May 2007

เซ็งเป็ด!!! ปัญหาโลกแตกระหว่างคนบ้างานกะเรื่องของเวลา

วันนี้ ขอบ่นตามอารมณ์ ของคนที่บ้างานจนไม่สนใจเวลาหน่อยเถอะครับ (อาการน็อตหลุด) ไม่มีสาระใดๆ ครับไม่ต้องอ่านก็ได้ครับผม

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมมักจะบ้างาน ในระดับที่เรียกได้ว่า บ้าคลั่งเลยครับ สามารถนั่งทำงานข้ามวันข้ามคืนได้ โดยไม่สนใจโลกเลยล่ะครับ ซึ่งตั้งแต่ต้นปีนี้ หา นับเวลากันจริงๆแล้ว วันหยุดที่ผ่านมามีเวลาหยุดพักไม่กี่วัน โอก็ไม่ได้เบิก เพราะผมคิดว่า นั่นคือสิ่งที่ผมเรียกว่า การซื้อกันด้วยใจครับ

ถ้าคุณมีใจ ที่จะมาซื้อแล้วล่ะก็ สำหรับผม ไม่มีการปฏิเสธ ไม่มีการบอกว่าไม่ได้ แต่จะมีแต่คำว่าของลองลุยดูก่อน หรือไม่ก็เดี๋ยวจะทำให้

ถามว่าผมเข้าใจเรื่องของ HR ไหม !!

แน่นอนครับ ผมเข้าใจ ว่าอย่างไรเสียเรื่องของการทำงาน มันก็ต้องมีเวลาเข้างาน ออกงานเป็นเรื่องปรกติครับ แต่ถ้ามันซีเรียสขนาดเอาเป็นบรรทัดฐานวัดว่า คนหนึ่งคน เข้าสาย ไม่ทุ่มเทในการทำงาน หรือไม่มีประสิทธิภาพ หรือพูดง่ายๆ คือ เป็นคนที่ไม่อยู่ในสายตาแล้วล่ะก็ เอาครับไม่ว่ากัน

แต่ต่อไป ผมก็เคารพตามกฏ กติกา คือ เข้างานตรงเวลา เลิกงานตรงเวลา หลังจากนั้นเว็บตาย มีข่าวอะไร หรือว่ามีอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องงาน ผมเลิก!!!

เหมือนกับผมคิดเอาแต่ใจ แต่ถามว่าผมผิดไหม เพราะ internet มันอยู่ตลอด 24 ชั่วโมง และงานบนโลกอินเตอร์เน็ตมันก็ไม่มีวันหยุดเหมือนงานเอกสารนะครับ ถ้าคิดว่า การทำงานบน internet ในระบบ office คือ 8.30-17.30 แล้วล่ะก็

ผมว่า ปิดเว็บทำงานตามเวลาดีกว่าไหมครับ !!!

กลับมาเรื่องของเบิกโอที ถามว่าเบิกได้ไหม ได้ครับซึ่งมันก็เบิกได้ แต่ไอ้การเบิกโอทีกับไอ้การตัดสายลามาขาด ขอได้ไหมครับ ทำให้มันง่ายเหมือนๆกัน แล้วทำงานดึก ก็ไม่มี  แล้วจะให้ผมทำไปเพื่ออะไรครับ ผมเองไม่ได้เก่งจนใครต้องง้อ ไม่ได้มีราคาค่าจ้างมากกว่าคนอื่นๆ ที่ทำงานตามเวลา และงานเอกสารทั่วไป แต่ผมเชื่อว่า ผมมีความตั้งใจ ความทุ่มเท ให้กับงานมากพอกับคนอื่นๆ เช่นกัน ถ้าวัดค่าของคนคือ นาทีที่สาย-ลา แล้วล่ะก็ ต่อไปกรุณาวัดส่วนเกินให้ผมได้หรือไม่ครับ ว่าไอ้ที่ผมนั่งก้มหน้าก้มตา ตั้งแต่ เช้าถึงเที่ยงคืน ตีหนึ่งตีสอง เนี่ย มันเกินเวลาไปเท่าไหร่ มันพอที่จะเอามาบวกลบกันได้หรือไม่ครับ

 แล้วถ้าเรื่องนี้ผมผิด ก็ว่ากันไปตามผิดครับ พร้อมยอมรับว่า โลกของคนตั้งใจทำงานคือ คนที่มาทำงาน เลิกงานตรงเวลาไม่เคยสาย !!!   ต่อไปผมจะประพฤติตัวตามกฏครับเวลาของผมคือ 8.30- 17.30 หลังจากนั้นผมจะทำงานนอก ทำจ๊อบนอก ก็อย่าว่ากันแล้วกัน

สุดท้ายนี้ ขอโทษนะครับ แม่งเซ็งเหี้ยๆเลย 

Tags :

SEO and Webhosting part 3 : International Gateway Factor.

เอาล่ะครับ พักผ่อนไปสองสามวัน หลังจากมีปัญหาจิตตก ตบะแตกกันไป เริ่มกลับมาเป็นปรกติแล้วครับ เหอๆ กลับมาต่อกันดีกว่า ครับเกี่ยวกับการทำ [tag]SEO[/tag] กับเรื่องของ [tag]Hosting[/tag] ซึ่งตอนนี้ถือเป็นตอนที่สามแล้วนะครับ เพราะก่อนหน้านี้ก็ผ่านไปสองตอน แล้ว คือ SEO and Webhosting part 1 : Free hosting. และ SEO and Webhosting part 2 : Thai Hosting VS Inter Hosting.

คราวนี้กลับมาดูผลกระทบที่เกี่ยวกับ hosting แต่ไม่ได้อยู่ที่ hosting ครับ (งงไหมเนี่ย) ปัญหาที่ว่านี้ มันอยู่ที่เราเรียกว่า [tag]International Internet Gateway[/tag] ครับ แปลกันตรงตัวคือ ประตูสู่โลกอินเตอร์เน็ตกับประเทศอื่นๆ ครับ

ปัญหาตรงนี้ เรียกได้ว่า เป็นปัญหามานานนมแล้วครับ ไม่ใช่ว่าเกี่ยวกับ seo เพียงอย่างเดียวครับ แต่มันเกี่ยวข้องกับ ระบบ internet ของบ้านเราเลยล่ะครับ ถ้าคิดว่าไม่กลัวงง ลองดูรูปประกอบนะครับ

thai international internet gateway
คลิกดูภาพใหญ่ก้ได้นะครับ เพราะภาพเล็กมันดูไม่ค่อยรู้เรื่องหรอกครับ

ซึ่งจากภาพ หรือจากที่รู้ๆกันล่ะครับว่า International Internet Gateway หรือ IIG เนี่ยมันให้บริการโดย การสื่อสารแห่งประเทศไทย หรือ กสท. หรือ CAT (แล้วแต่จะเรียกก็แล้วกัน) ดังนั้นจึงเหมือนกับเป็นการผูกขาดอยู่กลายๆ แม้ว่าจะเพื่อเหตุผลของการจัดการ ดูแล และควบคุม การใช้งานให้มันอยู่ในกรอบ อยู่กับร่องกับรอยก็ตามครับ

แต่นี่เองครับ ที่ส่งผลต่อการทำ SEO เพราะอะไรน่ะหรือ???

เพราะหาลองดูผังแล้วจะเห็นว่า อย่างไรก็ตาม มันจะต้องไปติดคอขวดอยู่ที่ CAT อยู่ดีครับ ไอ้คอขวดขาออกน่ะ สำหรับ SEO ไม่เท่าไหร่ครับ แต่ได้ขาเข้านี่สิครับ ปัญหาใหญ่

เพราะ Bot ต่างๆ ล้วนแล้วแต่อยู่ในฝั่ง US เป็นหลัก แล้วมันจะหาทางวิ่งเข้าบ้านเราได้ยังไง ในเมื่อประตูบ้านมันเล็กนิดเดียว

จากการที่ผมย้าย host มาเช่าอยู่กับของต่างประเทศ ก็พบจุดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงครับ นั่นคือ ปริมาณของ [tag]bot[/tag] ที่วิ่งเข้าเว็บอย่างมากมาย ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยจะได้อัพเดทเท่าไหร่ ถ้าคิดแบบง่ายๆ ไม่มีสถิติตัวเลขแบบแม่นเป๊ะๆ นะครับ

ปริมาณของ Bot วิ่งเข้าเว็บเพิ่มขึ้นมากกว่า 100% ครับ สังเกตง่ายว่า แต่เดิม bot เว็บเข้าเว็บวันละ2-3 ครั้ง (อย่างมากสำหรับเว็บเล็กๆครับ) สำหรับ Major Search engine อย่าง Google ,Yahoo และ MSN เพิ่มขึ้นเป็นวันละ 4-5 ครั้งเป็นอย่างต่ำ และหลายครั้งที่พบเห็นว่ามาพร้อมกันมากกว่า 1 ตัวต่อครั้ง (เคยเจอ msn มาทีเดียว 5 ตัวครับ)

นี่ละ่ครับ ปัญหานี้ดูจะเป็นปัญหาใหญ่ โตมากๆครับที่เรียกได้ว่า โอกาสที่จะรอดไปคือ ย้ายออกไปอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะฝั่ง US ครับ ซึ่งนั่นมันก็จะ่ส่งปัญหาอีก ไม่ว่าจะเป็นการเข้าถึงเว็บของ user ได้ช้าลง, การอัพเดท หรือปรับปรุงข้อมูลเว็บกันช้าลง

แต่ถ้าจะเล่น seo กันจริงๆ แล้วก็ต้องลองครับว่า เอายังไงดี ล่ะครับ หุหุ แต่แนวโน้มที่การเพิ่ม IIG ก็มีครับไม่ใช่ว่า มืืดสนิท เพราะในตอนนี้ True เองก็ได้ใบอนุญาติแล้วครับ ดังนั้นเนี่ยก็ต้องรอดูครับว่า แนวโน้มจะเป็นอย่างไรต่อไปครับ

Tags :

งานสัมมนา Blogger Business

วันนี้ พอมีเวลาสลับสับเปลี่ยนเวรได้ เพราะเห็นดีๆ อย่าง งาน[tag]สัมมนา[/tag] [tag]Blogger[/tag] [tag]Business[/tag] ครับ ที่จัดโดยฝั่งของ Thaiventure.com ครับ ซึ่งงานฟรีๆ ผมไม่ค่อยพลาดอยู่แล้ว 555+

งานนี้ผมก็ได้ไปครับ เดินทางไปถึงประมาณ 13.30 น. นิดๆ ปรากฏว่า ห้องเต็มแล้ว เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียนบอกให้ผมไปที่ห้อง 702 ครับ ทีแรก ก็งงๆ อยู่ว่า เอ๊ะ ให้เรา ห้องนั้นทำไมหว่า !! โชคดี พี่ต๊ะ ก็เดินมาทักทายครับ เลยค่อยพอหายงงอยู่ แต่ก็ยังมีนิดๆ

เข้าห้องไป ก็กระจ่างแจ้งเลยครับ ว่า คนมันเยอะจนห้องเต็มต้องเพิ่มห้อง และห้องที่เหลือคือ ถ่ายทอดสด ผ่าน Projector ครับ 555+ ไม่เป็นไร ไ่ม่ใช่สาระสำคัญสำหรับผมครับ

ก็ทันที่ได้ฟัง น้องแชมป์ จาก exteen (ขอเรียกน้องแล้วกันครับ ในฐานะที่อายุผมมากกว่าแน่ๆ ครับ 555+ )มาเ่่อ่ยถึงความเป็นมาของบล็อก เว็บบล็อก ชอบนะไอ้ตัว presentation ครับมันสื่อถึงแนวคิด มุมมอง ที่ฉีกออกไปเข้าสู่ยุค Web 2.0 มันเห็นถึงความคิดว่า อืมม คนที่เป็นเจ้าของ blog provider เนี่ยความคิดไม่เป็นรองใครเลยครับ แต่ที่เห็นจะขาดๆไปนิดๆ ครับคือ ผมเองก็ไม่รู้ว่า น้องเค้าตื่นเวทีหรือไม่ (เป็นผมเองก็คงหัวใจเต้นตุ๊บๆแน่ๆ) ขาดในการอธิบายในรายละเอียดบางประการครับ เช่น นิยามของคำว่า Tag เพราะในกลุ่มคนเล่น blog อย่างเราๆ เข้าใจอย่างดี แต่คนที่ไปงานหลายๆ คนนั่งงงครับ ว่าไอ้ tag นี่มันคือไร ป้ายราคาสินค้าหรือเปล่า ครับ ซึ่งถือว่าไ่ม่ได้ดูเสียหายไรนักครับ

หลังจากนั้น ก็ต่อเนื่องด้วยคุณ เก่ง แห่ง keng.com ที่งานนี้ ไม่ผิดหวังครับ แม้ว่ามันเป็็นเรื่องที่ blogger หลายคน แม้แต่ผมเองที่พอรู้อยู่บ้างแล้ว ยังสนใจฟังอย่างเต็มที่ครับ เรียกได้ว่า หากให้คะแนนก็เอาไปเต็มครับ สมแล้วครับที่เป็นแนวหน้าของ Blogger ในไทยล่ะครับ

พักเบรคกาแฟ เค้าคุยไรกันข้างนอกผมไ่ม่รุ้ครับ ขอซัดของรองท้องที่เครียมไปก่อนขึ้นไปแล้ว แต่ยังไม่ได้กิน ในห้องนั่นล่ะครับ (ไม่รุ้เค้าห้ามรึเปล่า แต่ก็ขออนุญาติเจ้าที่ล่ะค้าบบบ) ระหว่างนั้น วงสมาชิก SEM.in.th ก็เริ่มเสียงดังครับ (ทั้งๆที่มีไม่กี่คนครับ)

กลับมางานนี้ ใน section ของการเริ่มต้น blog กับ blogspot งานนี้บอกได้เลยครับว่า เห็นหลายท่านในห้อง นั่งงงๆ กันเยอะมากๆเลย ดังนั้นของด comment ในส่วนนี้แล้วกันครับ

สุดท้ายก็นั่ง BTS กลับบ้านครับ เหอๆ เหนื่อยๆๆๆๆ (ตรงไหนวะเนี่ย)

Tags :

Social Media Marketing: ผีกาก้า Viral marketing แบบไทย ตอน 1

วันนี้ขอเปิดเป็นหัวข้อในหมวดใหม่แล้วกันครับ กับ [tag]social media marketing[/tag] ซึ่งจริงๆแล้วผมเองก็ ติดตามอ่านมานานระยะหนึ่งแล้วครับ ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้ มันอยู่ในช่วงที่มี Case เห็นชัดๆ ครับ และถือว่าแรงมากๆ ครับ

ที่มาก็ไม่มีอะไรครับ พอดีวันนี้ไปธุระมา ระหว่างนั่งว่างๆ หยิบหนังสือพิมพ์ข่าวสดมาอ่าน มองผ่านไปผ่านมา อ้าววว ไอ้ซังนี่หว่า มันโดนข้อหาพรากผู้เยาว์รึเปล่าเนี่ย ขึ้นหน้าหนึ่ง อ่านตัวหนังสือ อ่อไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องอื่น

นั่นคือ เพลงผีกาก้า ของ(ไอ้)ซัง จริงๆ แล้วก็รู้จักกันมานานแล้วเหมือนกันครับ ในบอร์ดซังกะบ๊วย ซึ่งตั้งแต่ยุคแรกก่อนที่จะมาเป็นบอร์ดซังฯ ก็ไปกวนฝ่าเท้ากันอยู่ในบอร์ดใต้ดินเถื่อนๆ คือ บอร์ดหลุดโลก แต่บอร์ดนั้นผมเองก็ไม่ค่อยได้เล่นเท่าไหร่ แค่ไปอ่านๆ เรื่องแนวๆ หลุดกรอบ หลุดขอบโลกบ้างนั่นล่ะครับ จากนั้นไอ้บอร์ดซังฯ ก็แตกมา โดยไปอยู่กับของ Teenee.com ครับ สมัยนั้นเป็นลิ้งค์แอบๆ อยู่ด้านล่างๆ ของ teenee.com ซึ่งในบอร์ดนี้เองที่ผมเล่นอยู่นานเลยครับ หุหุ

ในบอร์ดก็เป็นอะไรเหมือนเป็นที่ปลดปล่อยความเครียด กันแบบหลุดขอบเหมือนกันครับ เหอๆ (ไม่รู้เล่นผมได้ไง อิอิ)

กลับมาเรื่องของ Viral marketing ต่อนะครับ จริงๆแล้ว viral marketing มันคือ ลักษณะ[tag]การตลาด[/tag]โดยมีลักษณะของการแพร่กระจายแบบไวรัสครับ คือ จาก 1 เป็น 2  จาก2 เป็น 4 จาก4 เป็น 8 ทวีคูณไปเรื่อยๆ นั่นเองครับ

ในกรณีของ เพลง[tag]ผีกาก้า[/tag]นั้น เป็นกรณีที่เห็นชัดครับว่า มีการกระจายจาก 1 เป็น 10 และจาก 10 ไปเป็นพัน เป็นหมื่นครับ จนเป็นที่รู้จักกันไปทั่วเลย จนกระทั่งไปออกทีวีล่ะครับ

จริงๆแล้ว case คล้ายกันเคยเกิดกับไอ้ซังมาแล้วหนนึง กับเพลงอย่าง วินนิ่งไหมสาดดด ที่เรียกได้ว่าดังกันขนาดแผ่นผีพันทิพย์เอาไปขายกันล่ะครับ แถมขายพร้อมเพลงอื่นๆ อีก ซึ่งเพลงเหล่านั้นก็มีที่มาจากเหล่าดาราประจำบอร์ดซังฯ ทั้งน้านนน 555+

นึกถึงไอ้กี้ ตัวต้นเหตุของเพลงวินนิ่งไหมสาดด นั่นล่ะ ยังนึกหน้าวันที่เกิดเหตุ ที่มันเดินเหงื่อตก ตรงข้ามกับมาตรมาเฟีย เดินยิ้มมาก่อนเลย 5555+

กลับมาต่อครับ เคสนี้คงไม่ต้องบอกอะไรมากเลยครับว่ามันเป็นการทำการตลาดที่ประสบความสำเร็จ อย่างมาก ส่งออกไปทั้ง สื่ออินเตอร์เน็ต หนังสือพิมพ์ ยาวเลยไปถึงทีวีล่ะครับ เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จอย่างมากมาย โดยใช้ค่าทำโฆษณาคือ 0 บาท ลงแรกแค่ไม่กี่ชั่วโมงล่ะครับ

ซึ่งในช่วงแรกที่มันทำเพลงแปลง ก็ยังไม่ดังขนาดนี้ แต่คราวนี้ ดังเอามากๆเลยเห็นว่า อ่า นี่ล่ะ viral marketing ที่ถือเป็น Case study อย่างดีครับ เพราะมีตัวอย่างให้เห็น เลยคิดว่าจะเอามาเขียนให้อ่านกันครับ ซึ่งตอนนี้ถือเป็น การเกริ่นนำก่อนแล้วกันครับ ตอนหน้าจะมาบอกกันที่ละข้อว่า อะไรบ้างที่จะทำให้เกิด [tag]viral marketing[/tag]

ปล. บอร์ดซังฯ ถ้าคิดจะไปเล่น ทำใจนิดนึง ฝึกตบะให้แข็งนะครับ ไม่งั้นจิตแตกครับ หุหุ อ่อ อย่าโชว์แหนมนะครับ 

Social Media Marketing: ผีกาก้า Viral marketing แบบไทย ตอน 2

เอาล่ะครับ วันนี้มาต่อกันเลยครับ กับกรณีศึกษาของ [tag]Social media marketing[/tag] : ผีกาก้า ภาคสองครับ สำหรับในตอนนี้ ก็คงมาถึงประเด็นหัวข้อแรกที่ทำให้เกิด [tag]Viral Marketing[/tag] ประเด็นแรกเลยครับคือ

1. [tag]กลุ่มเป้าหมาย[/tag] หรือ [tag]Target Group[/tag].

อันนี้ไม่ว่าการทำการตลาดอะไรก็แล้วแต่ ย่อมต้องมีกลุ่มเป้าหมายครับ ดังนั้น สิ่งนี้ถือเป็นสิ่งสำคัญครับ แต่การให้เกิด viral marketing จะต่างออกไปจากการทำการตลาดนิดหน่อยครับ ซึ่งอันนี้ต้องบอกก่อนครับว่า ผมเองไ่ม่ได้เรียนด้านนี้มาครับ เรียนในสาขาที่ไม่มีใครคิดครับว่า ผมจะมาทำงานตรงนี้ได้ (ทำ CEO แทบตกใจมาแล้วเหอๆ) แต่ก็สนใจเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่บ้างครับ ถือว่ามาเรียนรู้ และจดบันทึกลงใน blog นี้ เหมือนกับที่เคยทำตอนศึกษาเรื่อง seo นั่นล่ะครับ ซึ่งถ้าผิดพลาดหรือมีความคิดเห็นอะไรก็เสนอแนะ หรือ ถามกันมาได้นะครับ

อย่างที่ได้กล่าวไปในตอนที่แล้วครับว่า เพลงแปลงนั้นไม่ได้เป็นเพลงแรกที่ เกิดขึ้น ไม่ใช่เพลงที่คุณไอ้ซัง ทำเป็นครั้งแรก แต่ได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้วนับสิบเพลง ไม่ว่าจะวินนิ่งไหมสาดดด, ลิงพิเชด เป็นต้น

แต่ประเด็นอยู่ที่ กลุ่มคนที่รับสื่อนั้นน้อยมากๆ อย่างเพลงลิงพิเชด ที่เนื้อเรื่องเ่อ่ยถึงไอ้เชด หรือไอ้ถลอก ลิงประจำบอร์ดซังฯ นั่นล่ะ ที่มันโดนไอ้ปัด หลอกให้หลงอยู่เป็นเดือน เหอๆ แต่นั่นก็ไม่ได้ดังนอกบอร์ดครับ เพราะอะไรน่ะหรือ

เพราะกลุ่มเป้าหมายที่รับสื่อแล้วเข้าใจนั้น คือกลุ่มคนในบอร์ดเสียส่วนใหญ่ ครับ คนข้างนอกไม่รู้ไม่เข้าใจ และสุดท้ายก็ไ่ม่สนใจ

ในขณะที่เพลงอย่าง วินนิ่งไหมสาดด ที่เกิดจากไอ้กี้ ก็มี feedback ค่อนข้างดีครับ เป็นที่รู้จักไปทั่วร้านเน็ต นั่นก็เพราะว่า กลุ่มของผู้รับสื่อ ถูกกระจายให้กลุ่มใหญ่ขึ้นมา คือ กลุ่มของคนที่เล่นเกมส์วินนิ่ง นั่นล่ะครับ

กลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่เรียกว่า คลุกคลี รู้จัก Internet อยู่แล้ว เล่นเกมส์อยู่แล้ว และเป็นกลุ่มวัยรุ่นที่เข้าใจถึงเนื้อเพลงที่สื่อ ออกไปได้ไม่ยาก

จากนั้นก็เริ่มมีการส่งต่อๆ กันไป จนกระทั่งถึงมือปั้ม ณ พันธุ์ทิพครับ เลยทำให้ต้องมีการแทรกชื่อเว็บซังกะบ๊วย และมาเฟียเรคคอร์ดลงไปครับ

มาถึงตอนนี้ ผีกา้ก้า มันคือเพลงแปลงที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รู้จักทั่วไปได้ เพราะกลุ่มที่รับสื่อนั้น มีกลุ่มขนาดใหญ่ครับ กลุ่มของคนชื่นชอบฟุตบอล ซึ่งในไทยเองบอกได้ว่า จำนวนมากมายครับที่รู้จัก และส่วนหนึ่งก็มีทีมในใจอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น หงส์แดง, ผีแดง, ปิศาจแดงดำ , ไอ้ปืนใหญ่ เป็นต้น ซึ่งมันก็มีอารมณ์ของคนที่เชียร์ทีมที่ตัวเองชอบ และแอบเย้ยทีมคู่แข่ง

ดังนั้นกลุ่มรับสื่อมันจึงใหญ่มากๆครับ ทำให้โอกาสที่ผู้รับสื่อจะเข้าใจในเรื่องนั้นๆ หรือเข้าใจสิ่งที่สื่อออกไปได้ไม่ยาก

และด้วยความเข้าใจสื่อนั้น จึงเกิดเริ่มต้นส่งต่อกันนั่นเองครับ คนที่ไ่ม่เคยรู้ก็เริ่มสนใจ ว่ามันคืออะไร น่าสนุกน่าสนใจดี หรือ กวนหมั่นใ้ส้ ไม่ชอบเป็นต้น

เห็นไหมครับว่า การเลือกกลุ่มนั้นก็สำคัญ การที่เราจะสร้างตลาดให้น่าสนใจ จึงควรเลือกกลุ่มที่จะรับสื่อด้วยว่า กลุ่มนั้นมีขนาดใหญ่มากน้อยเพียงใด และกลุ่มเป้าหมายมีโอกาสที่จะเข้าใจในสื่อที่ส่งออกไปนั้นมากน้อยเพียงใด

วันนี้ขอสั้นๆ เท่านี้แล้วกันครับ แล้วพรุ่งนี้มาต่อกับหัวข้อต่อไปครับ (ขอเวลาเว้นวรรคไว้คิดและพักผ่อน เหอๆ ไม่ไหวๆ) สำหรับหัวข้อต่างๆ ก็อาจจะไม่ต่างกับการทำการตลาดอื่นๆ มากนักครับ เรียกได้ว่า เหมือนไม่มีอะไรใหม่ๆเท่าไหร่นัก เอาไว้ในหัวข้ออื่นๆ ถ้ามีอะไรที่ต่างไปจะเน้นเพิ่มขึ้นมาครับ

ปล. อ่าน Blue Ocean Strategy จบไปรอบนึงแล้วคิดว่าพอเข้าใจในระดับที่แชร์คนอื่นได้แล้วไว้จะเอามาเล่าให้ฟังครับ (จบของผมอาจจะไม่เหมือนคนอื่นๆ นะครับ เพราะถ้าไ่่ม่เข้าใจ ผมก็ย้อนอ่านมันไปอยู่นั่นล่ะครับ หุหุ )

สืบเนื่องจาก กรณี เมื่อ MThai ลอกบทความจากบล็อก Vinegar Girl ของคุณเก่ง

วันนี้ขอแวะมาเร่งด่วนหน่อยครับ เนื่องจาก เมื่อ MThai ลอกบทความจากบล็อก Vinegar Girl ซึ่งผมเพิ่งจะเข้าไปเจอครับ สำหรับในวันนี้ พอดีแวะเข้าไป เป็นเรื่องเลย (จริงๆ คุณเก่ง โพสต์ไว้ตั้งแต่เมื่อวาน แต่ผมไม่ได้เข้าไปดู) และตามมาด้วย นี่หรือวิธีแก้ไขปัญหาของ Mthai

สำหรับกรณีนี้ ผมบอกได้เลยว่า แย่ และผมรับไม่ได้อย่างยิ่ง ทันทีที่เห็นก็ได้แจ้งไปยังผู้เกี่ยวข้องทันทีครับ เพราะรับไม่ได้

ผมเองเป็นคนนึงที่เขียนบล็อกด้วยตัวเอง แชร์ประสบการณ์ ความรู้ ต่างๆ ให้ฟรี ไม่คิดเงิน ไม่คิดเงิน (อย่าหวังว่าแค่ adsense, adbrite จะทำให้รวยได้) แต่ก็โดนเหมือนกันครับ ที่มีคน copy ไปใช้งานไม่อ้างอิง ไม่บอกไม่กล่าว

ซึ่งการไม่บอกไม่กล่าวนั้นผมไม่ว่าด้วยซ้ำ แค่ลง credit ให้ แค่นั้นพอ และเชื่อว่า การลงเครดิตให้ มันไม่ทำให้ใครดิ้นตายคาทีตรงนั้นหรอกครับ

ดังนั้น งานนี้ ขอวิ่งติดต่อให้เต็มที่ครับ

ส่วนถ้าคุณเก่ง แวะเข้ามา หรือเห็นจาก trackback ยังไง รบกวน เช็คเมล์ webmaster ของ keng.com หน่อยนะครับ หรือไม่อย่างไร แจ้งเส้นทางติดต่อกันหน่อยครับ เด๋วผมจะให้ทางผู้เกี่ยวข้อง ติดต่อไป หรือติดต่อมาทางเมล์ webmaster(at)eblogbiz. com หน่อยก็ได้ครับหรือ mormmam(at)gmail ครับผม

ปล. สองบรรทัดล่าง ใครอ่านคำไม่สุภาพไม่ได้อย่าคลิกนะครับ ขอด่าหน่อย

แค่ลง credit ให้เจ้าของ content เนี่ย แม่งจะตายห่าหรือไงวะ ถามหน่อยเหอะ แม่งคนเขียนบล็อกไม่ได้เงิน เขียนให้อ่านฟรี ก้อบไปไม่ว่า แต่ห่าเอ้ย ให้เครดิตกันมั่งเหอะ เหี้ย!!! เอ้ยย

ห่า กิน!!!!

Tags :

กรณีการ copy content

วันนี้ขอพักเรื่องของ social media marketing ไว้ก่อนครับ ขอมาเรื่องที่ได้กล่าวไปแล้วในส่วนของการ copy content ก่อนครับ ซึ่งถือว่าสืบเนื่องจากกรณีที่เกิดขึ้นระหว่าง women.mthai.com กับทางส่วนของ Vinegar Girl ครับ

กรณีนี้ จริงๆแล้ว ที่ผมวิ่ง ติดต่อให้กับคุณเก่งเองนั้น ก็เพราะว่าพอรู้จัก เห็นหน้าอยู่บ้างครับว่าใครเป็นใคร ซึ่งก็เลยทำให้เท่าที่จะทำได้ เท่านั้นเองครับ

แต่ในกรณีนี้ มันเหมือนกับการแก้ปัญหาครับ หากมองว่า การที่ผมไปเดินร้องแร่แห่กระเชิงอะไร ก็ตามเป็นการ action ที่จะทำผิดหรือไล่จับผิดให้เกิดการเอาเป็นเอาตายก็คงไม่ใช่ครับ แต่เป็นการช่วยในฐานะที่ผมเอง ก็บอกว่า ผมคือ blogger คนนึง ที่เคยโดนใน Case แบบนี้

นั่งเขียนนั่งพิมพ์แทบตาย ลงทุนเปิดเว็บทดลองทำ seo บ้าง ลองทำ adwords บ้าง แต่เอามาเขียนแชร์ักันฟรีๆ กลับถูก copy ไป

ซึ่งแน่นอนครับว่า การ copy กันบนเว็บมันคือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว มันคือสิ่งที่เกิดเป็นปรกติก็ว่าได้ครับ แต่มันคือ มารยาท หรือจรรยาบรรณ หรือเรียกว่า จิตสำนึก ก็ว่าได้ครับ ว่า ของสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา เราก็ควรบอกว่า เอามาจากใคร เมล์แจ้งได้ก็ดี ไม่ได้ ก็แค่บอกว่า อันนี้ เอามาจากที่นี่นะ

มันก็แค่ text สั้นๆ บรรทัดเดียวเท่านั้นครับ แต่ทำไม ทำไม่ได้ หรือไม่ตั้งใจจะทำครับ

และในเมื่อปัญหามันเกิด ก็มาแก้ปัญหาแค่เหมือนพอไปที แล้วบอกว่า อืมม ชั้นก้อบไปแค่นี้ ชั้นก็ลงแค่นี้ หรือ ชั้นไม่ได้ก้อบคนเดียวนี่ คนอื่นๆ ก็ก้อบกัน

มันไม่ต่างอะไรจาก การเห็นช้างขี้แล้วขี้ตามช้างครับ

สิ่งที่ถูกต้อง ก็ควรทำให้ถูกต้อง และผมเชื่อว่า blogger ส่วนใหญ่ไม่ใจไม้ใส้ระกำ ไม่หวงหรอกครับที่จะเผยแพร่เนื้อหาของตัวเอง

แต่คนเอาไป กลับกลัวว่า คนอ่านจะรู้ที่มาว่าเอามาจากไหน ??? ถูกไหมครับ สิ่งที่ทำไป

ไม่รู้นะครับ สำหรับกรณีนี้ ผมเองยังรู้สึกว่า action ที่ปรากฏครั้งแรกนั้น เห็นด้วยครับกับที่คุณเก่งเอ่ยไว้ มันเหมือนกับการทำพอไปทีนึง

action ต่อมาเหมือนกับ การทำแก้ไขพอให้ถูไถไปได้

แต่ทำไงล่ะครับ ในเมื่อผมเองก็ไม่มีสิทธิ ไม่มีเสียง ไม่มีส่วนร่วมที่จะไปเสนออะไรเท่าไหร่ อีกทั้งคิดไม่ออกเหมือนกันครับว่า จะทำไงดี (ขี้เกียจคิดเหมือนกันครับ งานตัวเองยังจะเอาไม่รอด)

คงได้แต่บ่นๆ ถึงกรณีนี้ ที่เหมือนผู้ใหญ่รังแกเด็กล่ะครับ

ส่วนผู้เกี่ยวข้อง ก็คงได้บทเรียนไปล่ะครับว่า การทำอะไร ก็ตามถ้าคิดว่าไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเห็นสนใจ และไม่สนใจใคร นั่นล่ะ สิ่งที่คุณคิดผิด แล้วจะนำไปคิดปรับปรุงตัว หรือ เอาไปคิดว่า ผมเป็นคนสร้างปัญหาให้คนอื่นๆ ก็ตามใจครับ ไม่ว่าอะไรกัน เหอๆ ไม่รู้นะครับว่า มือใหม่แค่นั้นหรือว่า ไม่ฟังใคร ไม่สนใจใครกันแน่

ผมมันก็คนตรงๆ แบบนี้ล่ะ ไม่มีลูกเล่น ไม่มีตุกติกอะไรกับใคร เล่นกันตรงๆ นี่ล่ะครับ

เห้อออ เซ็งเป็ด อีกวันนึงล่ะ

ปล. พรุ่งนี้ มาแน่ครับกับเรื่องของ Social Media Marketing ครับ วันนี้ก็จิตตก ตบะแตกยังไงไม่รู้ เหอๆ

Tags :

ปิดท้ายเรื่องการ Copy Content ครับ

ถือว่า ส่งท้ายแล้วกันครับ เพราะว่า วันนี้ ผมเองได้รับเมล์จากท่านนึง เกี่ยวกับเรื่องการ Copy Content ครับ ซึ่งถือว่าแจ้งมาคร่าวๆ ครับ เห็นผมบ่นไปสองกรณีที่ผ่านมาครับ

ซึ่งทางท่านนั้นก็ได้ทำการนำ content ผมไปใช้ และลง credit ให้นิดนึง ซึ่งก็พอเห็นผมบ่นในเคสของ Mthai กับทาง Vinegar Girl  ไปสอง entry ครับ เลยกลัวว่า เด๋วผมจะไปเจอแล้วเอาไปเล่นงานเป็นเรื่องราวอีก

ครับสำหรับการ copy content ที่เป็นอยู่ ซึ่งผมเองก็ยอมรับความจริงในขั้นหนึ่งว่า การแปะ หรือเขียนอะไรไว้บนโลก cyber นั้น ผมเองยอมรับความจริงๆ แล้วว่า ไม่มีทางที่จะรักษาไว้ไม่ให้ใครเอาไปได้ครับ ดังนั้น ผมก็ขอแค่ว่า อืมม ไหนๆ เอาไปแล้ว ลงเครดิตให้ผม หรือว่า ลงบอกว่า เอามาจากเว็บผมนี่ล่ะครับ จะลิ้งค์ไม่ลิ้งค์ ไม่ว่ากันครับ ส่วนจะเมล์มาแจ้งหรือขอโทษอะไรนั้น ก็ ok ไม่ซีเรียสกันขนาดเอาเป็นเอาตายครับ (แต่ถ้าใครเอาไปไม่ลงเครดิตให้ ผมก็โวยวายเหมือนเดิมล่ะเหอๆ )

ก็สรุปนะครับ ท่านที่ก้อบผมไปก่อนหน้านี้ ลง credit แล้ว ก็ OK ครับ จะลิ้งค์ไม่ลิ้งค์ ไม่ว่ากัน ไม่ซีเรียส ท่านที่เมล์มาขอโทษขอโพยก็ok ครับ ถือว่าช่วยๆ กันไป

ดังนั้น สำหรับในกรณีเหล่านี้ ผมก็ขอจบ นะครับ คิดว่า น่าจะเข้าใจกันแล้วใน หลายส่วน ซึ่งหากท่านใดมีข้อสงสัยหรือว่า มีอะไรเพิ่มเติมก็ยังมาแจ้งๆ กันไว้ได้นะครับ

สำหรับท่านที่ มีคำถาม จะส่งเมล์มาถามที่ webmaster(at)eblogbiz ก็ได้ครับ หรือว่า ผ่านทาง forum ก็ได้ครับ ตามสะดวกเลยครับ

 จบและ แค่นี้ล่ะครับ เย็นๆ มาใหม่ กับ Social Media Marketing แน่นอนครับ เหอๆ
(เห็นใจคนรออ่านเรื่องนี้เหมือนกันครับ)

Tags :

Social Media Marketing: ผีกาก้า Viral marketing แบบไทย ตอน 3

เอาล่ะครับ พักเรื่องร้อนๆ เครียดๆ มาสบายๆ กับเรื่องของ [tag]social media marketing[/tag] กรณีศึกษาคือ ผีกาก้าครับ แม้ว่าวันนี้จะมี ป๋าแพนด้า ออกมาอีกนะครับ ไม่รู้ว่า เวอร์ชั่นต่อไปจะเป็น บล็อกบ้าๆ หรืออะไรอีกก็ไม่รู้นะครับ แต่ก็ถือว่ามันเป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจาก [tag]viral marketing[/tag] ครับ

สำหรับตอนที่แล้วก็ได้เื่อ่ยถึ่งกลุ่มที่รับสื่อไปแล้วนะครับ คราวนี้อะไรอีกล่ะ ที่ถือว่าเป็นปัจจัยกระตุ้น ซึ่งจะทำให้เกิด viral marketing ครับ

ปัจจัยที่ว่าก็คือ "เวลา" ครับ

เวลาหรือว่าจังหวะนั้นถือว่า เป็นจุดที่มีความสำคัญมากทีเดียวครับ เพราะว่าถ้าอยู่ๆ มันมีขึ้นมาโอกาสที่จะกลับมาหรือสร้างกระแสนั้นคงเป็นไปไม่ได้ครับครับ

ในกรณีของผีกาก้านี้เนี่ย มีจุดส่งเสริมมาจากจุดใดกันแน่ ???

หากลองมองย้อนกลับไปซักพักใหญ่ๆ เราอาจจะไม่รู้จักเพลงอย่างหมีแพนด้า ของวงไฮโรเลยครับ ซึ่งเพลงนี้มีมาเมื่อไหร่ผมเองก็ไม่ทราบได้ครับ แต่ที่แน่ๆ มันดังมาเพราะกระแสของกล้องกบ หรือ Camfrog นั่นล่ะครับ

ทำไมเพลงนี้ถึงดังใน camfrog ได้ ?? จริงๆแล้วผมเองได้เล่นมันก่อนที่จะดังเสียอีกตั้งแต่ช่วงที่หาไรเล่น ก็มีน้องคนนึงสะกิดเจ้า กล้องกบให้ดูครับ เออ ระบบมันน่าสนใจดี จึงลองเข้าไปเล่นดูครับ ซึ่งสุดท้ายก็เล่นอยู่ไ่ม่กี่อาทิตย์ก็เบื่อครับ

แต่หลังจากนั้นอีกประมาณสองเดือน กระแส Camfrog ก็มาครับ ซึ่งในห้องที่มีการโชว์ (แบบที่เค้าบอกว่าอนาจารๆ นั่นล่ะ) มันเปิดเพลงหมีแพนด้าครับ

ด้วยเนื้อหาที่ หากมองในมุมของความบันเทิงมันก็บันเทิง หากมองในมุมที่ล่อแหลม มันก็ล่อแหลมได้ใจครับ จึงเป็นเรื่องที่ถูกใจวัยรุ่นครับ

ปลุกให้กระแส หมีแพนด้าเกิดขึ้นมาพร้อมกับ Camfrog นั่นเองครับ บวกกับการประโคมข่าวของสื่อต่างๆ ทำให้ camfrog และหมีแพนด้าเป็นที่รู้จักในหมู่นั่งท่องเน็ตอย่างเลี่ยงไม่ได้ครับ

หลังจากนั้นกระแสของ ผีแดง แมนยูฯ ที่ไปเล่นโชว์ step แบบชนะท่วมท้น ทำให้บรรดาสาวกผีแดงออกมาป่าวประกาศ และมองข้ามแฟนทีมอื่นๆ ไปถึง step ที่เรียกว่ามีแต่แชมป์กับแชมป์ อะไรเทือกนั้น

แต่ผลในวันที่เจอ กับ กาก้า เข้าไป เลยทำให้แฟนหลายๆ ทีมต่างรู้สึกยิ้มเยาะไปถึงแฟนผีครับ กระแสนี้แรงมากมายพอที่จะทำให้ เพลงผีกาก้าที่ออกมาเป็นที่รู้จักครับ

จะเห็นว่า จังหวะที่เบิ้ลกันมาสองต่อครับคือ ต่อแรก เพลงหมีแพนด้า เป็นที่รู้จักในหมู่วัยรุ่น นักท่องเน็ต ต่อที่สองคือ การที่มีแฟนบอลหลายทีม ออกอาการสะใจ กับ การโดนไปสามเม็ด ชนิดตีไข่ไม่แตกนั่นล่ะครับ

มันเลยกลายเป็นสองชิงที่ ทำให้ส่งเสริมกัน บวกกับกรณีของข้อที่ 1 ที่ได้กล่าวมาแล้วคือ กลุ่มเป้าใหม่ ใหญ่มาก

เรียกได้ว่า มาถูกจังหวะถูกเวลา นั่นล่ะ

เหอๆ

หรอย ไม๊!!!

Social Media Marketing: ผีกาก้า Viral marketing แบบไทย ตอน 4

อ่า มาต่อเนื่องกันไปครับ คิดว่าสำหรับในหัวข้อนี้ คงอีกหลายตอนครับ เพราะผมเองเรียกว่าคิดหัวข้อได้ก็จำๆ ไว้ในหัว แล้วก็มานั่งพิมพ์ทุกวันครับ เรียกว่า ไม่มี note ไม่มีสคริปต์ล่วงหน้าล่ะครับ สำหรับเรื่อง [tag]Social Media Marketing[/tag] ก็ผ่านมาแล้วสามตอน กับกรณีของ [tag]Viral Marketing[/tag] แบบไทยๆ ครับ

ซึ่งทั้งสองตอนได้กล่าวไปแล้วครับ สองหัวข้อคือ กลุ่มเป้าหมาย หรือกลุ่มรับสื่อ และ เวลา หรือจังหวะ ครับ แต่ทั้งสองข้อยังไม่สามารถจะทำให้เกิด Viral marketing ได้ครับ

ยังต้องอาศัยปัจจัยอีกหลายๆ อย่างครับ โดยในวันนี้ที่จะเอ่ยถึงก็คือ

"รูปแบบของสื่อ"

รูปแบบของสื่อนั้นมีผลทีเดียวครับ เพราะจริงๆแล้ว สื่อที่ออกไปนั้น มีหลายรูปแบบด้วยกันครับ ไม่ว่าจะเป็น ตัวหนังสือ ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือทั้งภาพและเสียงครับ

ในกรณีก่อนหน้านี้ ในลักษณะของภาพหลุดต่างๆ ของเหล่าดาราที่มีกระแสตามเว็บต่างๆ ก็ถือเป็นส่วนหนึ่งครับ แต่คงไม่ใช่กรณีของผีกาก้าครับ

ในส่วนของผีกาก้าที่เกิดขึ้น มันมาจากสื่อมากกว่า 1 รูปแบบครับ ประกอบไปด้วย

1. เสียง ที่เป็นเนื้อเพลง
2. เนื้อเพลงที่เป็น text ธรรมดา
3. คลิปวิดีโอ หรือเรียกว่า MV ก็ได้ครับ

ซึ่งในกรณีนี้ จะเห็นได้ว่าเป็นการผสมกันหลายรูปแบบที่ทำให้ผู้รับสามารถเข้าถึงได้ง่ายครับ เช่น เน็ตไม่แรง ก็แค่อ่านเนื้อเพลงที่เป็นตัวหนังสือ ก็สามารถเข้าถึงเนื้อหาที่สื่อออกมาได้ครับ

หรือ ว่าเน็ตแรงขึ้นมาอีกนิด ก็สามารถฟังเพลงได้ครับ โดยผ่านทางหน้าเว็บเลย ซึ่งในกรณีนี้ล่ะครับ ที่ผมเลยจัดให้มันเป็นอยู่ในกลุ่มของ Social Media ครับ

ส่วนใครที่ใช้ Hi-speed internet คงไม่ต้องบอกครับว่า กระแสของเว็บไซต์อย่าง Video clips หรือ  Video Sharing นั่นแรงกันขนาดไหนครับ และคงไม่ยากไม่เย็นเลยครับที่จะทำให้คนเข้าถึง MV เพลงนี้ครับ ผ่านทางหน้าเว็บได้เลย ไม่ต้องเปิดโปรแกรมอะไรเพิ่มมากนัก ไม่ต้องติดตั้ง หรือไม่ต้องลงอะไรเพิ่มเติมครับ

ผลที่ได้ เลยกลายเป็นอย่างที่เห็นครับว่า ผู้รับสื่อมีทางเลือกที่จะรับสื่อรูปแบบต่างๆ ได้มาก ได้หลายทาง มีรูปแบบที่เหมาะสม กับการใช้งาน รวมทั้งรูปแบบของสื่อนั้น มีความน่าสนใจ

อีกทั้งรูปแบบของ MV นั้น ช่วยกระตุ้น และตอกย้ำความแรงของกระแสให้มากขึ้นไปอีกครับ

 จึงทำให้กลายเป็นการแพร่กระจายต่อไป กันอย่างต่อเนื่องครับ

เอาล่ะครับ หัวข้อนี้ดูจะสั้นๆ ไม่เยอะมากนักครับ เพราะหัวสมองเริ่มตีบตัน คิดอะไรไม่ออกครับ ส่วนตอนต่อไปนั้น ขอดูพรุ่งนี้ก่อนดีกว่าครับว่า ไหวหรือไม่ ถ้าไม่ไหว ขอพักวันนึงแล้วกันครับ เหอๆ

นอนดีกว่า ..........

Wordpress 2.2 Update!!!

แวะมาแจ้งข่าวสั้นๆ ครับ ว่า [tag]Wordpress[/tag] [tag]update[/tag] เวอร์ชั่นใหม่แล้วนะครับ ซึ่งจริงๆออกมาสองสามวันแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลองครับ เลยไม่ได้แจ้งครับ

แต่วันนี้นั่งไล่ลอง update แล้วครับ แถมยัง update แบบ hardcore หน่อยๆ ด้วยครับ คือ ไม่มีการเปิด plugin แต่อย่างใด ซึ่งไม่แนะนำนะครับ เสี่ยงเอาเรื่องเหมือนกัน

ซึ่งผลการ update เวอร์ชั่นใหม่นี้ไม่มีปัญหาครับ สามารถอัพกันได้สะดวกโยธินแล้วนะครับ เพราะผมลองอัพแล้วครับ ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ

วิธีการอัพเดทที่ถูกต้องคือ ให้ปิด plugin ให้หมดก่อนนะครับ ค่อย up  ส่วนที่ผมไม่ปิดเพราะอยากลองครับว่ามันนิ่งจริงหรือเปล่า เหอๆ เพราะบางรุ่นถ้าไม่ได้ปิดนี่เดี้ยงเลยเหมือนกันครับ เหอๆ แต่งานนี้ไม่เป็นไร แสดงว่า ok แล้วล่ะครับ

Tags :

Social Media Marketing: ผีกาก้า Viral marketing แบบไทย ตอน 5

เอาล่ะครับ วันนี้ เริ่มสมองโล่ง (เมื่ือคืนที่ผ่านมาจิตแตกอีกแล้วเห้อ) เลยต้องนอนพักผ่อนก้นเยอะหน่อยครับ เหอๆ เลยแวะมาอัพ ตอนกลางวันนี่ล่ะครับ

สำหรับหัวของ [tag]Social Media Marketing[/tag] ในกรณีของ ผีกาก้า เองก็ยาวมาตอนที่ 5 แล้วนะครับ จริงๆแล้ว ก็อาจจะมีข้ออื่นอีกครับ แต่ผมคิดว่า สี่ข้อเหล่านี้คือประเด็นหลักที่จะช่วยให้เกิด [tag]Viral Marketing[/tag] ได้ง่ายขึ้นครับ

ข้อสุดท้ายนี้คือ "ความคิดสร้างสรรค์" ครับ

หลายคนเห็นข้อนี้แล้ว อ่าาา มันยากนะครับ ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์ หรือทำอะไรออกมา จริงๆแล้วสำหรับผมเองจากที่สังเกตความคิดต่างๆ ที่ตัวเองคิดไว้

ม่ว่าจะเป็น project ส่วนตัว, project งานต่างๆ แต่ละอัน มันมาจากความคิดสนุกๆ คิดเล่นๆ ครับ ล้วนแล้วแต่มาจากความคิดสนุกๆ ในช่วงเวลาพักเที่ยง กับก๊วนเพื่อนใน office นั่งคุยเรื่องสัพเหระ เรื่องเกมส์ เรื่องขำๆ ยิงมุกตลก หรือแม้แต่เรื่องใต้สะดือ (ตามประสาก๊วนผู้ชาย บ้าๆ เพี้ยนๆ)

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ครับ ที่มันทำให้หลายครั้ง ผมได้โปรเจคใหม่ๆ ในช่วงเวลาไม่กี่นาที ในช่วงที่คุยกันครับ

ดังนั้น ก่อนจะมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน ก็ควรจะมีความสนุกเสียก่อนครับ คิดอะไร ทำอะไร แบบเล่น อย่าคิดว่า มันเป็นงานที่ต้องคิด มันจำเป็นต้องคิด หรือ ไม่คิดไม่ได้

ซึ่งสุดท้ายมันจะไม่ได้อะไรเลยครับ ดังนั้น ให้เริ่มต้นจากการละทิ้งเรื่องงานแล้วคุยเรื่องสนุกๆ เล่นๆ ไปเรื่อง แล้วบางครั้ง idea มันจะโผล่โป๊ะเช๊ะออกมาเลย แต่ทั้งนี้ ผมแนะนำว่า หมั่นหาความคิดสนุก มาแกล้งเพื่อนร่วมงานเยอะครับ ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดีเลยครับ

ในกรณีผีกาก้า จะเห็นได้ชัดเจนครับว่า ความสนุก อยากแซวกันในวงเพื่อนฝูง ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ อย่างที่เห็นได้ชัดเจอครับ

จากนั้น เมื่อได้ Idea แล้ว ก็ค่อยหยิบหมวกของนักการตลาดมาใส่ที่ละน้อย สรุปตามเป็นข้อๆ ที่กล่าวมาแล้วครับ จะช่วยให้เราปรับปรุงเนื้อหาของสื่อ และรูปแบบของสื่อนั้นให้เป็นไปตามข้อๆ สุดท้ายก็จะได้ผลออกมาค่อนข้างดีครับ

ซึ่งผมเชื่อว่า มันอาจจะไม่ดีนักในบางช่วงบางตอน หรืออาจจะไม่ดีในครั้งแรกเลยทีเดียว แต่ผมเชื่อว่า การทำลองผิดลองถูก ซักครั้งหรือสองครั้ง เราก็จะเห็นแล้วว่า อะไรเป็นอย่างไรครับ ซึ่งถ้าหากวันนี้ เราคิดว่า อืมม มันไม่ดีนะ ลองกลับมาคิดต่อว่า ทำไมมันไม่ดี

- กลุ่มเป้าหมายเล็กไปไหม
- เนื้อหาที่สื่อออกไปเข้าใจยากหรือไม่
- รูปแบบที่สื่อไปนั้น มันยุ่งยากสำหรับการรับสื่อไปหรือเปล่า
- แล้วมันส่งต่อได้ง่ายหรือไม่
- เราลืมใส่ความสนุกลงไปหรือไ่ม่

นี่ล่ะครับ สิ่งที่เราต้องมานั่งคิดทวน วนไปวนมา แต่อย่าคิดวนเยอะครับ เพราะมันจะทำให้ความสนุกลดลงไป

สำหรับแนวทาง หรือปัจจัยที่จะช่วยให้เกิด viral marketing นั้น คงมีหลักๆ เท่านี้ครับ (เท่าที่ผมนึกออก) หากผมเองตกหล่น หรือลืมข้อในที่น่าสนใจ หรือสำคัญไป ก็แจ้งบอกกันได้ ซึ่งจะได้เป็นการแชร์กันด้วยครับ

ปล. ปรกติใช้แต่ firefox ลองใช้ ie เข้ามาดู ผลคือ เพิ่งเห็นว่า ด้านข้างมันร่วงนี่หว่า 5555+

Social Media Marketing:ข้อด้อยของ Viral Marketing.

วันนี้ ก็ยังไม่หลุดออกจากหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับ Viral Marketing ครับ ซึ่งจริงๆ ผมเองก็จะลืมไปแล้วครับ และไม่ทันคิดที่จะเอ่ยถึงครับ แต่พอดีเห็น comment จากคุณ [P] ครับว่า

เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยครับ เรื่องความคิดสร้างสรรค์ เพราะมันทำให้ได้ไอเดียใหม่ๆ ที่คนเค้ายังไม่ทำกัน มันทำให้เราเป็นผู้นำ ไม่ใช่ผู้ตาม

อย่างตอนนี้ พอผีกาก้าดัง ก็มีคนแต่งตามโดยใช้ทำนองหมีแพนด้า เกร่อมากๆครับ แต่ก็ไม่สามารถลบล้าง หรือเทียบเท่าผู้นำอย่างคุณซังเค้าได้

จึงทำให้คิดได้ว่า ไหนก็บอกจุดดีไปแล้ว จะไม่บอกข้อด้อยก็ดูเหมือนจะลำเอียงครับ เหมือนกับว่า มันดีไปเสียทุกอย่าง

สำหรับข้อเสียนั้นจะขอสรุปไปเลยนะครับ

1. เงาของผู้นำ หรือเงาของจุดเริ่มต้น ข้อนี้มาจาก comment เลยครับ จุดที่ทำให้ ผีกาก้า ดังได้นั้นคือ การสร้างความโดดเด่นขึ้นมา และผลคือ มันสร้างเงาของผีกาก้า ขึ้นมาครับ ทำให้ ไม่ว่าเพลงอย่างป๋าแพนด้า นั้นไม่ดังเลย  นั่นคือ มันถูกสร้างอยู่ภายใต้เงาของอันเก่าครับ มันเลยไม่ทำให้ ขึ้นมาอยู่ให้เห็นเด่นขึ้นมาได้ครับ

2. Viral Marketing ส่วนใหญ่มักจะเป็นระยะสั้นๆ วูบวาบ สังเกตได้ไม่ยากเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นกระแสที่ผ่านมาอย่าง Camfrog ที่ใช้การแนะนำปากต่อปาก ไปจนดังเป็นข่าวคราวกันไป แล้ว ณ ตอนนี้ กระแสนั้นก็เงียบหายไป หรือกรณีอย่างคลิปน้องพริก ที่ออกมาสร้างกระแสไปทั่วประเทศ แต่ผลสุดท้าย ถามว่า มีคนที่สนใจ ไอ้ตัวของ MeMo เท่าไหร่กัน

หรืออย่าง กรณีของผีกาก้าเองนั้น ผมเชื่อว่า อีกไ่ม่นาน ก็จะวูบวาบหายไปเช่นกันครับ  แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นกระแสที่ไม่ยั่งยืนเสมอไปครับ หลายกรณีก็มีเช่นกัน แต่ไม่ค่อยเห็นกับบ้านเราครับ เพราะบ้านเรามักจะเป็นกระแสอะไรที่วูบวาบเสียส่วนใหญ่ครับ

ดังนั้น การลงทุนอะไรก็ตามเกี่ยวกับการสร้างให้เกิด Viral marketing ในบ้านเรา ควรตรองให้หนักครับว่า คุ้มกับการสร้างกระแส อะไรเพียงวูบวาบหรือไม่ครับ

3. จำเป็นที่จะต้องอาศัยสื่อที่สามารถส่งต่อไปได้ สะดวก ง่ายตาย ข้อนี้มันจึงดูเหมือนจะจำกัดมาว่า สื่อที่เราทำขึ้นมานั้น มันสามารถส่งต่อไป และทำให้มันวกกลับมาที่เราได้หรือไม่

แม้ว่ามันสามารถส่งต่อไปได้ก็ตาม แต่หากวิธีการ หรือรูปแบบ ยากที่จะทำให้เกิดการส่งต่อ หรือยากต่อที่ผู้รับต่อๆไป จะนำสื่อนั้นมาดู ก็เป็นเรื่องที่ถือเป็นการตัดตอนของ viral marketing ไปครับ

สำหรับในตอนนี้ ผมยังมองเห็นว่า มันมีข้อเสียหลักอยู่สามจุดด้วยกันครับ ยังมองไม่เห็นว่า มันจะมีจุดเสียตรงที่ใด ไปมากกว่านี้ หรืออาจจะยังมองไม่เห็น หรือนึกไม่ถึงก็ได้ (ผมเชื่อว่า ทุกระบบมีช่องโหว่ อยู่แ่ค่เรารู้หรือไม่เท่านั้น) แต่ประโยชน์ มันก็มีค่อนข้างเยอะทีเดียวครับ โดยเฉพาะที่หลักคือ ไปได้เร็ว ต้นทุนต่ำ และไม่มีขีดจำกัด ตราบใดที่กระแสนั้นยังมีคนต้องการอยู่

Answer Time.

วันนี้ขอเป็นตอบคำถามแล้วกันครับ เพราะเนื่องจากมีส่งคำถามมาทางอีเมล์ ซึ่งถือเป็นข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่อง [tag]seo[/tag] ได้ดีครับ และผมเชื่อว่า หลายคนคงสงสัยเช่นเดียวกันครับ ขอรวมๆ สรุปคำถามเลยนะครับ

1. [tag]Google Pagerank[/tag] ตก ทั้งๆที่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไร [tag]backlink[/tag] ก็เพิ่ม

สำหรับ คำถามนี้ บอกได้เลยครับว่า เป็นผลมาจากสองส่วนครับ อันดับแรกนี่คงต้องพิจารณาครับว่า ในเว็บเรามีพวก Nofollow tag หรือไม่ เพราะผมบอกได้เลยว่า ไอ้ตัวนี้ ผมเองก็โดนผลกระทบมาเช่นกันครับ ทำให้ pr ลด ซึ่งคิดว่า น่าจะตามมาจาก Algorithm ใหม่ครับ

ส่วนที่สองคือ Google มีการตัด curve ของการแบ่งช่วง pagerank ใหม่ครับ โดยมีการปรับเปลี่ยนไปจากเดิมครับ ดังนั้น เมื่อแบ่ง curve ใหม่ผลคือ หลายๆเว็บที่มีคะแนนใน curve เก่า ถูกจัดกลุ่มใหม่ ย้ายลงไปอยู่ในกลุ่มล่างกว่าครับ (นึกง่าย กับวิธีการตัดเกรดตามมหาวิทยาลัยนั่นล่ะครับ)

2. อยากรู้ว่า IP เดียวกัน หรือ Class-C เดียวกัน ลิ้งค์กัน โดนแบนจริงๆเหรอครับ

เรื่องของ IP ไม่ว่าจะ Class เดียวกันหรือไม่ หรือว่า ip เดียวกัน ไม่ทำให้ใครโดนแบนครับ ถ้าไม่ทำผิดกฏของ Google นั่นล่ะครับ หรือไม่ผิดกฏ adsense (สำหรับที่ทำ Adsense)

แต่ไม่ใช่ว่า มันจะไม่มีผลต่อการทำ SEO นะครับ ผมเคยกล่าวไว้แล้วว่า การที่ IP ยิ่งหลากหลาย มากขึ้นเท่าไหร่ คะแนนที่ได้ยิ่งสูงขึ้น ทำให้การทำ SEO ได้ผลดีขึ้นครับ เช่น ip เดียวกัน ลิ้งค์กันอาจจะได้แค่ 0.5 คะแนน ถ้าคนละ ip อาจจะได้ 0.75 แต่ถ้า class c คนละตัว ได้ 1 เป็นต้นครับ

3. พักนี้ Google Index เร็วขึ้นจริงไหมครับ

จริงครับ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา google ปรับ index เร็วขึ้น สูงถึงวันละ 2-3 ครั้งด้วยซ้ำครับ สำหรับในกลุ่มของ keywords ที่มีการค้นหาสูงๆ และประมาณ 1-3 วันครั้ง ใน keywords ทั่วๆไป ที่ไม่สูงมากครับ

จากนั้น ก็จะมีการปรับครั้งใหญ่หน่อย ทุกๆ 3-4 อาทิตย์ต่อครั้ง หรือถึงจำนวน index ในระดับหนึ่งครับ

4. pagerank โดนลดความสำคัญลงหรือไม่

โดนครับ โดนปรับลงมา ค่อนข้างเยอะเลยครับ เรียกได้ว่า ถ้าให้ผมประเมินเป็น % ออกมาคร่าวๆ ล่ะก็ น่าจะอยู่ที่ประมาณ 20-30% เลยก็ว่าได้ครับ ทำให้เราเห็นเว็บที่มี PR สูงๆ ถูก pr ต่ำๆ แซงได้ไม่ยากครับ

ก็สรุปๆ มานะครับ เพราะคำถามคล้ายๆ กัน และถามมาหลายท่านเหมือนกัน ผมก็เลยขอสรุปสั้นๆ แบบเข้าใจง่ายๆ สามสี่คำถามนี่ล่ะครับ ส่วนคำถามอื่นๆ ที่ไม่ค่อยมีใครถามเข้ามา ผมก็ตอบผ่านทาง email ไปแล้วนะครับ ส่วนท่านอื่นๆ ที่มีข้อสงสัยก็ถามกันมาได้ครับ จะพยายามตอบให้ครบๆ เลยครับ ส่งมาได้ที่ webmaster(at) eblogbiz.com นะครับ หรือส่ง forum หรือ comment มาก็ได้ครับ

Tags :

Ubuntu in 7Day ทดลอง Ubuntu ในเจ็ดวัน

อ่า ไม่ได้อัพเดทบล็อกมาหลายวันครับ เนื่องจากเครื่องที่ใช้งานอยู่เป็น windows xp ครับ เลยไหนๆ จะ format มันแล้วก็ขอหน่อยแล้วกันครับ กับ [tag]ubuntu[/tag] ครับ ลองเล่นดูว่า ซัก 7 วันผมจะสามารถใช้งานมันได้หรือเปล่า ถ้าได้ ก็คงใช้เรื่อยๆ ครับ แต่ถ้าไม่ได้ก็ต้องการมาพึ่งแผ่นผี แล้วกันครับ เหอๆ

สำหรับงานผมหลักๆ แล้วมีอะไรบ้าง ก็ไม่ค่อยมีอะไรหวือหวาเท่าไหร่ครับ

  1. แก้ไขหน้าเว็บ ก็ใช้พวก Notepad++
  2. up file ก็ผ่านเจ้า Secure FX (อันนี้เถื่อน ครับ)
  3. ทดสอบหน้าเว็บก็พึ่งพา หมาย่าง หรือ Firefox เป็นหลักครับ
  4. อื่นๆ ก็ไม่ค่อยมีอะไรครับ ฟังเพลงบ้าง ดูหนังบ้างอะไรประมาณนี้ครับ

ซึ่งถามว่าสำหรับ [tag]linux[/tag] แล้วสามารถรองรับได้แน่ๆครับ ซึ่งทีแรกก็กลัวว่าจะหาพวก ไดร์เวอร์ไม่ได้ แต่ที่ไหนได้ หุหุ หลังจากลองในเวอร์ชั่น Live CD ของ Ubuntu แล้วก็ขาดอย่างเดียวครับ คือการ์ดจอ แต่ก็พอทำให้ใช้งานได้ครับ ไม่ถึงขนาดเละ จนทำงานไม่ได้ครับ

ไอ้ Wireless ก็ใช้งานได้ไม่มีปัญหาครับ ซึ่งคิดว่า เดี๋ยวคงนงไล่แก้ตงแต่ สระลอย, ระบบต่างๆ ให้ได้ดีขึ้น ระบบของ driver เสียงที่ไม่รู้ว่า มันรันที่ 5.1 ได้หรือไม่ครับ

รวมทั้งไอ้เจ้า Beryl สำหรับ 3D desktop เอาแบบ Windows Vista เลยครับ หุหุ ส่วนจะเป็นอย่างไร ก็จะมา update กันเรื่อยๆ ครับผม

Tags :