April, 2006

Adbrite, New ads in tag system.

เอาล่ะครับ แนะนำกับเจ้า adsense กันมาพักใหญ่แล้ว แนะนำปัญหากับวิธีแก้มาก้อ เยอะ แต่ก็ยังมีอีกหลายคน หลายท่านยังมีปัญหาอยู่ เอ้อ  ads ยังไม่แสดงซักที ผมเลยไปหาอ่านๆ เว็บไปเรื่อยๆ ครับ ของต่างประเทศ
จากนั้นเห็นหลายๆเว็บ มี ads หลายตัวที่น่าสนใจ ซึ่ง วันนี้เอาเป็นว่าจะมาแนะนำ  ads ตัวแรกกันก่อนครับ  ซึ่งสำหรับผมคิดว่าน่าจะช่วยให้เราทำเงินจากการทำเว็บได้พอสมควรครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เว็บไซต์ที่มี traffic เยอะๆ 

อีกทั้งเจ้า Ads ตัวนี้ เป็น ads ที่ใช้ระบบ tag ในการเลือกติด ads นั่นเองครับ อยากรู้แล้วใช่ไหมครับ ว่า ads ตัวนี้คืออะไร

Ads ตัวนี้คือ [tag]Adbrite[/tag]

ทำไมผมถึงแนะนำตัวนี้ก่อน สาเหตุก็คือ
1. Ads ตัวนี้ เราไม่ต้องรอ bots มาเก็บ
2. เป็นระบบ CPC ที่เราสามารถกำหนด อัตราของ CPC ได้ (อ้างอิงจาก Web Traffic นะครับ)
3. ใช้ระบบ [tag]tag[/tag] จึงทำให้ เราสามารถเลือกใส่ Tag เกี่ยวกับเว็บเราเพื่อให้ระบบเอา ads มาลงได้

ซึ่งตรงนี้ถือว่า เป็นจุดหลักที่ผมให้เครดิตว่า มันดีกับเว็บภาษาไทย อย่างเราๆ มากกว่านั่นเองครับ เพราะปัญหาที่ adsense ยังไม่ support กับภาษาไทย ด้วยนั่นเอง

สำหรับท่านที่ต้องการสมัครคลิกที่นี่เลยครับ

ซึ่งการสมัครนั้นง่ายกว่า adsense ที่ไม่ต้องรอ approve ไม่ต้องรอ การตรวจสอบอะไรมากมายนัก

เมื่อสมัครไปแล้วนั้น ก็จะมีรายละเอียดให้เรากรอกๆ ไป ก็ไม่ยากหรอกครับ
แต่ในส่วนของ Tax ID เราไม่ต้องกรอกก็ได้ครับผม สามารถสมัครได้เลย

จุดที่สำคัญน่าจะอยู่ที่ การใส่ tag ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บเรา ตรงนี้ ใส่ไปได้เรื่อยๆครับ ภาษาอังกฤษอย่างเดียวนะครับ

จากนั้น การสร้าง adsจะสร้างออกเป็น Zone ซึ่งหากงงว่า zone คืออะไร ล่ะก็ ไม่ต้องคิดมากครับ คล้ายกับ Channel ในส่วนของ adsense นั่นเองครับ

ซึ่งจากการลองเล่นดู zone ของ adbrite จะเป็นการสร้างพื้นที่โซนในหน้าเว็บเรา เพราะ ads แต่ละ zone นั้น จะกำหนดขนาดของ ads ในพื้นที่ของ ads ที่จะแสดงในหน้าเว็บเรา

อีกทั้งใน ads ยังมีทั้ง image ads และ text ads (เลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่งต่อ zone) โดยสำหรับผมเห็นว่า taxt ads  นั้นน่าสนใจทีเดียวครับ เพราะว่ามันไม่มีตัวหน้งสือแบบ adsense ที่ว่า ads by gooooogle ตรงนี้ด้วย

ซึ่งหาเรารู้จัก opitmize ดีๆ ผมคิดว่ามันจะกระตุ้นคลิกได้ดีทีเดียวครับผม
Tags :

Suggestion for google make you rich.

เห้อ กว่าจะเข้าที่เข้าทาง ที่หายไปไม่ใช่อะไรหรอกนะครับ  อันดับแรกคือ งานที่ต้องกลับมาสะสางหลังจากหยุดไปนาน

สอง ต้องมานั่งเสียเวลากู้ ข้อมูลอีก หลังจากที่เมื่อช่วงอาทิตย์ก่อน อยู่ๆ ฮาร์ดดิสต์เจ๊ง และสุดท้าย อาทิตย์นี้ พ่อHost ตัวดี ผมหนีไปซะงั้น เลยต้องนั่งหาโฮสต์ใหม่อีก (มีคนรับกรรมกับผมอีกประมาณ 40-60 เว็บ :) ) เหอๆ

เอาล่ะ วันนี้ขอเปิดเรื่องใหม่ ที่หลังจากซุ่มเล่นมาอยู่พักใหญ่ นั่นคือ GoogleRich ของคุณ ตราวุฒิ นั่นเองครับ เจ้าของ Googlerich.net นั่นล่ะครับ

หลังจากที่ได้ไปนั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน (จริงๆแล้ว คุณตราวุฒิ แนะนำซะมากกว่า) ที่บ้านไร่กาแฟ ครั้งกระนู้น ผมเองก็หาโอกาสซุ่มทำอยู่เหมือนกัน ครับ แอบทำ หวังว่าจะ รวยกะเค้ามั่ง 555+

จริงๆ แล้วคืออยากรู้มากกว่าครับ ซึ่งในการทดลองทำมาหลายเดือน จึงค้นพบ จุดที่เรียกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำ [tag]google[/tag] rich ของคุณตราวุฒิ เป็นปัญหาส่วนตัวนะครับ แต่คิดว่ามีประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย เลยเอามาบอกกัน

1.English language.
ก่อนที่คุณจะทำ อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า คุณเก่งภาษาอังกฤษ ขนาดไหน เพราะการทำ [tag]Google rich[/tag] ในการลงโฆษณา ใน [tag]google adwords[/tag] นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ keyword และ keyword ทั้งนั้น

การที่คุณ ต้องเสียเวลานั่งคิด [tag]keywords[/tag] เป็นชั่วโมงนึง แล้วได้ 1 ตัวอย่างผม บอกได้คำเดียวว่า ไม่รุ่ง

เพราะว่า บางครั้งคุณคิดคำมา อย่าหวังว่า นั่นคือ สุดยอดแล้ว ไม่ใช่ มันมักจะมีคนใช้แล้ว ร้อยละ 60-80 เลยทีเดียวครับ นอกจากนี้ ยังไม่ใช่แค่การคิด keyword แต่ละตัว คุณยังจะต้องมานั่งคิดว่า คำที่จะใช้โฆษณาอีกด้วยว่า ทำอย่างไร คนถึงจะสนใจที่จะคลิก และซื้อ ผลิตภัณฑ์จากคุณด้วย เพราะ [tag]ads[/tag] นั้นไม่ได้มีตัวเดียว มีอย่างน้อย สอง ถึงสามตัว (จากที่ผมทดลอง) การที่เราทำ คำโฆษณาที่ดึงดูดได้ดีนั้น ย่อมมีโอกาสมากกว่าเป็นไหน

แต่ถ้า หากคุณคิดว่า ถ้าคุณเก่งกาจเรื่องภาษา แล้วล่ะก็ ให้มองข้ามข้อนี้ไปล่ะครับ

2.Business brain.
OK ถ้าคุณเข้าใจในภาษาอังกฤษ แล้วแต่คุณไม่มีหัวการค้า คุณก็อย่าหวังครับ เพราะอันดับแรก การที่คุณจะทำโฆษณา ใน google adwords นั้น คุณจะต้องจ่ายเงิน ต่อคลิก หรือ Pay per Click ([tag]PPC[/tag]) อีกทั้ง ต้นทุนนั้น ค่อนข้างจะ flexible เป็นอย่างมาก

ดังนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่า ถ้าคุณสามารถที่จะ Bid หรือ ประมูลคีย์เวิร์ด แข่งกับคนอื่นๆ นั้น มันย่อมจะทำให้ต้นทุน สูงขึ้น (Cost per Click.) จุดนี้ หมายความว่า คุณจะต้องรู้ตั้งแต่ก่อนเริ่มที่จะลงโฆษณาแล้ว ว่า [tag]ads group[/tag] ตัวนี้ คุณสามารถที่จะใช้ต้นทุนต่อคลิก ต่อวันได้แค่ไหน ถึงจะคุ้ม ถึงจะได้กำไร

รวมทั้ง คุณยังต้องคิดเผื่อด้วยว่า เมื่อมีคนคลิกไปแล้ว ไม่ซื้อ product ใน ads ตัวนั้น เราก็เสียฟรี จุดนี้ ก็ต้องนำมาคิดอีกต่อหนึ่งครับ

3.Understand your Product.
ความเข้าใจต่อตัว สินค้า ที่คุณเอามาลงแค่ไหน ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญทีเดียวครับ การที่เราเข้าใจในตัว product นั้น ย่อมทำให้เราสามารถที่จะเขียนคำโฆษณา คิด keyword ได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง เรายังสามารถดูได้ว่า สินค้าตัวไหนได้ รับความนิยม อีกด้วย ส่งผลให้โอกาสที่จะขายได้เยอะ

4.High commission, high competitor.
แน่นอนว่า การที่ product ซักตัวที่เราเลือกนั้น มีค่าคอมมิสชั่นสูงๆ เป็นที่ล่อตาล่อใจเรา อย่าลืมว่า มันก็ล่อตาล่อใจคนอื่นๆ เช่นกัน เมื่อยิ่งสูง ยิ่งหนาว ก็ว่าได้เลย ดังนั้น โอกาสที่เราจะไปแข่งขันกับคนอื่นๆ เราคงต้องย้อนกลับไปมองแล้ว ว่า ข้อที่ผ่านๆ มา 1-3 นั้น คุณทำได้มากแค่ไหน ถ้าคุณคิดว่า คุณทำได้ทั้งหมดอย่างดีแล้ว ก็ไม่ต้องห่วง

แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่าคิดจะไปเสี่ยง เพราะนั่น มันจะทำให้คุณอาจจะเสียเงินโดยใช่เหตุ หรือ อาจจะเสียเวลาไปเปล่าก็เป็นได้

5.Target groups.
คุณจำเป็นที่ต้องรู้ว่า กลุ่มที่คุณจะขายสินค้านั้นคือกลุ่มใด เอาง่ายๆ คือ การตัดสินใจลงโฆษณาขายสินค้าตัวหนึ่ง ถ้ามันต้องขาย นั่นหมายความว่า คุณจำเป็นต้องรู้ว่า กลุ่มเป้าหมาย มีโอกาสจะจ่ายเงิน ผ่านทางไหน กล้าที่จะใช้บัตรเครดิตหรือไม่ มีปริมาณการใช้บัตรเครดิต หรือซื้อสินค้า online มากแค่ไหน

เช่น คุณตัดสินใจ ขายชุดชั้นใน ค่ายหนึ่ง โดยลงโฆษณาขายใน USA กับ การขายใน ไทย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า ในไทย คุณ คงจะขายไม่ได้เลยซักอัน เพราะกลุ่มลูกค้าในบ้านเรา ส่วนหนึ่งไม่กล้าที่จะใช้บัตรเครดิต ในการซื้อของ online อีกทั้ง จำนวนมาก ไม่มีบัตรเครดิต เป็นต้น

ตรงจุดนี้ คุณจำเป็นที่จะต้องมองไปถึง [tag]target groups[/tag]  ค่อนข้างมาก อีกทั้งในประเทศที่มีการใช้ credit card มากๆ อย่าง USA  ก็จะมีคู่แข่งเยอะอีก เป็นต้น

6.Your cost.
ทุนของคุณเอง มีความสำคัญไม่น้อย เลยครับ ก่อนที่จะทำ ต้องคิดว่า คุณมีทุนหมุนเวียนเท่าไหร่ เสียก่อน เพราะว่า แม้ว่าสินค้าคุณสามารถทำกำไรได้สูง ทำกำไรได้มากๆ แต่อย่างลืมว่า คุณย่อมต้องเสียเงินค่าโฆษณา หรือ Cost per Click ไปเสียแล้ว ทันทีที่มีการคลิก แต่กว่าคุณจะได้เงินส่วนที่เป็นกำไรนั้น คุณอาจจะต้องรอ ตัดยอด ตามช่วงเวลา เช่น ทุกต้นเดือน  อีกทั้งหลังจากที่มีการจ่าย check มาแล้ว คุณยังต้องรอกว่าเช็คจะส่งมา กว่าจะเอาไปขึ้นเงิน อีก แล้วไหนยังจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการดำเนินการต่างๆ อีก ซึ่งรวมแล้วก็ ไม่ต่ำกว่า ครึ่งเดือน อีกด้วย

7.News.
ข่าวต่างๆ ที่เข้ามา คุณ update สมองคุณให้กับข่าวต่างๆ มากน้อยขนาดไหน เพราะนั่นยิ่งทำให้คุณมีโอกาสสูง เพราะสินค้าบางตัว อาจจะมาแค่วูบเดียว มาแค่บางช่วงตามกระแส

ดังนั้น ถ้าคุณรับทราบข่าวสารได้มาก ติดตามข่าวสารต่างๆ ย่อมทำให้คุณมีโอกาสที่จะมองเห็นว่า product หรือ Service ตัวไหน มีโอกาสที่จะทำเงินได้ในช่วงเวลาต่างๆ ได้มากกว่าคนที่ ไม่เคยอัพเดทข่าวสาร ไม่เคยอ่านข่าวเลยแน่นอนครับ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมเองก็ผ่านหลายๆ ข้อทีเดียว มองตลาดมองอะไรได้เยอะ แต่ คิด keyword ไม่ได้เนี่ย เห้อ ไม่รุ่งจริงๆ ครับ 555+ เอาไว้จะลองใหม่เรื่อยๆ แล้วคงจะเอามาบอกกันนะครับ

Tags :

Content in Blog or Website.

มีหลายคนสอบถามผม เกี่ยวกับการทำ [tag]SEO[/tag] [tag]การสร้าง Backlink[/tag](SEO project : The Road to Website.) การทำอะไรหลายๆ อย่างให้ Search Engine รู้จักเรา คิดค้นหาวิธีต่างๆ นานาเพื่อที่จะทำให้ติดอยู่ใน Search Engine

หลายครั้งที่ มักจะเจอเว็บต่างๆ นั่งเอาคีย์เวิร์ด เอาคำที่ตัวเราเองต้องการมาใส่เยอะแยะมากๆ มาย แต่เขาเหล่านั้นพลาด พลาดมองข้ามตัวตนไปในที่สุด

ไม่ต้องสงสัยว่าข้ามอะไร นั่นคือการมองข้าม [tag]Content[/tag] หรือเนื้อหาของตัวเองไป อย่างน่าเสียดาย

การทำ SEO นั้น สำหรับผมแล้ว ทุกส่วนจะต้องเข้ากันอย่างลงตัว ตรงนี้แหละครับ มันคือ ศาสตร์และศิลป์ ที่เราต้องเอามาลงตัวกันให้ได้

SEO คือการทำการตลาด ทำการประชาสัมพันธ์ ที่เริ่มต้นจากตัวเรา จากเว็บเรา หรือแม้กระมั่งจาก Blog ของเรานั่นเอง และมีทุนในการทำ คือ 0 ถ้าเราพอเข้าใจมันบ้าง ไม่ยากหรอกครับ

Content is King คำนี้ ดูเหมือนจะเป็นคำฮิตมากๆ แม้กระมั่งในสังคมของกลุ่มคนทำ SEO ในต่างประเทศ ซึ่งคำนี้เองผมก็จำๆ เค้ามาอีกทีนั่นล่ะ แต่การจำมาจะไม่มีประโยชน์อะไรเลยที่จะจำมาแล้วไม่คิดปรับปรุง

Content คือหัวใจสำคัญหลัก ในที่สุด เพราะอะไร ????

อันดับแรกคือ content ที่น่าสนใจ ย่อมมีคนทำไปลิ้งค์ นำไปเผยแพร่ต่อ โดยธรรมเนียม หรือ ตามหลักการแล้ว การนำเนื้อหาในเว็บใดเว็บหนึ่ง หรือแม้แต่การนำเอาไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าทางใดก็ตาม จำเป็นที่จะต้องลง Referer อ้างอิงที่มาที่ไป ตรงจุดนี้เอง มีความน่าสนใจที่มากกว่า การเป็นแค่ทำ content ไปวันๆ แน่ๆ

เพราะส่วนแรก เห็นจะเป็นการที่ เนื้อหาหรือ content เราถูกนำไปเผยแพร่ต่อ นั่นคือ การประชาสัมพันธ์ อีกอย่างหนึ่งที่ค่อนข้างดีกว่าการที่เราเอาไปเผยแพร่เป็นไหนๆ

การที่ผู้อื่นๆ นำไปเผยแพร่ต่อ นั่น เป็นเครื่องการันตีอย่างหนึ่งแล้วว่า เนื้อหาของคุณ มีความน่าสนใจ หากนึกง่าย เหมือนกับหนังเรื่อง โหมโรง ที่ดังได้ เพราะปากต่อปาก กระทู้ต่อกระทู้นั่นเอง

ต่อมา การถูกนำไปเผยแพร่ต่อ ในเว็บต่างๆ การลงลิ้งค์ให้นั้น ถือเป็นการได้รับคะแนน จาก การเป็น 1 ใน Candidate จำนวนหลายต่อหลายล้านเว็บไซต์ทั่วโลก อีกด้วย คะแนนนี้คืออะไร อย่างที่เคยกล่าวไปแล้วถึงหลักอย่างนึง เกี่ยวกับ [tag]Google Pagerank[/tag] ว่า Google Pagerank นั้นจะถูกคำนวณมาจาก ปริมาณของ link มายังเรา ยิ่งหากเป็น Onewaylink แล้วนั้น คงไม่ต้องคิดอะไรมาก เลย เพราะคะแนนคงได้เต็มๆ 1 คะแนน (เปรียบเปรยนะครับ) แต่ในขณะที่ถ้าเป็น Two way link แล้วมันย่อมทำให้น้ำหนักน้อยลงไป Pagerank ที่จะได้ ก็จะน้อยตามลงไปในที่สุด

ประเด็นต่อมา ที่ทำให้ Content is King ก็คือ เมื่อ content เราได้รับความนิยม เป็นที่นิยมแล้ว มันก็จะช่วยสร้าง traffic ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายจริงๆ เป็นการสร้าง community เล็กๆ ของเรานั่นเอง แล้วในที่สุด มันจะกลายเป็น Community ที่โตขึ้นโตขึ้น

เหมือนอย่างเว็บไซต์ในยุคแรกๆ อย่างพันทิพ ที่แม้กระทั่งปัจจุบัน หน้าตา การใช้งานก็แทบไม่ต่างจากสมัยยุคแรกๆ ไม่มีลูกเล่นอะไรหวือหวา เทียบไม่ได้กับเว็บไซต์หลายเว็บ แต่นั่น ทำไมถึงยังคงมีคนเข้าอยู่เป็นจำนวนมากมาย

ต่างจากเว็บ Portal ที่ถูกสร้างขึ้นมาหลังๆ อย่างมากมาย ที่เหมือนกับเป็นพิมพ์นิยมไปแล้วว่า มีข่าวเป็น block ๆ มีกระทุ้ มีรวมลิ้งค์ ไม่ต่างกันเลย และหาสิ่งที่เรียกว่า Unique Content ไม่ได้

นี่ละครับ Content is King.

Tags :

Weblog:Mini community in Great quality.

จุดหลัก น่าจะมาจาก ความน่าเชื่อถือ ความเป็นสาระของพันทิพ นั่นเอง เว็บบอร์ดที่โตมา ส่วนใหญ่ ยังคงหาความน่าเชื่อถือ ความรวดเร็วของการถามตอบได้ ไม่เท่า

ในขณะที่ มีหลายๆ คน นำเอา content ดีเหล่านั้น ออกจากพันทิพไปยังที่อื่นๆ และอ้างอิงมา ทำให้ เกิดดึงเอาคนส่วนหนึ่งไปยังพันทิพ และกลายเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของ พันทิพดอทคอม ในที่สุด

ส่วน Blog เอง ก็โตมาจากกลุ่มของคนที่ค่อนข้างจะมีความรู้ ความสามารถนำเอาความรู้ ความคิดเห็นของตนใส่ลงไปใน blog บางคนใส่ทั้งใน blog และ board โดยเอาความรู้ สาระ หรือความคิดเห็นในสิ่งที่ตัวเองสนใจเข้ามาใส่ไว้

ดังนั้น weblog จึงมีความเป็น [tag]unique content[/tag] และ [tag]Quality content[/tag]

แต่สิ่งสำคัญ อีกส่วนหนึ่ง ที่ทำ blog ได้รับความนิยมมาก โดยเฉพาะใน USA ที่เรียกได้ว่า อัตราการโตของ weblog ทุกวันนี้ มีมากมายทีเดียว นั่นคือ

การที่ weblog นั้น เป็นเหมือนกับ private area สำหรับเจ้าของ blog หรือ Blogger นั่นเอง ในขณะที่ไม่ว่า Webboard ยังคงเป็นของผู้ดูแล หรือ webmaster ทีมงานในเว็บนั้นๆ

ทำให้หลายครั้ง มันเกิดจุดเอนเอียง จุดที่ทำลายความสมดุลได้ เพราะถึงอย่างไร ผู้ดูแลระบบ ก็ยังคงเป็น มนุษย์เช่นเราๆ

ความอัดอั้น อันนี้เอง ทำให้ใน ต่างประเทศซึ่งมีความคิดเห็น มีความรู้สึก ที่ต้องการความเป็นอิสระมากกว่า หันมาทำ Blog นั่นเอง ซึ่งหากถามต่อไปว่า ทำไม ถึงไม่ทำ website มันก็คงเป็นความรู้สึกว่า มันใหญ่เกินตัว และมีความเป็นสาระ มากกว่านั่นเอง

คงจะยกตัวอย่างง่าย ระหว่าง การตั้งชมรม กับการตั้งสมาคม ความรู้สึกเล็กใหญ่ค่อนข้างต่างกันทีเดียว ทั้งๆ ที่ไม่ว่าจะเป็น ชมรม หรือสมาคม ต่างก็เป็นที่รวมของคน กลุ่มคน ที่สนใจในเรื่องเดียวกัน แต่แตกต่างกันด้วยความรู้สึกยุ่งยากในการจัดการ ความอลังการ และปัญหาที่คิดไปต่างๆนานา

Weblog กับ Website จึงทำให้มันความรู้สึกของคนที่จะทำเว็บไซต์ และเว็บบล็อกต่างกันไปนั่นเอง

ดังนั้น ตรงจุดต่างตรงนี้ ทำให้ความเป็น Blog ดูกระทัดรัด กำลังดี จนหลายๆ บริษัท ใน USA เริ่มหันมามอง และทำ blog กันอย่างแพร่หลาย เพราะ

  1. ความรู้สึกง่ายต่อการจัดการ
  2. ความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้องจริงๆ จังหรือ เป็นทางการมากนัก

ในขณะที่คนเล่นเอง ก็รู้สึกไม่ต่างกันคือ

  1. weblog เป็นกันเองมากกว่า
  2. เนื้อหา มีสาระ แต่อ่านง่ายเข้าใจง่าย

ทำให้ ทั้งหมดมันดูเหมือนเป็นจุดลงตัวในการสร้าง Community ใน weblog นั่นเอง จุดนี้ทำให้ เจ้าของ blog หรือ [tag]blogger[/tag] รู้สึกไม่เครียดกับสิ่งที่จะเขียนลงไป ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำสินค้า หรือ ความคิดเห็นต่อสินค้า ในขณะที่ผู้ใช้งาน ก็กล้าที่จะโพสต์ความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา กล้าที่จะถามหรือติสินค้า เป็นต้น ทำให้ weblog กลายเป็น community เล็กๆ แต่ดูมีคุณภาพในที่สุด

ไม่แปลก ที่ Google จึงใช้แนวทางเดียวกันนี้ ในการทำ Blog เพื่อเป็นข้อมูลหรือ เป็น Guide นำข้อมูลให้แก่ service ต่างของ Google ไม่ว่าจะเป็น Google adsense, Google adword, Google earth, Google mar, Google analytics ,Google sitemaps และ service อีกจำนวนมากของ Google โดยแยก blog ออกไปแต่ละ service เช่น adsense.blogspot.com,adwords.blogspot.com หรือ googleblog.blogspot.com เป็นต้น

เพื่ออะไร น่ะหรือ ก็เพื่อแยกกลุ่มของคนที่สนใจ ออกไปอยู่ในแต่ละ blog ในเรื่องที่เค้าสนใจ แต่ทำให้ ในแต่ละ Blog มีคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน มุ่งเข้ามารวมกลุ่มกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเข้าใจ และมีคุณภาพ

นี่แหละครับ Weblog:Mini community in Great quality.

Tags :

Search Engine news:Google in New call name in China.

ก็ถือว่าเปิด หัวข้อใหม่อีกแล้วนะครับ นั่นคือ SE News: Search Engine News นะครับ เพราะรู้สึกว่า ตอนนี้ข่าวเกี่ยวกับกลุ่มของ Search engine ค่อนข้างมีเยอะครับ

มาที่ ข่าวล่าสุดเลยแล้วกันนะครับ นั่นคือ [tag]Google[/tag] ได้เปลี่ยนชื่อเรียกขานตัวเองใหม่ครับ ซึ่งไอ้ชื่อที่เปลี่ยนใหม่นี้ คือ GuGe ครับ ซึ่งเป็นแค่ชื่อเรียกเท่านั้น เพื่อให้มันเรียกได้ไพเราะ ขึ้น

ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่า เป็นเพราะคำว่า google ในภาษาจีน มันจะไปพ้องกับคำอะไรแปลกหรือเปล่า เหมือนกับ คำว่า ฟัก ในภาษาไทย ที่ดั๊นไปพ้องกับภาษาอังกฤษในความหมายไม่ดี

เรียบเรียงจาก:Google says to call itself "GUGE" in China .
( http://www.forbes.com/business/feeds/afx/2006/04/12/afx2665002.html )

Google Calendar, New service from Google.

ระยะหลังดูว่า Google จะพยายามดัน service อะไรใหม่ๆ ออกมาตลอดครับ ไม่ว่าจะเป็น [tag]Google page[/tag], [tag]Google Personalize[/tag] ซึ่งในส่วนนี้ เป็นส่วนที่เรียกว่า น่าจะเป็นส่วนสำหรับ User ทั่วๆ ไป พูดง่ายคือ Service เหล่านี้ ใครๆ ก็ต้องใช้ ใครๆ ก็ต้องสนใจ

และเมื่อวันก่อน Google ก็ออก Service ใหม่ๆ แบบนี้ออกมาอีกครับ นั่นคือ [tag]Google Calendar[/tag] ซึ่งจะเป็นในลักษณะ ของ [tag]Event Calendar[/tag] นั่นเองครับ

ตรงจุดนี้ หากใครนึกไม่ออก ก็ให้นึก ว่าเหมือนปฏิทิน นั่นล่ะครับ ที่เราสามารถ add งานต่างๆ กำหนด อย่างเช่น วันนี้จะต้องไป ประชุมที่ไหน พรุ่งนี้ ต้อง up blog, มะรืน ต้องส่ง งานด่วน เอาไว้กันลืมนั่นเองครับ

ซึ่งหากมองไปแล้ว [tag]service[/tag] ต่างๆ เหล่านี้ ยังคงเป็น service ง่ายๆ พื้นฐานทั่วๆ ไปครับ แต่เมื่อมันมาตี brand เป็น google แล้วมันรุ่งไปหมด ไม่รู้ทำไม

ไม่ว่าจะเป็น Google earth ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นโปรแกรม keyhole ที่ให้บริการ แบบเสียเงินเป็นหลัก ผมเองก็เคยใช้งาน เพราะมีอยู่ช่วงหนึ่ง ผมศึกษาเกี่ยวกับระบบ [tag]GIS[/tag] (Geographic Information System.) ก็เลยมีโอกาสไปเล่น keyhole ฟรี 15 วัน (มันให้ใช้ฟรีแค่นั้นเอง) อีกทั้งไอ้ตัวฟรีนี้ มันจะมีตัวหนังสือ จางๆ เป็นลายน้ำ คำว่า "[tag]Keyhole[/tag]" พาดทะแยงมุม เล่นซะ capture ภาพไปทำไรต่อไม่ได้เลย แต่พอมาเป็นของ google มันฟรี เพราะ google มองรายได้ของ google earth ต่างไป

ไอ้ตัวเก็บสถิติ อย่าง [tag]Google Analytics[/tag] พี่เค้าก็ซื้อมาจากบริษัท...(อะไรหว่าจำไม่ได้) แล้วก็เอามาให้เล่นฟรี blogspot พี่แกก็ซื้อมา พี่แกเข้าใจเล่นจริงๆเลยนะครับ

google calendar

นอกเรื่องไปเสียนาน กลับเข้ามาที่ google calendar กันต่อครับ ระบบของ google เองก็ยังคงใช้งานง่ายๆ เหมือนเดิม คลิก ลาก ปล่อย แล้วก็กรอกๆ ส่วน feature อื่นๆ นั้น ผมเองยังไม่ได้ลองอะไรมากมายครับ เพราะมันยังงงๆ อยู่

แต่ที่แน่ วันแรกที่มัน ปล่อยออกมา ผมลองเล่นดู โอ้ว พระเจ้า มันมีทำ browser ผมค้างๆ เดี้ยงๆ ไป เลยเลิกเล่นเลย วันนี้มาลองเข้าใหม่ อ่า อาการพวกนี้หายไป แล้ว เย้ๆ

ส่วนท่านที่ต้องการใช้งาน ให้ไปที่นี่เลยนะครับ http://calendar.google.com/ แล้วเล่นกันดูนะครับ

ส่วน google page นี่ใครยังไม่เคยลองก็ไปเล่นๆ ดูได้ครับ ที่ http://pages.google.com/

จะว่าไป ผมนี่มัน สาวก Google มากๆ เลยนะ เพราะไม่ว่าจะเป็น Gmail,google pages,google earth,google local,google adsense, google adwords,google sitemaps,google analytics,google calendar,google toolbar,blogspot,picasa อ่ะ อะไรเนี่ย เด๋วต้องไปนึกเพิ่มอีกว่า มีอะไรยังไม่ได้ใช้งานอีกมั่งเนี่ย

Blogspot don't made you rich with Adsense.

กระแส การทำ Adsense ในบ้านเราดูเหมือนพุ่งกระฉูด พอๆ กับยอดคนที่เล่นไม่ซื่อกับการทำ adsense ตรงนี้คงต้องบอกว่า ใครใคร่ทำถูกทำ ใครใคร่ทำผิดอย่าทำ นะครับ แค่ทาง google เลื่อนการทำ [tag]adsense[/tag] ให้ support ภาษาไทยก็ดูกระไรๆ อยู่แล้วนะครับ แม้ว่าจะเป็นการเลื่อนเพื่อรับสมัครพนักงานคนไทยก็ตามครับผม แต่นั่น ใครที่ชอบโกงระวังให้ดีนะครับ จะมีคนไทยเข้าไปทำใน google อีกคนนึงแล้ว (จากเดิม 1 คน)

เอาละครับ กระแสการทำ Adsense โดยผ่านทาง Blogspot มีเยอะมากๆ สร้าง Blog ก็อบ content เอากันเฉพาะคีย์เวิร์ดแพงๆ นั่นล่ะครับ เหอๆ ไม่อยากจะพูดเท่าไหร่

ผมเองเริ่มต้น สมัคร adsense ด้วยการใช้ [tag]blogspot[/tag] เหมือนๆ ท่านอื่นๆ เริ่มต้นมาด้วยการลองผิดลองถูก โดนให้ส่งเว็บไป resubmit อยู่หลายครั้ง จนกระทั่งรู้ทาง

ดังนั้น ผมกล้า บอกได้ว่า ถ้าคุณทำ blog ด้วย blogspot และลง adsense ยาก ที่จะรุ่ง

ทำไม ผมถึงกล้าบอกอย่างนี้

อันดับ Blogspot แม้ว่าทำมาเพื่อ สร้าง Blog ลง Adsense แต่ถ้าลองดูดีๆ แล้ว กลับไม่มีบล็อกไหนสำเร็จ รุ่งกะ Adsense เลย หลังจากที่ผมนั่งอ่าน Case study ต่างๆ ของ Google ที่ประสบความสำเร็จ ร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครใช้ adsense ใน Blogspot เลย

ทำไม ????

คำถามนี้คงต้อง ตอบกันลำบากเหมือนกัน คงฟันธงไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ จุดบกพร่องของ Blogspot คือ คุณไม่สามารถทำ Promotion ได้เต็มรูปแบบนัก หากคุณเคยเล่นกับการทำ SEO แล้ว เคยลองเสียเงินให้กับ Google adwords การเข้าใจระบบเอามาวิธีเคราะห์ออกมานั้น แม้มันจะไม่เข้าใจทั้งหมด แต่มันทำให้เราเข้าใจในส่วนหนึ่งได้ดีครับ

Blogspot เองแม้ว่าเป็น blog แต่ระบบยังถูกจำกัดความเป็นบล็อกเหมือนกับ ฟรีบล็อกหลายๆที่ ดังนั้น กรณีนี้จึงรวมไปถึงฟรีบล็อกด้วยนะครับ

สิ่งที่โดนจำกัด เช่น คุณไม่สามารถที่จะทำ [tag]Google sitemap[/tag] เพราะคุณ upload ไฟล์ sitemap.xml ไม่ได้ คุณไม่สามารถลง plugin อย่างพวก technorati tag ได้ คุณไม่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนเจ้า metatag ต่างๆ ไปตามแต่ละ content ได้ เป็นต้น

ซึ่งแต่ละอัน อย่าง sitemap นั้น เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยในการทำ SEO

นอกจากนี้ ความยากในการขยับขยายเพิ่มเติมในบล็อก ที่ประสบความสำเร็จของ google นั้น มักจะเป็นบล็อกส่วนตัว ที่มีการลงทุนจดโดเมน เช่าโฮสต์ กันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งนั่นมันหมายถึง การที่เราสามารถจะขยายตัวเองไปเพิ่มเติมได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ ให้แก่เว็บบล็อก อย่างที่ใน USA ทำกันคือ มักจะทำเสื้อประจำบล็อกขาย (ผมเองก็กำลังเล็งไว้เหมือนกัน อาจจะทำเอง เพราะเคยทำวพวกซิลล์สกรีน มาก่อน :P )

การรับ ads อื่นๆ เพิ่มเติม มาจัดลงใน Weblog ส่วนตัวนั้นด้วย

ต่อมาคือ ยิ่งเป็นการ copy content แล้วด้วย มันกลายเป็นว่า คุณไม่มี unique content เลย ซึ่งเท่าที่ลองมา มันทำให้ลดความน่าสนใจลงไปเยอะทีเดียวครับ คนแค่ผ่านมาแล้วผ่านไป Pageviews/visitors น้อยมาก แค่ 1 -2 เท่านั้นเอง

ดังนั้น ต้องมานั่งดูวิธีการนำเสนอ เสียด้วยครับ ไอ้การเขียนเป็นภาษาไทย ฝรั่งหัวแดงๆ เข้ามาก็คงจะงง What's this??? I can't read it. แล้วมันจะได้อะไรอีก ดังนั้น จุดที่น่าสนใจคือ การก้อบแล้วนำมานำเสนอ อย่างไรให้คนสนใจ นั่นต่างหากที่ผมกำลังอยากรู้

แต่สุดท้ายแล้ว หากคุณเป็น Blogger ตัวจริง คุณก็จะรู้ว่า ไม่มี Free Blog ตัวไหนตอบสนองได้ตามความต้องการดีเท่าการลงทุนเองเลยครับ เพราะผมเองก็เป็น Blogger เร่ร่อน อยู่นานโข เล่นในไทย เล่นไปเล่นมา เผลอ มีคำหยาบหน่อยเดียว โดนท่าน webmaster ไล่ซะงั้น เปลี่ยนไปเล่น อีกที่นึง ก็ช้าเป็นเต่าหลับ ไปเล่นที่ไหน ก็ไม่ถูกใจเท่าทำเอง 555+

ซึ่งจริงๆ แล้วตัวนี้ เป็นความคิดเห็นส่วนตัว นะครับ จากที่ลองทำใน blogspot อยู่เกือบเดือน promote พอสมควร แต่ stat ไม่ขึ้น ย้ายไปใช้ Free host ก็มี stat ดีขึ้นมาหน่อย แต่ติดตรงที่ว่า มันช้าและล่มบ่อย

จนสุดท้ายมาลงทุนลงแรง เสียเงินนี่ล่ะครับ ดูแล้ว stat ค่อยจะคุ้มหน่อย

ปล. เดือนหน้าไม่รู้ว่า Adsense Case study ที่ผมกำลังจะเก็บข้อมูลอยู่เนี่ย จะเสร็จไหมเหอๆ ถ้าเสร็จนะ รับรอง มีเฮ แน่ๆ

Case Study:Netdesign, Brand awareness by Website.

วันนี้คงต้องขอนอกเรื่องนิดหน่อยล่ะครับ พอดี คิดอะไรเพิ่มเติมหน่อยครับ จากการที่ได้เข้าไปเล่นตามเว็บต่างๆ สิ่งหนึ่งที่เห็นและคิดว่าน่าสนใจ และน่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีตัวหนึ่ง เกี่ยวกับการทำ website เพื่อ[tag]การสร้าง Brand[/tag] ซึ่งมันน่าจะโยงไปถึงการทำ [tag]Weblog[/tag] เพื่อการสร้าง [tag]brand[/tag] ได้อีกด้วยครับ ซึ่งตอนนี้คงต้องบอกว่า ในไทย ยังไม่มีการใช้ Weblog ในการสร้าง Brand เท่ากับในต่างประเทศทางโซน อเมริกา และ ยุโรป

ซึ่งกรณีตัวอย่างนี้ ผมขอยกให้ Netdesign เป็นตัวอย่างก่อนอันดับแรก เพราะผมเห็น netdesign มาตั้งแต่ยังไม่เป็นที่รู้จัก เห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายปี ในการสร้าง Brand มา จนถึงทุกวันนี้ ที่คงต้องบอกว่า Netdesign ได้สร้าง Brand ในตลาดด้าน IT ได้อย่างแข็งแกร่งอย่างมากในบ้านเรา ที่เป็นโรงเรียนสอนทำเว็บไซต์ (ซึ่งจริงๆแล้วนั้น Nerdesign มีมากกว่าการสอนแค่ทำเว็บ)

แต่เดิม netdesign ไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ในกระแสของการเป็น Brand ของโรงเรียนสอนทำเว็บ ดูจะโดดเด่นกว่า โรงเรียนอื่นๆ Netdesign มีสถานะ เป็นเพียง ศูนย์ฝึกอบรมการทำเว็บ (ผมเองก็จำไม่ได้แล้วว่า Netdesign เริ่มที่แรกที่ไหนด้วยซ้ำ)

หลังจากนั้น netdesign ได้เริ่มพยายามก้าวเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมด้าน IT ในบ้านเรา เช่น การร่วมการฝึกอบรมของ Nectec ในช่วงที่ Nectec ก็เริ่มต้นเช่นกัน

จากนั้น Netdesign ก็ยังไม่หยุด ในการสร้าง Activities ในวงการอินเตอร์เน็ตบ้านเรา จนกระทั่ง จดเป็นโรงเรียนสอนอย่างเป็นทางการ พร้อมกับหน้าเว็บ สีส้มๆ อย่างเป็นทางการทีเดียวครับ

ซึ่งในขณะที่ใครไป พันทิพในยุคนั้น ก็จะพบว่า มีโรงเรียนสอนคอมฯ อยู่มากโข ในชั้นบนๆ มีการแจกใบปลิวหลักสูตรกันมากพอสมควร แข่งกับ โรงเรียนสอนพิมพ์ดีด ที่เหลือไม่กี่ห้อง (ยุคสุดท้าย:อวสานแห่งเครื่องพิมพ์ดีด ยี่ห้อดังอย่าง Olympus)

ตอนนั้น คู่แข่งของ Netdesign เห็นจะมีหลักๆ ก็คือ โรงเรียนสยามคอมพิวเตอร์ ที่มีหลักสูตรหลากหลาย แต่เป็นพื้นฐานจำพวกโปรแกรม office และมีหลักสูตร web builder ประกอบไปอยู่ 1 หลักสูตร ถ้าจำไม่ผิดนะครับ

จากนั้น มันเข้าสู่ช่วงของ ยุคตื่นเว็บ ( ดูตื่นเต้นดีไหมครับ ) ในช่วงที่ Sanook.com ของคุณปรเมศว์ ขายให้แก่เครื่อ Mweb ในหลักสิบล้าน ยุคนั้นมีเว็บดังๆ อยู่หลายต่อหลายเว็บ ไม่ว่า pantip.com ที่เป็นเจ้าพ่อวงการ webboard ,Thaimail , Hunsa.com, jorjae.com (ตอนนี้ย้ายไปซบ อกทรูคอร์ปแล้ว เท่าไหร่ก็ไม่รู้ อิอิ) Mthai.com เป็นต้น

ซึ่งหลังจากที่มีการขาย Sanook.com ไปแล้วทำให้คนไทยหลายๆ คนหันมาสนใจ เหมือนกับการตื่นขึ้นมาสนใจ การทำเว็บไซต์ โอ๊ะโอ!! (ใครเล่นเน็ตในยุคนั้นคงจะไม่ลืม ICQ แน่ๆครับ เหอๆ) มันทำเงินได้นะ

Netdesign จึงเริ่มหันมาสร้าง Brand ต่อยอด ด้วยการลงทุน ซื้อ Ads ในเว็บไซต์ อย่างสนุก ขนาดเล็กๆ และเว็บอื่นๆ แต่นั่นก็ดูจะช่วยส่ง เสริม Netdesign ให้เริ่มได้รับความสนใจ จนต้องขยายสาขาต่อมาเรื่อยๆครับ

จากการที่เริ่มได้รับ การประสบผลสำเร็จจาก Ads บนเว็บไซต์ ธรรมดาๆ ขนาดไม่ใหญ่มาก Netdesign ก็ตัดสนใจรุกหนักในช่วงต่อมาครับ

และนั่นคงจะเป็น จุดกำเนิดของ Ads อันอลังการครับ นั่นคือ Ads ขนาดใหญ่ขึ้นมา โดยใช้น้อง Balloon เป็น Presenter ทำให้ Netdesign ดูโตขึ้นทันทีครับ (โตเพราะอะไรหว่า 5555+)

เรียกได้ว่า Netdesign จะมี Banner ลงในเว็บอันดับต้นๆ ทุกเว็บเลยครับ ซึ่งไล่ตามลำดับลงไปเลย Sanook, kapook, mthai, husa, pramool และเว็บอื่นๆอีก มาก

นั่นยิ่งถือว่า เป็นการตอกย้ำแบรนด์ Netdesign ให้เป็นที่รู้จัก เป็นที่คุ้นตา และติดตาในที่สุด แล้วจึงค่อยมี ads ออกมาโผล่ ตามทีวี

กรณีของ Netdesign คงจะปฏิเสธไม่ได้ว่า Brand Netdesign เกิดขึ้นมาเพราะการทำประชาสัมพันธ์ผ่านทางเว็บไซต์ เป็นหลัก เป็นจุดเด่นเลยก็ว่าได้ ซึ่งหากมาลองตีโจทย์ว่าทำไมต้องทำในเว็บไซต์ มันคงจะมีคำตอบอยู่ไม่กี่อันคือ

1.Netdesign เน้นจุดขายเกี่ยวกับการทำเว็บ ดังนั้น การทำลงโฆษณาตามเว็บ นั่นคือตรงกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด
2.การลงโฆษณาในหน้าแรก เด่นๆ ในเว็บดังๆ เป็นการสร้างดึงดูด ให้คนติดตา และจำ Brand ได้

3.การที่คนเล่นเว็บไปพบไปเห็นในช่วงนั้น คือกลุ่มคนที่มีความรู้ มีการศึกษา และถ้าเป็นกลุ่มคนทำงานก็จะเป็นกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์ กำลังทรัพย์ดี ดังนั้นจึงง่าย ที่จะโน้มน้าว และนำเงินออกมาแลกความรู้

4.การสร้าง Brand อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดนิ่งๆ ไม่ว่าจะมีกิจกรรมกับหน่วยงานต่างๆ เช่นการอบรมทำเว็บเบื้องต้นฟรี ตามมหาวิทยาลัย เข้าร่วมกิจกรรมด้านไอที แทบจะทุกงานเลยก็ว่าได้ ตรงนี้มันจึงทำให้ คนติดตา และเห็นบ่อยขึ้นไม่ขาดตอน
5.ตอกย้ำ Brand กับสื่ออื่นๆ เช่นหนังสือ IT และ spot โฆษณาในทีวี เป็นต้น เพราะคงต้องยอมรับว่าในจุดนี้ ถือเป็นการต่อยอดครับ

ซึ่งจาก 5 ข้อที่กล่าวมา Netdesign ก็ยังมีการทำขยับขยายต่อยอดธุรกิจด้านการเรียนการสอนเว็บ นั่นคือ NetdesignHost นั่นเอง ถือเป็นการต่อยอดธุรกิจออกมาจาก การเรียนการสอนที่มีอยู่ เพื่อตอบคำถามให้กับนักเรียนว่า

"ถ้าผมเรียนจบแล้ว ทำเว็บจะไปฝากเว็บกับใครดี"

ซึ่งเมื่อ Brand มันโตมาถึงจุดหนึ่งแล้ว การต่อยอดไปทำอย่างอื่นๆ ต่อ มันก็ไม่ยาก คล้ายกับการที่ Google ต่อยอดขยาย Service ของตัวเองอยู่ในขณะนี้นั่นเอง

ดังนั้น ในการทำอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นเว็บ หรือ Blog หรืออะไรก็ตามแต่ในมุมของธุรกิจ หรือเพื่อธุรกิจแล้ว การสร้าง Brand เป็นสิ่งสำคัญ พอกับการสร้างเว็บที่ควรจะมีเอกลักษณ์ มีความเป็นจุดเด่นไม่ว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง และมุ่งเป้าไปจนมันสร้างติดตลาดได้ จากนั้น เราจะเพิ่ม เสริม อะไร ขยับขยาย Service ก็ง่ายกว่า การที่ทำๆ ไปเรื่อยๆ

โดยไม่รู้ว่า เป้าหมายของเว็บไซต์คือ อะไร มันคงไม่ต่างกับ เดินในถ้ำมืดๆ ของโลก Cyber โดยไม่มีแสงไฟ เพื่อหาทางออกให้กับตัวเอง แล้วสุดท้าย มันก็กลายเป็น วัฏจักรของเว็บขยะ เว็บนึงเท่านั้น

Tags :

Adsense Tip:Keyword density,Do you know????

เอาล่ะครับ พักนี้ งานเยอะแยะปั่นป่วน และบ้าคลั่ง :p เพราะความที่เป็นลูกอิช่างคิด ช่างฝัน คิดโน่นคิดนี่ คิดไปเรื่อยเปื่อย ผลสุดท้าย เหมือนหางานให้ตัวเองครับ เหอๆ

แต่สำหรับผมแล้ว ก็ OK ครับมันส์ดี เครียดดี 555+ (บ้าป่าวเนี่ย) อะ มาเข้าเรื่องกันครับ อย่างที่บอกว่า ผมเคยบอก เคยแนะนำหลายท่านที่ได้คุยกันถึงเรื่อง [tag]Adsense[/tag] ไปพอสมควร มันก็เลยมีคำถามตามมา

"เฮ้ย ไอ้เว็บนี้อ่ะ มันมีเนื้อหาน้อยกว่าอีก ทำไม มัน [tag]ads[/tag] ขึ้นวะ แล้วของกรูล่ะ ทำไมมีเนื้อหาเยอะแต่ไม่ขึ้น"

อ่า ดูเหมือนจะเป็นปัญหาโลกแตกจริงๆ ครับ กะไอ้ Adsense ขึ้นบ้างไม่ขึ้นบ้างเนี่ย วันนี้ก็เลยจะมาบอกเล่าเก้าสิบ เกี่ยวกับ [tag]Adsense Tip[/tag] ที่ช่วยให้ได้เจ้า Ads by Goooooogle เนี่ย มันแสดง แทนที่จะเป็น News by Goooogle

อย่างที่สงสัยกันคือ ระหว่างเนื้อหาเยอะ กับเนื้อหาน้อย ทำไม จำนวน Ads มันแสดงไม่เท่ากัน

ปัจจัยแรกเคยกล่าวไปแล้วครับในส่วนของProblem of Adsense display in Thai website. , Increased Number of Ads display ,Tip for adsense. และ Adsense Thai FAQ. (เยอะเหมือนกันนะเนี่ย)

ที่หลายคนเอาลองไปทำแล้ว ทั้งเคาะ ทั้งหนา ทั้งเนื้อหา ทั้ง url โอ้ย สารพัด แต่มันก็ยังไม่ได้อย่างใจ กลายเป็นว่า มั่วป่าวเนี่ยไอ้บล็อกนี้เนี่ย ???

หาว่าเรามั่วซะงั้น (มั่วก็มั่วอย่างมีหลักการล่ะครับ)
ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่มองข้ามกันไปครับ นั่นคือ [tag]Keyword Density[/tag] คุณรู้จักมันไหมครับ ไอ้ keyword density เนี่ยมันคืออะไร

มาม่ะ ผมจะบอกให้

Keywords density คือ ปริมาณ[tag]ความหนาแน่นของคำสำคัญ[/tag]หรือ Keyword นั่นเองครับ

ในเนื้อหา หรือในหน้าเว็บใดเว็บหนึ่ง จะมีคำอยู่มากมาย เยอะแยะ เป็นร้อยเป็นพัน แต่จริงๆแล้ว เวลา Bot ไม่ว่าจะเป็นตัวไหนก็ตาม มาทำการเก็บข้อมูลในหน้าเว็บเรา มันก็จะตัดคำบางคำทิ้งไปอย่างไม่เหลือเยื่อไย เช่น "The","a" ,"is" เป็นต้นครับ เพราะว่า มันน้อยมาก ที่คนจะใช้คำเหล่านี้ เป็น keywords หลักในการหาข้อมูล

รวมทั้งคนทำ Adwords ด้วยครับ ทำให้ ระบบตัดคำออกไปมากมาย เหลือคำจริงๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้น

คำที่เหลือ จะถูกนำมาค้นหาคำซ้ำซ้อนกัน โดยมักจะแบ่งเป็น คำเดียวโดดๆ (เช่น Blogger,blog), สองคำ (เช่น Thai blogger, Thai blog ) สามคำ (เช่น Thai SEO blog, Thai SEM blog ) เกินว่า 3 คำไปจะมีหรือเปล่า อันนี้ไม่แน่ใจครับ

แต่ที่แน่ๆ ตรงกลุ่มพวกนี้ ตั้งแต่ 1-3 คำนี่ล่ะครับ มันมีผลต่อการแสดงของ Ads เลยทีเดียว

คำที่ได้ ในแต่ละกลุ่ม จะถูกนำออกมาคำนวณ และให้ค่าคะแนน ซึ่งหากเราจะคิดง่ายๆ ก็คิดเป็น % นั่นล่ะครับ

สมมุติว่า ใน Blog แห่งนี้นะครับ มี คำที่เหลือจากการตัดคำแล้ว 1000 คำ มี คำว่า Blogger อยู่ 10คำ นั่นคือ มี keyword density เท่ากับ 1% เท่านั้น

ระบบของ Adsense ก็จะทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทั้ง 2 คำ และ 3 คำด้วย ก่อนจำนำไปคิดเป็นคะแนน และเลือก ads มาให้ นั่นเอง ถ้ามีคนทำ โฆษณาใน keywords เหล่านี้

"งั้นถ้ามีคีย์เวิร์ด มันก็ต้องแสดง Ads สิ"

ใช่ครับ มันแสดง แต่ถ้าค่าคะแนนแต่ละ keyword มันน้อย โอกาสแสดง ads มันก็จะน้อยเช่นกัน สาเหตุเพราะว่า google มองว่า คุณกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องนี้น้อย

ดังนั้น เมื่อคุณใช้ keyword ในเรื่องใดน้อย นั่นแสดงว่า content หลัก ในเว็บคุณ ไม่ใช่เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีคีย์เวิร์ดเลย google จะมองที่ keyword ที่มี density มากๆ เป็นหลัก เพราะนั่นหมายถึงว่า เว็บคุณมีเนื้อหาหลัก เกี่ยวข้อง ดังนั้น จึงจัดการเอา Ads ที่เกี่ยวข้องมาลงให้

ดังนั้นจุด ต่างตรงนี้ ระหว่าง เว็บที่มีเนื้อหาน้อย กับมีเนื้อหามากๆ ความได้เปรียบกัน คงจะอยู่ที่ keywords density นี่เช่นกัน

"อ่าว งี้ เราก็เขียนเนื้อหาน้อยๆ สิ จะได้ Density สูงๆ"

มันก็คงไม่ง่ายขนาดนั้น แน่นอนว่า Density มันสูง แต่โอกาสที่จะแสดง ads เดิมๆ ซ้ำๆ ถ้าพลาด มันก็แสดง ads ฟรีไปเลย ตรงนี้เป็นอีกข้อเสียหนึ่งครับ

และผมเองก็คิดว่า Google คงจะมีการคำนวณไว้ด้วยว่า ในหน้าเว็บไซต์หนึ่ง ควรจะมี คำทั้งหมดในหน้าเว็บอย่างต่ำเท่าไหร่ ดังนั้น ท่านที่คิดว่า อ่า เราใส่มันคำเดียวนี่ล่ะ ทั้งหน้า keywords density 100 คะแนนเต็ม ส่วนมาก ก็ไม่ค่อยรอดครับ เหอๆ

"อ่า อย่างงี้ กระผมก็ใส่ keywords ซ้ำๆ เยอะๆ ลงไปสิ คำก็ได้เยอะ density ก็ได้เยอะ"

เหอๆ อันนี้ Google เค้าเรียกว่า keywords stuff เป็นการ spam keyword อย่างหนึ่งครับ คงไม่รอดเช่นกันครับ เหอๆ ส่วนมากแล้วไม่ควรมีคำใดได้ keywords density เกิน 20% (ข้อมูลจากการทำ SEO นะครับ) ส่วนวิธีการเช็ค ก็แนะนำให้ไปดูในส่วนของ SEO Tool ครับ ผมมีเครื่องมือไว้ให้แล้ว ในการเช็ค keyword density

ดังนั้น ก็ลองดูนะครับ ลองดูว่า ความหนาแน่น ของ[tag]คำสำคัญ[/tag] ในเว็บคุณมีแค่ไหน ลองปรับกันดูนะครับ ซึ่งคิดว่า คงจะช่วยส่งเสริมได้พอสมควรครับ ที่จะช่วยให้ Adsense ของคุณแสดง Ads เพิ่มมากขึ้น

Tags :

Mediapartners-Google, what do you do???

ท่านที่เคยอ่าน เว็บบล็อกของผม เคยอ่าน น่าจะคงเคยเห็นมาบ้างครับว่า ผมบอกว่า ไอ้เจ้า [tag]Mediapartners-Google[/tag] ซึ่งเป็น Bot ของ [tag]Google adsense[/tag] นั้นไม่เกี่ยวข้องกับการทำ SEO หรือ การ [tag]Indexs ของ Google[/tag] เลย

แต่วันนี้ มันมีสิ่งที่เปลี่ยนไป??

เมื่อเจ้า Mediapartners-Google ตัวนี้ ดั๊น ไปทำ Indexs หน้าเว็บเข้าสู่ Google ด้วยแล้ว ครับ มันก็เป็นเรื่องเท่านั้นเองครับ ที่มาของคนช่างสังเกต นั่นเอง ลองดูภาพประกอบด้านล่างนะครับ

media partner bot index website
(ที่มาจาก http://www.jensense.com/archives/2006/04/adsense_mediapa.html )

จากภาพจะเห็นได้ว่า หน้าของ [tag]Cache page[/tag] ใน google เป็นเวลาเดียวกับ เวลาที่ adsense bot มันเข้ามาใน server (ในภาพจะเป็นตัวหนังสือ 2 บรรทัดแรก ได้มาจาก log )

ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผมยังค่อนข้างกังขาอยู่เหมือนกัน ว่า แน่ใจได้แค่ไหนนั่นเอง อาจจะจังหวะ เดียวกันที่ bot มาพร้อมกันรึป่าว??

แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่ครั้งเดียวด้วยครับ

ผมเองก็ ยังคงต้องขอเก็บข้อมูลอะไรมากอีกซักหน่อย วันนี้ก็แค่ นอกจาก เอาข่าวมาฝากกันครับ

Splog,What's Splog???

ห่างหายไม่ได้อัพไปหลายวันครับ เนื่องด้วยภาระกิจงานที่ รัดตัวติ้วๆ ทั้งงานที่ office แล้วก็ Project บ้าบอส่วนตัวไปวันๆ ครับ นั่งปั่นPHP กันบ้าบอไปหลายวัน เมื่อวานศุกร์ ก็นั่งเขียนสคริปต์ ทำ [tag]Google Sitemap[/tag] ไป เห้อ เพราะเท่าที่ดูแล้ว

1.ของฟรี ไม่ได้อย่างใจ

2.ของพี่ Google เอง ก้อเดี๋ยวจะรันเกินหน้าที่ Server จะเดี้ยงเอา

3.มันยืนหยุ่นไม่ได้ตามที่ต้องการ (sitemap สำหรับเว็บบอร์ดนี่ มันต้องเผื่อสร้างหมวดใหม่ด้วย)

สุดท้ายนั่ง บรรเลงอยู่วันนึง โอ้ว ในที่สุดก็เสร็จ ที่นานเพราะไอ้ตัวบอร์ดเนี่ย ผมไม่ได้สร้าง Programmer เค้าทำ เลยเสียเวลานั่งไล่โค้ดอยู่พอสมควร สร้าง sitemap เป็นหมวดๆ แต่ละหมวด จะถูกสั่งให้รัน gzip บีบอัดให้เล็กลงอัตโนมัติ ส่งเข้าgoogle sitemaps อ่า สคริปต์ไม่ผิดรูปแบบเสียด้วย 555+ เหลืออย่างเดียวคือ คำสั่งให้มัน Ping ไปบอก google ทุกครั้งที่มีการ update sitemap อย่างเดียวเท่านั้น โย่วๆ (เอาไว้วันจันทร์แล้วกัน อ่าว พรุ่งนี้แล้วนี่หว่า)

กลับมาเข้าเรื่องครับ พอดีมีเวลาเหลือนิดๆ หน่อยๆ เข้าไปอ่านตามเว็บโน้น เว็บนี้ ตามปรกติ แต่สิ่งที่เห็นคือ กระแสทำ Adsense ที่ Blogspot เพื่อหาเงิน และหาเงิน นั้นดูจะแรงขึ้น มีการเอาไปลงโพสต์ ในลักษณะของ comment spam กันแล้ว (เห้อ เมื่อไหร่จะเลิกหน้าเงินกันลงมามั่งเนี่ย)

การทำบล็อกขยะ เพื่อหาเงินในลักษณะนี้ ในต่างประเทศเองก็มีเยอะครับ เลยเกิดคำศัพท์ขึ้นมาคือ [tag]Splog[/tag] ซึ่งน่าจะมาจากการปฏิสนธิ ไม่ดิ ไม่ใช่อย่างงั้น ปะโธ่ ซึ่ง splog ยังรวมไปถึง การสร้าง Blog ขยะ เพื่อสร้าง inbound link ให้แก้เว็บหลัก, การสร้าง Comment ขยะ ตามเว็บบล็อกเพื่อ ให้ได้ประโยชน์ ในส่วนของการทำ SEO อีกด้วย

น่าจะมาจากคำว่า [tag]Spam + Blog[/tag] กลายเป็น Splog ครับ

จุดนี้ แน่นอนว่า ดีต่อตัวคนทำ (หรือเปล่า น่าจะใช่ เพราะเค้าได้เงินกันนี่) ครับ แต่ไม่ดีต่อคนเล่นเน็ต เพราะเจอแต่อะไรก็ไม่รู้ ทั้งๆที่ สังคมในการทำ [tag]blog[/tag] ทั้ง Blog provider, blogger เริ่มต้นจากสิ่งดีๆ ในตัวเนื้อหา ที่เป็น unique content, Best content และมีประโยชน์ ทั้งสิ้น

กลับกลายเป็น เริ่มต้นของการสร้าง ขยะ บนสังคมออนไลน์ แบบเดียวกับที่เกิดขึ้นกับตัวของ junk mail ที่เกลื่อนไปในตอนนี้เสียแล้วล่ะซิ เห้อ

ปล.ของผมเนี่ยเข้าข่ายไหมเนี่ย 555+ เพราะเคยร่อนเร่ไปทำ blog ที่นั่นที่นี่ไว้ แต่ไม่พอใจเล๊ยให้ตายสิ พอมาทำเป็นหลักแหล่งที่นี่ ก็เลยเข้าไปนั่งแก้ตามเว็บต่างๆ ชี้เป้า บอกว่า เลิกร่อนเร่ ย้ายมาที่นี่แล้ว เข้าข่ายป่าวหว่า คงไม่มั้ง เอิ้กๆ

Tags :

SEO Project:Junk link for increase inbound link.

อ่า วันนี้ ก็พอมีเวลาว่างๆ อีกนิดหน่อย เลยแวะมา update content กันอีกรอบแล้วกันครับ ที่มาที่ไปก็ไม่มีอะไรครับ แค่สิ้นคิด ลองเข้าไปหาอะไร ใน Google เล่น แล้วเจอจุดกระตุกต่อม [tag]SEO[/tag] ให้ตื่นอีกทีนึงครับ หลังจากที่พักนี้ รู้สึกไปแต่ทางฝั่งของ Adsense มากไปนิด คงเพราะมันเห็นอะไร เกี่ยวกับ Adsense มาสะกิดเยอะไปหน่อย เหอๆ

เอาล่ะครับ สิ่งที่ผมไปเจอ ใน google ที่ให้นึกขึ้นมาได้ว่า มันมีเทคนิค ในกลุ่มของ [tag]Blackhat seo[/tag] ในการสร้าง Inbound link ครับ ซึ่งพบเห็นได้ทั้งไทยและเทศ

ในของไทยเอง บอกได้เลยว่า เคยเจออยู่แค่ตัวเดียว แต่หลายๆ เว็บบอร์ด หลายๆที่ เพราะเค้าไปสร้างขยะไว้เยอะนั่นเองครับ

เทคนิคนี้คือ การไปสร้าง ลิ้งค์ขยะ ตามเว็บบอร์ดต่างๆครับ

ภาพประกอบ
blackhat seo by junk link, junk comment

แต่ถ้ามันลิ้งค์ สองลิ้งค์ คงไม่เท่าไหร่ แต่ส่วนมาก กลุ่มนี้มักจะสร้างกัน กระทู้ละหลายๆลิ้งค์ และหลายๆ กระทู้ครับ ยิ่งระบบที่ไปยิงนั้นไม่ได้เป็นระบบที่มีการเช็คค่าอย่าง HTTP_REFERER (ใน php นะครับ ส่วน asp เนี่ยผมลืมไปนานล่ะ 555+) พี่แกจะเล่นยิงกันเป็นร้อยหน้า เลยครับ

เว็บบางเว็บโดนยิงเข้าไปใน guestbook ทำเอาหน้าเว็บนั้นเดี้ยงไปเลยก็มีครับ ส่วนมากแล้ว เท่าที่เห็นจะเป็น ต่างประเทศ มายิงในบ้านเราเสียเยอะ ส่วนบ้านเราที่ป่วนเว็บไทย ด้วยกันอย่างไม่ลืมหูลืมตา ก็เห็นมีอยู่ที่เดียว (ไม่รู้เหมือนกันว่า ส่วนหนึ่งที่ไม่กล้าป่วนเว็บไทยด้วยกันครับ เดี๋ยวจะเสียเครดิตรึป่าว)

เทคนิคไม่ยากครับ ยิ่งถ้ามีหัวของ Programming นิดหน่อย ก็เขียนสคริปต์ได้แล้วครับ ทำเป็นสคริปต์สำเร็จรูปแล้ว ยิงง่ายมากๆครับ

เริ่มต้นไม่ยากครับ ปรับแก้แหล่งยิงได้อย่างอิสระ

1. Finding target.

ผู้ที่จะทำมักจะหาเว็บเป้าหมายก่อนครับ เป้าหมายแรกที่จะโดนคือ สคริปต์ในกลุ่มของ Free script ไม่ว่าจะเป็น เว็บบอร์ดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น IPB,phpNuke,phpBB เป็นต้น หรือฟรีสคริปต์ Guestbook ต่างๆ ซึ่งในกลุ่มของ guest book ได้รับความนิยมมากครับ(ในต่างประเทศ) เพราะเว็บส่วนใหญ่ที่มี มักจะเป็นเว็บที่ไม่ใหญ่มากนัก และเป็นส่วนที่ไม่ค่อยได้รับการดูแล

ซึ่งในกลุ่มของฟรีสคริปต์ จะโดนได้ง่ายเพราะฟอร์มต่างๆ จะเหมือนกัน การหาเป้าหมายทำได้ง่าย ผ่านทาง Google นี่ล่ะครับ ส่วนคีย์เวิร์ดในการหา ก็เอาพวกที่สคริปต์เหล่านั้นต้องมีอยู่แล้ว นั่นคือ ตัว copyright นั่นเองครับเช่น "Powered by phpBB" ชื่อไฟล์ เป็นต้นครับ

ซึ่งจะได้เป้าหมายเยอะเลยล่ะครับ

2.Lock target.

เมื่อหาสคริปต์เป้าหมาย ได้แล้ว ต่อมาคือ การสร้างหน้า และสคริปต์สำหรับ spam ขึ้นมาครับ โดยไปทำการ views source ดูฟอร์มต่างๆ เพื่อหาค่า name ของฟอร์มนั้นๆ ครับ ลักษณะจะเป็น

input type="textbox" name="post">

ซึ่งเก็บเอาค่าที่จำเป็นมา ไม่ว่าจะเป็น ช่องโพสต์, ช่องกรอกชื่อ กรอกเมล์ มาสร้าง form ใหม่ครับและมีการปรับค่าเล็กน้อย เป็น

input type="hidden" name="post" value="ลิ้งค์ มายังเว็บที่ต้องการและ keyword เช่น blog, blogger เป็นต้น">

form name="webForm" id="blog" action="target url" method="post"

จากนั้นก็ มีการเขียน JavaScript ลงไป เพื่อใช้ให้ระบบมันยิงให้เรื่อยๆ เช่น ยิงในกระทู้ ID 1 หรือกระทู้แรกของเว็บ ถึงกระทู้ที่ 10 ,หรือเขียนเพิ่มเติมลงไปอีก ให้ ยิงตาม เว็บที่มีอยู่ในรายการ โดยการใส่ url เป้าหมาย ไปเก็บไว้ในตัวแปร ที่เป็น Array ตัวนึง แล้วสั่ง วนลูปเอา

เรียกได้ว่า เหลือแค่ กด submit ก็จะยิงได้ตามต้องการทีเดียวครับ

3.Bomb target.

เมื่อทุกอย่างพร้อม ก็ทำการยิงทันทีครับ ซึ่งหากไม่ผิดพลาด สคริปต์ที่เขียนไว้จะยิงให้อย่างแน่นอนเที่ยงตรงเลยครับ ตามรูปแบบที่ตั้งไว้ เช่น ยิงกระทู้เลขที่ 1-10 เพราะกระทู้นี้มักจะอยู่แรกๆ ไม่มีใครสนใจอยู่แล้ว , ยิงกระทู้ที่ 1-10 ตามรายการเว็บที่ใส่ไว้ เป็นต้น

ที่เหลือนอกไปจากนี้ ก็จะใช้วิธีการยิงแบบ Manual นั่นล่ะครับคือ เข้าไปแปะลิ้ง และคีย์เวิร์ดไว้ เพื่อให้ลิ้งค์นั้นมีคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องติดมาด้วยนั่นเอง ของไทยที่เจอ จะใช้วิธีลูกทุ่งๆ นี่ล่ะครับ โพสต์ไปทั่ว ข้อความยาวเกือบหน้า A4 ไม่ว่าจะเป็นเว็บมหาวิทยาลัย (bu.ac.th ) thaiware, Mr. palm เว็บหน่วยงานอย่าง กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เอาง่ายๆ ว่า ถ้าเอาคีย์เวิร์ดที่พี่แก เอาไปโพสต์เนี่ย เจอผลลัพธ์ ใน google 500 กว่ารายการแล้วกันน่ะครับ

เรียกได้ว่า ถือว่าเป็นเทคนิคในกลุ่มของ Black hat SEO สำหรับการสร้าง inbound link มายังเว็บตัวเองแล้วกันครับ

ปล. แต่เดี๋ยวพรุ่งนี้ ผมจะมาบอกวิธีแก้เผ็ดให้ครับ 5555+

SEO Project:Junk link, Get out!!!

สำหรับในตอนที่แล้ว คือ SEO Project:Junk link for increase inbound link.ได้พูดถึง การสร้าง [tag]Inbound link[/tag] โดยการใช้วิธีสร้างลิ้งค์ ขยะไว้ตามเว็บต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเว็บบอร์ด สมุดเยี่ยม เป็นต้น

มาถึงตอนนี้ หลายท่านคง อาจจะคิดว่าไม่เป็นไรมั้ง คงไม่เป็นไรหรอก นิดๆ หน่อยๆ แต่สำหรับคนทำ [tag]Blackhat SEO[/tag] แล้ว การสร้าง [tag]Inbound[/tag] link ในรูปแบบนี้ดูน่าสนใจจริงๆครับ เพราะลองคิดง่ายๆว่า ในโลกนี้ มีเว็บที่ใช้ สคริปต์ฟรี จำพวกนี้อยู่เห็นหมื่นเป็นแสนเว็บ ดังนั้น หาเราเจอเป้าหมาย ซัก200 เว็บ เว็บละ 20 ลิ้งค์ ด้วยสคริปต์ ที่ทำขึ้นเฉพาะกิจ แน่นอนครับ 4000 ลิ้งค์

อ่า มันเริ่มน่าสนใจแล้วใช้ไหมครับ ที่ 4000 ลิ้งค์ จาก 200 เว็บพุ่งตรงมายังเรา ในขณะที่ ถ้ามองในมุมกลับว่า เว็บเรา เป็น 1 ใน 200 เว็บนั้นจะทำอย่างไร ตรงนี้ จะแก้เผ็ดไอ้พวกนี้อย่างไร

ไม่ยากครับ เรื่องนี้ ค่อนข้างง่าย แต่ต้องเหนื่อยกะการแกะสคริปต์ฟรีๆ เหล่านั้น หรือ ไปตั้งค่า ลิ้งค์ที่ออกไปกันหน่อยล่ะครับ

ซึ่ง เราคงต้องทบทวนกันว่า Robots หรือ Spider นั้น จะวิ่งตามลิ้งค์ ต่างๆ ที่ปรากฏในหน้าเว็บ ดังนั้น ลองไปทบทวนเทคนิคอีกอย่างคือ การโกงแลกลิ้งค์ เป็น [tag]One-way-link[/tag] กันครับ ในหัวข้อ SEO project : Outbound link for Pagerank. ครับ ตอนท้ายๆ นั่นคือ การนำเอาคำสั่งบางตัวมาใส่ไว้ใน ลิ้งค์นั่นเอง คือ

a href=http://www.example.com/ rel="nofollow">

ด้านหลัง จะเห็นว่ามีเพิ่มขึ้นมาครับ rel="nofollow" ตรงนี้คือ เป็นคำสั่งที่บอก Robots ว่า ไม่ต้องวิ่งไปตามลิ้งค์นี้นะ แค่นี้เองครับ ง่ายๆ ก็พอจะแก้เผ็ดกันได้แล้วครับ 555+

หรือจะทำเป็นแบบอื่นๆ ก็ไม่ว่ากันครับ ตามที่หัวข้อ SEO project : Outbound link for Pagerank นี่ล่ะครับ ก็ลองดูกันนะครับ อย่างน้อย ก็ถือเป็นการแก้เผ็ดเล็กๆ ล่ะครับ

 

Tags :

BLog laborer, tired every thing.

เห้อ เหนื่อยครับ

เหนื่อย งานเยอะแยะไปหมด จนไม่รู้จะทำไรก่อนหลัง

เหนื่อย กับเรื่องบ้าๆบอๆ ของตัวเอง

เหนื่อย กับบล็อกที่ทำอยู่เยอะแยะไปหมด

เห้อ ชีวิต กรรมกรบล็อก

เหนื่อย.......................... :(

Tags :

Case Study:SEO in Gossipstar.com

ห่างหายไปนานกับ [tag]Case study[/tag] ใน [tag]การทำ seo[/tag] นะครับ ซึ่งที่หายๆ ไปเนื่องจาก ลองเล่นกับที่โน่นที่นี่เรื่อยๆ ซึ่งในตอนนี้จะเป็น Case Study จากที่ผมได้ทำให้ กับ เว็บไซต์ Gossipstar.com นะครับ

ก่อนอื่นเลย ต้องขอเกริ่นก่อนว่า เว็บไซต์ Gossipstar.com แต่เดิมใช้ภาพในเป็น [tag]content[/tag] หลัก นั่นคือ การเอาภาพจากหนังสือ ตัดมาลงในเว็บไซต์ เลย แน่นอนว่ามันโอกาสเป็นไปได้ไม่ง่ายเลยกับการทำ SEO

ต่อมาทาง Gossipstar.com ได้ปรับปรุงระบบ และผม ก็ได้รับมอบหมายใน การทำ [tag]SEO[/tag] ให้กับ Gossipstar ครับ ระบบที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ เป็นระบบเว็บบอร์ด content ดังนั้น การทำ SEO จึงง่ายขึ้นมาก

ผมทำการสำรวจเว็บไซต์ อย่างละเอียดอยู่ 2 วันครับ ว่าเนื้อหา ระบบโครงสร้างเป็นอย่างไรบ้าง มีจุดบกพร่องในการทำ SEO ตรงไหนบ้าง มีจุดได้เปรียบตรงไหนบ้าง

สำหรับจุดด้อย

1.ทั้งเว็บไม่มี แท็กอย่างในกลุ่มของ Headding เลย ไม่ว่าจะเป็น h1,h2

2.ภาพที่ใช้ไม่มี alt เลยแม้แต่ภาพเดียว

3.ไม่มีการทำ [tag]sitemap[/tag]

4.content ไม่มีตัวหน้า เลย

จุดเด่น

1.ความเป็น unique content ทำให้พอสร้างกระแส+ backlink ได้ง่าย และเนื้อหาเป็นเฉพาะกลุ่มจึงทำได้ง่ายๆ

2.มีเว็บอื่นๆ ที่มี PR สูงๆ (pr 3-6) สนับสนุน

3.Domain มีตรงเป้าหมาย

สิ่งแรกที่ผมเริ่มทำคือ สอบถามความต้องการคีย์เวิร์ดหลัก จากนั้นมาทำการหาคีย์เวิร์ดเสริมเข้าไปครับ แล้วก็เริ่มต้นทำ SEO ทันที การเริ่มต้นทำ SEO ด้วยการปรับแก้สคริปต์ของระบบ ใส่ตัว h1 ไปตามหัวข้อต่างๆ ครับ ซึ่งก็ต้องนั่งไล่แก้โค้ด php กันที่ละอัน เพราะโค้ดตัวนี้ ผมไม่ได้เป็นคนทำเลยแม้แต่น้อย เพิ่งได้เห็นโค้ดนั่นล่ะครับ เสียเวลาไปครึ่งค่อนวัน (และยังไม่ดีนัก)

จากนั้น ปรับในส่วนของ alt ตามภาพหลักๆ ให้ค่อนข้างเยอะพอสมควรครับ ซึ่งตรงนี้ ถือว่ายากเอาการ เนื่องจาก Code ที่มีนั้นค่อนข้างเยอะทีเดียวครับ (ถือว่าเป็น webboard ตัวนึงที่ยืดหยุ่นและโค้ดดี เลยล่ะครับ) เสียเวลาอีกเกินครึ่งวันครับ

ต่อมาครับ [tag]การทำ google sitemaps[/tag] แน่นอนว่า การทำ google sitemap นั้นไม่ง่ายนักเนื่องจาก

- server นี้ มีเว็บอื่นๆ วางอยู่ด้วย ดังนั้น การรันเจ้า [tag]google sitemaps[/tag]ที่ เป็นสคริปต์มาจาก google เลยนั้น คงจะไม่ดีแน่ๆ เพราะ การสั่งรัน Python เพื่อให้เช็คลิ้งค์ทั้งหมด ย่อมใช้ process ของ server เอาการทีเดียว และนั่น หมายถึง ผลร้ายที่มีโอกาสจะเกิดกับ server แน่ๆ

- การใช้ Free sitemaps script online จากที่อื่นนั่น ดูแล้ว ไม่เหมาะกับเว็บผู้ดูแล ไม่ค่อยทราบเกี่ยวกับการทำ sitemap เท่าไหร่นัก เพราะจะต้องเข้าเว็บ [tag]gen sitemap[/tag] แล้วนำไฟล์ xml มาใช้งาน upload ต่อ

- Webboard ตัวนี้ ถูกเขียนขึ้นเอง ดังนั้น หมดสิทธิ์หา plugin มาลงครับ

- สคริปต์มีความยืดหยุ่นสูง ดังนั้น เขียน sitemaps ตายตัวไม่ได้ด้วยครับ เมื่อมีการสร้างหมวดใหม่ ย่อมต้องทำ sitemaps ใหม่

- และด้วยความที่ตัว ระบบ พึ่งตัวเว็บบอร์ดเป็นหลัก ในการแสดง content ทำให้เมื่อนานไป แน่นอนว่า link ใน sitemap จะต้องเพิ่มมากขึ้นครับ ดังนั้น จึงต้องมาระบบ การ zip ตัวของ sitemaps ไปด้วยกัน

จากปัญหาทั้งหมด ผมเลยตัดสินใจ นำเอาสคริปต์ที่มีอยู่ในตัวระบบของ gossip มานั่งดู แล้วทำการเขียนสคริปต์สำหรับรัน เพื่อสร้าง sitemaps เองทั้งหมด

ซึ่งเสียเวลาทำอยู่ 2-3 วันมั้งครับจำไม่ได้ ระบบที่ทำขึ้นนี้ถือว่าเป็น sitemap เฉพาะเลย ไม่สามารถเอาไปใช้ที่ไหนได้เลยแม้แต่น้อย แต่ก็รุ่ง สำหรับเว็บ gossipstar.com ครับ โดยสคริปต์จะสร้าง sitemaps หลักขึ้นมา 1 อันครับ

sitemap หลักนี้ ผมใช้เป็นไฟล์ xml ซึ่งในตัวของ [tag]sitemaps.xml[/tag] จะแบ่งรายการออกเป็นหัวข้อตามหมวดต่างๆ เช่น gossip news อ่ะพวกนี้ครับ ซึ่งจะเช็คว่าในระบบมีหมวดอยู่ทั้งหมดกี่หมวด แล้วก็สร้างขึ้นรายการตามหมวดนั้น ทำให้ เมื่อมีการสร้าง หมวดใหม่ ก็จะสร้างรายการใหม่เช่นกัน

จากนั้นในแต่ละรายการที่แยกตามหมวดของเว็บบอร์ด จะถูกเรียกไปที่ sitemaps ย่อยๆ ของแต่ละหมวดอีกทีหนึ่งซึ่งจะอยู่ในรูปของไฟล์ซิบ ตรงนี้ การทำงานมีอยู่สองทีครับคือ สร้างตัว xml มาก่อน แล้วสั่ง zip ครับ

ซึ่งทั้งหมดนั้นก็เล่นเอาเหนื่อย และปวดหัวอยู่ทีเดียวล่ะครับ นั่งเขียนโค้ดกันบ้าบอมาก เพราะเว็บบอร์ดเป็นของ programer เค้าเขียนไว้ ผมเองต้องนั่งแกะโค้ด มาปรับให้มันทำ sitemaps ได้

สุดท้ายก็เสร็จ ครับ พร้อมเอา sitemaps ไปแปะไว้กับ google

ซึ่งหลังจากที่ผมทำ SEO รวมแล้ว ประมาณ 5-6 วัน ก็เสร็จเรียบร้อย สถิติ ของ gossipstar ที่เป็น referer มาจาก google นั้นมากขึ้นเรื่อยๆ โดยก่อนที่ผมจะทำ seo มี referer มาประมาณ วันละ 400 หลังจากทำ SEO แล้ว ขณะนี้เริ่มเพิ่มเป็น 800 แล้วครับ (ประมาณ 1 อาทิตย์) รวมทั้ง คีย์เวิร์ดหลักๆ ที่ใส่ไป วิ่งขึ้นมาอยู่ในหน้าแรก 4-5 ตัวแล้วเป็นทีเรียบร้อยครับ แม้ว่าจะไม่ใช่หน้าหลักๆ ก็ตาม (จริงแล้วก็มีเล็กๆ น้อยๆ อีกนะครับ แต่นึกไม่ออกว่าทำไรไปมั่ง :p เพราะลืม 555+)

การท