : ผีกาก้า ภาคสองครับ สำหรับในตอนนี้ ก็คงมาถึงประเด็นหัวข้อแรกที่ทำให้เกิด [tag]Viral Marketing[/tag] ประเด็นแรกเลยครับคือ
1. [tag]กลุ่มเป้าหมาย[/tag] หรือ [tag]Target Group[/tag].
อันนี้ไม่ว่าการทำการตลาดอะไรก็แล้วแต่ ย่อมต้องมีกลุ่มเป้าหมายครับ ดังนั้น สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญครับ แต่การให้เกิด viral marketing จะต่างออกไปจากการทำการตลาดนิดหน่อยครับ ซึ่งอันนี้ต้องบอกก่อนครับว่า ผมเองไ่ม่ได้เรียนด้านนี้มาครับ เรียนในสาขาที่ไม่มีใครคิดครับว่า ผมจะมาทำงานตรงนี้ได้ (ทำ CEO แทบตกใจมาแล้วเหอๆ) แต่ก็สนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่บ้างครับ ถือว่ามาเรียนรู้ และจดบันทึกลงใน blog นี้ เหมือนกับที่เคยทำตอนศึกษาเรื่อง seo นั่นล่ะครับ ซึ่งถ้าผิดพลาดหรือมีความคิดเห็นอะไรก็เสนอแนะ หรือ ถามกันมาได้นะครับ
อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วครับว่า เพลงแปลงนั้นไม่ได้เป็นเพลงแรกที่ เกิดขึ้น ไม่ใช่เพลงที่คุณไอ้ซัง ทำเป็นครั้งแรก แต่ได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้วนับสิบเพลง ไม่ว่าจะวินนิ่งไหมสาดดด, ลิงพิเชด เป็นต้น
แต่ประเด็นอยู่ที่ กลุ่มคนที่รับสื่อนั้นน้อยมากๆ อย่างเพลงลิงพิเชด ที่เนื้อเรื่องเ่อ่ยถึงไอ้เชด หรือไอ้ถลอก ลิงประจำบอร์ดซังฯ นั่นล่ะ ที่มันโดนไอ้ปัด หลอกให้หลงอยู่เป็นเดือน เหอๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ดังนอกบอร์ดครับ เพราะอะไรน่ะหรือ
เพราะกลุ่มเป้าหมายที่รับสื่อแล้วเข้าใจนั้น คือกลุ่มคนในบอร์ดเสียส่วนใหญ่ ครับ คนข้างนอกไม่รู้ไม่เข้าใจ และสุดท้ายก็ไ่ม่สนใจ
ในขณะที่เพลงอย่าง วินนิ่งไหมสาดด ที่เกิดจากไอ้กี้ ก็มี feedback ค่อนข้างดีครับ เป็นที่รู้จักไปทั่วร้านเน็ต นั่นก็เพราะว่า กลุ่มของผู้รับสื่อ ถูกกระจายให้กลุ่มใหญ่ขึ้นมา คือ กลุ่มของคนที่เล่นเกมส์วินนิ่ง นั่นล่ะครับ
กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เรียกว่า คลุกคลี รู้จัก Internet อยู่แล้ว เล่นเกมส์อยู่แล้ว และเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เข้าใจถึงเนื้อเพลงที่สื่อ ออกไปได้ไม่ยาก
จากนั้นก็เริ่มมีการส่งต่อๆ กันไป จนกระทั่งถึงมือปั้ม ณ พันธุ์ทิพครับ เลยทำให้ต้องมีการแทรกชื่อเว็บซังกะบ๊วย และมาเฟียเรคคอร์ดลงไปครับ
มาถึงตอนนี้ ผีกา้ก้า มันคือเพลงแปลงที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักทั่วไปได้ เพราะกลุ่มที่รับสื่อนั้น มีกลุ่มขนาดใหญ่ครับ กลุ่มของคนชื่นชอบฟุตบอล ซึ่งในไทยเองบอกได้ว่า จำนวนมากมายครับที่รู้จัก และส่วนหนึ่งก็มีทีมในใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น หงส์แดง, ผีแดง, ปิศาจแดงดำ , ไอ้ปืนใหญ่ เป็นต้น ซึ่งมันก็มีอารมณ์ของคนที่เชียร์ทีมที่ตัวเองชอบ และแอบเย้ยทีมคู่แข่ง
ดังนั้นกลุ่มรับสื่อมันจึงใหญ่มากๆครับ ทำให้โอกาสที่ผู้รับสื่อจะเข้าใจในเรื่องนั้นๆ หรือเข้าใจสิ่งที่สื่อออกไปได้ไม่ยาก
และด้วยความเข้าใจสื่อนั้น จึงเกิดเริ่มต้นส่งต่อกันนั่นเองครับ คนที่ไ่ม่เคยรู้ก็เริ่มสนใจ ว่ามันคืออะไร น่าสนุกน่าสนใจดี หรือ กวนหมั่นใ้ส้ ไม่ชอบเป็นต้น
เห็นไหมครับว่า การเลือกกลุ่มนั้นก็สำคัญ การที่เราจะสร้างตลาดให้น่าสนใจ จึงควรเลือกกลุ่มที่จะรับสื่อด้วยว่า กลุ่มนั้นมีขนาดใหญ่มากน้อยเพียงใด และกลุ่มเป้าหมายมีโอกาสที่จะเข้าใจในสื่อที่ส่งออกไปนั้นมากน้อยเพียงใด
วันนี้ขอสั้นๆ เท่านี้แล้วกันครับ แล้วพรุ่งนี้มาต่อกับหัวข้อต่อไปครับ (ขอเวลาเว้นวรรคไว้คิดและพักผ่อน เหอๆ ไม่ไหวๆ) สำหรับหัวข้อต่างๆ ก็อาจจะไม่ต่างกับการทำการตลาดอื่นๆ มากนักครับ เรียกได้ว่า เหมือนไม่มีอะไรใหม่ๆเท่าไหร่นัก เอาไว้ในหัวข้ออื่นๆ ถ้ามีอะไรที่ต่างไปจะเน้นเพิ่มขึ้นมาครับ
ปล. อ่าน Blue Ocean Strategy จบไปรอบนึงแล้วคิดว่าพอเข้าใจในระดับที่แชร์คนอื่นได้แล้วไว้จะเอามาเล่าให้ฟังครับ (จบของผมอาจจะไม่เหมือนคนอื่นๆ นะครับ เพราะถ้าไ่่ม่เข้าใจ ผมก็ย้อนอ่านมันไปอยู่นั่นล่ะครับ หุหุ )