เมื่อวาน นึกว่าจะว่าง ดันไม่ว่างซะอย่างงั้นครับ เลยไม่ได้ทำอะไรมาก และไม่ได้ทำตัวของ [tag]Adwords[/tag] project ต่อครับ ซึ่งจริงๆแล้ว ในวันที่สองนั้น แรกเริ่มเดิมทีคงจะคิดว่า น่าจะเลือกสินค้าทำได้แล้ว แต่นั่นกลับไม่ง่ายเลยครับ เพราะพอเอาเข้าจริงๆ กลับไม่รู้จะขาย หรืออะไรดี อีกทั้งตัวของการทำโฆษณา ก็ยังไม่ได้คิดเลย
ดังนั้น คงต้องทำการศึกษากันยกใหญ่ครับ
คำถามแรกในหัวเลย จะขายอะไร??? ซึ่งดูแล้วถือเป็นคำถามที่ยากและมีสิ่งที่จะต้องคิดให้รอบด้านครับ โดยสิ่งที่ผมคิดไว้มีอยู่หลายๆส่วนด้วย ว่าสิ่งที่ขายนั้นจะเป็นอะไรดี
หลักจากที่ดูแล้ว สินค้า ทั้งใน [tag]cj.com[/tag] และ [tag]clickbank.com[/tag] นั้นจะมีหลากหลายมาก และบางอย่างไม่จำเป็นต้องขาย แค่นำเค้ามาสมัครกรอกๆ ก็ได้เงินแล้ว
แต่... ในกลุ่มของ pay per lead นั้นหากคิดว่าจะได้เงินง่ายๆ คงไม่ใช่ แน่นอนว่าคนที่คิดทำอย่างเราๆ คงจะมีเยอะ จากที่ลองทดสอบดู ไม่ว่าจะเป็นการนำคนมาสมัครเพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา จะมีคู่แข่งเยอะมาก เพราะในเมื่อเราคิดได้ คงคิดอย่างเราคงจะมีอีกมากมายบนโลกใบนี้ครับ
ดังนั้น เมื่อหากเราจะเลือกตัวของ pay per lead นั้นจะต้องคิดดีๆ ครับ ว่า ตัวของเว็บนั้นๆ น่าสนใจมากแค่ไหน มีจุดเด่นมากเท่าไหร่ จากนั้น ก็จดบันทึกเก็บข้อมูลไว้ก่อน อย่าเพิ่งตัดสินใจครับ
หันกลับมาดูสินค้าต่างๆ ที่จะได้ [tag]commission[/tag] จากการขายบ้าง แน่นอน รูปแบบของสินค้า ก็จะถูกแบ่งออกไป อีกครับ เช่น สินค้าที่เป็นชิ้น หรือเป็นสิ่งที่จับต้องได้ เช่น บ้าน รถ เครื่องคอมพิวเตอร์ สินค้าที่สัมผัสได้ แต่จับต้องไม่ได้ ก็น่าจะเป็นในกลุ่มของ travel เป็นต้น หรือสุดท้าย สินค้าในกลุ่มที่จับต้องไม่ได้เลย เช่น software ต่างๆ
ดังนั้น ลองมาดูจุดดีของสินค้าแต่ละกลุ่มคร่าวๆ กันครับ
1. ในกลุ่มที่จับต้องได้ จะมีจุดดีคือ คนซื้อจะรู้สึกจับต้องได้ ได้ของเป็นชิ้นไม่เลื่อนลอย แต่จุดเสียคือ จะต้องมีการ shipping หรือจัดส่ง หรือ ผู้ซื้อมักจะต้องคิดหน้าคิดหลังดีๆ ต้องการการไปดูสินค้าเช่น บ้าน หรือรถ ที่คงจะไม่แค่ดูภาพสินค้าอย่างเดียวแน่ๆ การจะนำสินค้าในกลุ่มนี้ไปขาย จึงควรเน้นที่เป็น local มากๆ เช่น รถใน รัฐฟลอริด้า ก็ต้องในฟลอริด้าอย่างเดียว หรือ ภายในประเทศ เป็นต้น ทำให้กลุ่มของผู้ซื้อ เล็กมากๆ ดังนั้น จึงต้องเลือกตลาดที่มีกำลังซื้อเยอะครับ และจะเป็นแนวทางในการลงโฆษณาด้วยนะครับ อย่าลืมจำไว้นะครับ
หรืออาจจะเป็นของชิ้นเล็กลงมาหน่อย เช่น พวกเสื้อผ้า หรือ อุปกรณ์แต่งรถ หรืออุปกรณ์อื่นๆ จุดนี้จะได้เปรียบตรงที่ว่า สามารถที่จะสั่งได้เยอะ แถมยังค่าจัดส่งน้อย ราคาไม่แพง คนกล้าที่จะซื้อ แต่ปัญหาคือ ค่าตอบแทนที่เราจะได้ ก็จะน้อยลงไป กว่าแบบแรกครับ เพราะสินค้ามีราคาไม่แพง ดังนั้น หากคิดๆ ไปแล้ว เนี่ย ถือว่า จะเป็นในลักษณะที่ กินน้อยๆ แต่กินนานๆ ครับ
2. กลุ่มที่จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ จริงๆแล้วผมก็ไม่รู้จะตั้งชื่อกลุ่มยังไงดีน่ะครับ เพราะซื้อมาแล้วเนี่ย มันไม่ได้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่คนซื้อ ยินดีที่จะซื้อเพื่อความพึงพอใจที่สัมผัสได้น่ะครับ เช่นพวก packet ท่องเที่ยว สมาชิกฟิตเนส หรืออย่างพวกประกันภัย ก็ขอจัดอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยนะครับ ดังนั้นเนี่ยปัญหาของกลุ่มนี้คงจะคล้ายๆ กับขั้นแรกในบางส่วนครับเช่น สมาชิกฟิตเนส ก็จะต้องเลือก local หน่อยครับ ส่วนพวก packet ท่องเที่ยวเนี่ยก็จะไม่ใช่ local เสียแล้วมันสามารถที่จะ world wide ได้ครับ
จุดดีของสินค้าในกลุ่มนี้คือ จะเป็นกลุ่มของคนที่มีกำลังซื้ออย่างแน่นอน เพราะว่าถ้าไม่มีกำลังซื้อคงไม่ว่างไปเที่ยว หรือไปนั่งเล่น fitness แน่ๆครับ ดังนั้นการขายน่าจะทำได้ดี และหลายตัวมีราคาสูง อีกทั้งไม่จำเป็นที่จะต้องจัดส่งอะไรมากนัก
แต่ข้อเสียนี่คือ กลุ่มคนที่จะซื้อน้อยลงไปครับ เพราะจำกัดด้วยกำลังซื้อนั่นเอง และคุณภาพความน่าเชื่อถือของสินค้านั่นเองครับ เพราะคนในกลุ่มที่จะซื้อน่าจะมีการคิดหน้าคิดหลังมากหน่อย ต้องการสินค้าที่คุณภาพ และราคาที่คุ้มกัน นั่นเอง
3. สินค้าในกลุ่มที่จับต้องไม่ได้เลย เช่น software ต่างๆ หรือ hosting หรือพวก domain name อะไรพวกนี้ครับ มันจับต้องไม่ได้เลย เสียไปลอยๆ แล้วก็ได้อะไรมาก็ไม่รู้
สินค้าในกลุ่มนี้มีจุดดีคือไม่เสียค่าจัดส่ง ขายที่ไหนก็ได้ และ world wide มากๆ ครับ แต่ข้อเสียของมันก็เยอะ เพราะด้วยความที่มันส่งไปไหนก็ได้ หรือเอาไปแจกใครก็ได้ อย่างเช่นที่เราเห็นๆ กันคือปัญหาของ software เถื่อนนั่นล่ะครับ รู้ๆ กันอยู่ ทำให้ต้องคิดหน้าคิดหลังมากหน่อย ว่าจะขายที่ไหนดี
ต่อมาคือ เนื่องจากสินค้าในกลุ่มนี้จะคล้ายๆกับใน ข้อ 2. บางส่วนครับ นั่นคือไม่จำเป็นต้องจัดส่งสินค้า ไม่เสียค่าจัดส่ง ดังนั้นพวกนี้จะให้ ผลตอบแทน สูงมากๆ ดังนั้นอัตราการแข่งขันสูงมากๆครับ แทบจะฆ่ากันตาย
ถ้าเปรียบเทียบก็เหมือน red ocean จากหนังสือ Blue ocean strategy อะไรนั่นล่ะมั้งครับ ผมยังไม่ได้อ่านนะครับ แค่ฟังๆ จำคำเขามา ใครมีจะส่งมาให้อ่านบ้างก็ได้ครับ ดูแล้วเป็นแนวคิด การวางแผนที่น่าสนใจดี เพราะปรกติที่ผมทำๆอยู่ก็แค่ SWOT analysis ธรรมดาเลยครับ ซึ่งทีแรกผมก็ไม่รู้หรอกไอ้ที่ผมคิดๆ เนี่ยมันคือ SWOT analysis ผมแค่คิดตามแนวคิดใน สามก๊ก นั่นล่ะครับ รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง
กลับมาเข้าเรื่องต่อครับ ดังนั้นในวันที่สองของการทำ project นี้นั้น ผมนั่งคิดและค้นหาสินค้าที่น่าจะขายได้ครับแต่ก็ยังงงๆ และมองๆ ผ่านๆ กวาดๆ ไว้คร่าวๆ ก่อนว่า จะมีอะไรบ้าง แต่ยังไม่ลงในรายละเอียดครับ เพราะว่า คงต้องเก็บข้อมูลไว้ก่อน
จากนั้น ในวันที่ สาม คือ วันนี้ล่ะครับ ก็นั่งๆ ดู นั่งๆ คิดๆ อ่า แล้วจะไปขายที่ไหน ดี เพราะถ้าเราเลือกสินค้าที่เป็น local ก็คงจะต้องเลือกประเทศด้วย แต่แน่นอนว่า การขายสินค้าหลักๆ นั้นจะตัดผ่านบัตรเครดิต จึงต้องมานั่งคิดต่อว่า ประเทศไหน ใช้เยอะ แน่นอนครับ ว่า คงไม่พ้นประเทศอย่าง USA แต่นั่นคงจะมีคู่แข่งกันเยอะมากๆ รองลงไปที่ไหนล่ะ ???
นั่นเองทำให้ต้องไปนั่งหาข้อมูลทาง สถิติ อ่านเพิ่มอีกนั่นล่ะครับ หลักๆ ที่หาๆ ใน google ก็ไปเจอเว็บ www.forrester.com กับ http://www.ecommerce-guide.com/ นี่ล่ะครับ ลองไปนั่งๆ อ่านๆ ดู ก็ยังงงๆ ว่านี่จะต้องมานั่งดูขนาดนี้เลยเหรอ แต่ก็นะ แนะนำให้อ่านเว็บหลังครับ ค่อนข้างจะมีข้อมูลเยอะทีเดียวครับ อ่านกันไม่ไหว แถมยังงงๆ อีกด้วยครับ ส่วนเว็บแรกเนี่ย มันเป็นเว็บขายข้อมูลเหมือนของ comscore ล่ะครับ ซึ่งถ้าอ่านเอาคร่าวๆ (คร่าว มากๆ ครับ) พอได้อยู่
ดังนั้น จึงต้องมานั่งหาตลาดใหม่ครับ เพราะ usa ใครๆ ก็มุ่งเป้าไปแข่งขันกับหัวโต มุ่งไปขุดเงินขุดทองกัน แล้วก็แข่งกันบ้าเลือดล่ะครับ ปัจจัยหลักๆ ที่ผมจะเลือกนะครับ
1. มีอัตราการใช้บัตรเครดิตสูง เมื่อคิดเป็น % นะครับ
2. มีอัตราการใช้บริการ online shopping สูง
ซึ่งถ้าจำไม่ผิดเนี่ย ผมเพิ่งอ่านข่าวในบ้านเราเนี่ยล่ะครับที่แปลข้อมูลมาจาก comscore นั่นละครับ คือ ประเทศอังกฤษ เนี่ยเป็นประเทศที่มีการซื้อสินค้าออนไลน์ สูงมากๆ รองลงมาก็ เยอรมัน แต่ไม่แน่ใจว่า ทำไม usa ถึงไม่อยู่ที่หนึ่งนะครับ แต่บางครั้งต้องดูเรื่อง ภาษาด้วยนะครับ เพราะอย่างผมเนี่ย ภาษาอังกฤษ ยังไม่กระดิกหู เท่าไหร่ จะให้ไปทำความรู้จักกับภาษาเยอรมันเนี่ย คงไม่ไหวละครับ
แต่อย่างไรก็ตาม ใครที่จะหันไปขุดเงินกันใน usa อย่างเดียวเนี่ย คงต้องพิจารณากันใหม่แล้วนะครับ
เห้อ เหนื่อย วันนี้ขอ เก็บข้อมูลเท่านี้ก่อนนะครับ แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้มาต่อดีกว่าครับ เห้อ เหนื่อยๆ