February 2006

Case Study:Google Pagerank.

จากที่เคยได้ยก เอาสมการที่ เป็นสูตรคำนวณ ค่า PR ของ Google เขียนลงใน บล็อก เกี่ยวกับ [tag]Google Pagerank[/tag]. ไปแล้วนะครับ

ซึ่งพอหลังจากที่มีเวลา ก็เกิดอาการฟุ้งซ่านขึ้นมาตะหงิดๆ เลยอดเอามาคิดเล่นๆ ไม่ได้ครับ ก็เลยสมมุติเอามาคิดกันเล่นๆ ครับ
แต่คิดว่า น่าจะมีประโยชน์สำหรับคนทำ [tag]SEO[/tag] ก็เลยเอามาให้ดูกันครับผม เกี่ยวกับ [tag]Pagerank[/tag]

ในกรณีนี้ ผมถือว่า มีหน้าเว็บไซต์อยู่ 3 หน้า ในเว็บ คือ A.html,B.html และ C.html จากนั้น หน้า A ถือว่าเป็นหน้าหลักของเว็บ
ที่มีลิ้งไปยัง หน้า B และ C ตามลำดับนะครับ ซึ่งอาจจะเป็นเนื้อหาอะไรก็แล้วแต่ จากนั้นในหน้า B และ C มีลิ้งค์ กลับมายังหน้าแรก
คือ หน้า A นั่นเอง (เหมือนกับ มีลิ้งค์ มาหน้า Home ทำนองนั้นครับ)

ที่นี้ ผมเอาหน้า A.html ไป submit ใน Google เพื่อให้ Google มาอินเด็กซ์ หน้าเว็บ A.html ตามปรกติ โดยที่
- ผมไม่ได้แลกลิ้งค์กับใคร
- ลิ้งค์ในหน้า A มีเพียงแค่ 2 ลิ้ง คือไปยังหน้า B.html และ C.html

google Pagerank

PR(A) = (1-d) + d(PR(t1)/C(t1) + … + PR(tn)/C(tn))

จากสมการที่มีอยู่ในตอนนี้ นะครับ ผมสมมุติให้ Google เนี่ย ให้ Damping Factor หน้า A.html เป็น 0.5 เพื่อง่ายต่อการคิดเลข
ผลคือ

PR(A)=0.5+0.5{(PR(B)/1)+PR(C)/1)}

'ซึ่งในวงเล็บจะได้เป็น PR(B)+PR(C)

PR(B) = 0.5 + 0.5 (PR(A) / 2)
PR(C) = 0.5 + 0.5 (PR(A) / 2)

'แทนค่า PR(B) และ PR(C)
PR(A)=0.5+0.5{(0.5 + 0.5 (PR(A) / 2)+ 0.5 + 0.5 (PR(A) / 2)}
PR(A)=0.5+0.5{(1+ 0.5 (PR(A) / 2)+ 0.5 (PR(A) / 2)}
PR(A)=0.5+0.5{(1+ 0.5(PR(A))}
PR(A)=0.5+0.5+ 0.25(PR(A))}
PR(A)=1.0+ 0.25(PR(A))
1.0 = PR(A) - 0.25(PR(A))
1.0 = 1.25(PR(A))
PR(A)=1.0/1.25 = 0.8

ดังนั้นเมื่อได้ PR(A)= 0.8 แทนค่าหา PR(B) และ PR(C) ก็จะได้ 0.7 เท่ากันทั้ง B.html และ C.html

แต่ถ้าในกรณีคล้ายกัน หน้าเว็บ X ที่ลิ้งค์ มิใช่ Index จาก Google ล่ะ แต่เป็นหน้าเว็บที่มีค่า PR สูงกว่านี้ เอาเป็นว่าคิดง่ายๆ
สมมุติต่อว่า ผมสามารถแอบเอาลิ้งค์ ไปแปะในหน้าของ Abobe.com ได้ล่ะ เลือกเอาหน้าที่มี PR=10 เลย ผลจะเป็นยังไง

PR(A) = 0.5 + 0.5 (10 + PR(B) + PR (C))
[tag]PR[/tag](B) = 0.5 + 0.5 (PR(A) / 2)
PR(C) = 0.5 + 0.5 (PR(A) / 2)

' ขอลัดเลยแล้วกันนะครับ คิดนานไม่ดี ปวดหัว

ผลก็คือ PR(A) = 8, PR(B) = 2.5, PR(C) = 2.5 เห็นไหมครับว่า
ค่า PR ของหน้า A พุ่งพรวด ทะลุ ขึ้นมาเลย ส่วนในค่า PR ของหน้า B และ C นั้น ก็เพิ่มแต่ไม่มาก

จุดนี้ เราจะเห็นได้ว่า การที่เราสร้างเว็บไซต์ขึ้นมา 1 เว็บ และต้องการที่จะให้มีค่า PR สูงนั้น ก็คงมีทางที่เป็นไปได้ถ้า
เราสามารถสร้าง [tag]One-way link[/tag] จากหน้าเว็บที่มีค่า PR สูงๆ มายังเว็บเราได้

ซึ่งตรงจุดนี้ น่าจะเป็นจุดที่สำคัญจริงๆ สำหรับคนทำเว็บเปิดใหม่ๆ นะครับ
เพราะหากถามต่อว่า เจ้าค่า PR ของหน้า A.html นี้จะเอาไปทำอะไรได้บ้าง คำตอบหน้าจะเป็นอยู่ที่ [tag]Google SERP[/tag]'s นะครับ

SEO project : CSS Style, Best for SEO.

เคยได้กล่าวไปหลายต่อหลายอย่างแล้ว จนเริ่มหมดมุก ที่จะนึกเหมือนกันครับ

แต่ อย่าคิดว่า จะหมดมุก ง่ายๆ ครับ เพราะวันนี้ หลังจากที่เพื่อนผม มันสนใจเจ้า travel.i-morm.comจนกระทั่งเพื่อนมันถามว่า

"[tag]บล็อก[/tag]เนี่ยมันดีกว่าเว็บยังไง วะ!!!"

ดูเป็นคำถามอย่างง่ายๆ แต่ผมก็ต้องชักแม่น้ำทั้งห้า (เนรัญชรา,คงคา,อิรวดี แล้วอะไรอีกสายหว่าจำไม่ได้) ซึ่งพอตอบๆ ไปแล้วคิดได้ว่า
ความเป็น [tag]weblog[/tag] ของ wordpress หรือ เว็บบล็อกหลายๆตัวนั้น อาศัยการใช้ [tag]CSS[/tag] เป็นหลัก

แล้วมันดียังไงล่ะ ???

ข้อดีของความเป็น [tag]CSS Style[/tag] (ผมเองก็เพิ่งจะใช้มันได้ยังไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่) ที่สามารถจะช่วย [tag]การทำ SEO[/tag] หรือแม้แต่ การทำเว็บได้ดีนั้น น่าจะอยู่ที่

1. ช่วยให้ขนาดไฟล์ในหน้าเว็บมีขนาดเล็กลง
2.ควบคุมโครงสร้างของหน้าเว็บได้ง่าย
3.หลายคนใช้เจ้า css style บ่อยโดยการซ่อนเนื้อหาปรกติในหน้าเว็บ ในขณะที่ Google สามารถอ่านเนื้อหาเหล่านั้นได้ (ตรงนี้ถือว่าเป็น Black hat ไม่แนะนำครับ)

เพราะเนื่องจาก เจ้า css style และ html สามารถแยกออกมาจากกันได้ แล้วใช้เพียง

เท่านี้ ทำให้ หน้า html สามารถลดความสิ้นเปลืองในส่วนของ tag ต่างๆ เช่น background,font color,width ,height เป็นต้น ที่ถูกแยกออกไปอยู่กับ file .css นั่นเอง 


ทำไมเราต้องทำหน้าเว็บไซต์ให้เล็ก สำหรับ Google ด้วย คำตอบน่าจะเป็นจุดที่ว่า คนใช้งานในเว็บไซต์ จะมองเห็นสีสัน หน้าตา ความสวยงาม และความสวยงามนั่นเอง ที่จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดคนเข้าเว็บ

แต่ [tag]Robots[/tag] ไม่ใช่ robots มา crawl เว็บต่างๆ ไม่ได้ต้องการความสวยงาม ไม่ได้ต้องการสีสัน เพราะ robots หรือ spider ทั้งหลาย เป็นเพียงแค่โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมา เพื่อค้นหา keyword ต่างๆ ในหน้าเว็บไซต์ ดังนั้น มันจึงไม่สนใจความงามและสีสัน

เมื่อเราใช้ css style เข้ามาช่วย แยกเอาสีสัน หน้าตา รูปร่าง แยกออกไปอยู่อีกไฟล์หนึ่ง ทำให้ในหน้าเว็บเหลือเพียงเนื้อหา และ tag ที่จำเป็นๆ เท่านั้น นี่เอง googlebot จึงไม่ต้องมานั่งโหลดเอา สิ่งที่พวกมันสัมผัสไม่ได้เลย..

นอกจากความสวยงามที่ได้เหมือนเดิม ความเหมาะสมสำหรับ [tag]Googlebot[/tag] แล้ว ยังช่วยให้ user สามารถโหลดหน้าเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็ว อีกด้วยครับ ถือว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว

ต่อมาคือ [tag]การใช้ css style ควบคุมหน้าเว็บ[/tag] นั้น เป็นเรื่องที่น่าสนใจเพราะ มันช่วยให้ง่ายต่อการจัดการ การปรับปรุงหน้าเว็บไซต์
เพราะเมื่อ css style ถูกแยกออกไปรวมอยู่ในไฟล์เดียว เมื่อถึงเวลาที่เราต้องการแก้ไข มันก็ง่าย เพราะแก้แค่ไฟล์เดียว เท่านั้น

ปรกติ ทั่วๆ ไป นั้น การแบ่งหน้าเว็บไซต์ในยุคแรกๆ ที่ผมเล่นเน็ต ระบบ frame ถูกนำมาใช้เป็นจำนวนมาก เพราะเนื่องจากมันทำให้เราสามารถใช้ไฟล์หลักอย่างเช่น menu ของเว็บในไฟล์เดียวได้ ไม่ต้องทำทุกหน้า

แต่อย่าลืมว่า googlebot ไม่อ่าน tag frame แล้วจะมีประโยชน์อะไร กับการทำ SEO (จริงๆ แล้วยังมีอยู่ครับเอาไว้รอรวบรวมแล้วจะเขียนถึงประโยชน์จาก frame ในการทำ seo อีกทีครับ)

จากนั้น ก็พัฒนา มาเป็นการใช้ tag table ครอบแบ่งหน้าเว็บ เป็นส่วนต่างๆ แล้วใช้คำสั่งในส่วนของ ภาษาสคริปต์ เป็นตัวดึงเจ้าเมนูที่ต้องการมาใช้ ก็พัฒนามา แต่ว่า เราต้องใช้ tag table ครอบกี่ต่อ เราต้องตั้งค่าสี fields,border กี่ที่ กัน

แต่เจ้า css ช่วยเราทำหน้าที่แทนได้อย่างดี อีกทั้งหากเป็น tag table การที่เราจะเปลี่ยนหน้าเว็บไซต์ อย่างเว็บ i-morm ของผมนี่ จะย้ายแถบ sidebar จากด้านขวาไปซ้าย ต้องไปนั่งแก้หลายต่อหลายที่ ต้องตั้งค่าตารางใหม่ แต่สำหรับ css style ใช้แค่ float:left ,float:left เท่านั้นก็จบ

ง่ายกว่ากันตั้งเยอะ

ส่วนอันสุดท้าย เป็นการทำ hiden text ไม่แนะนำนะครับ เพราะว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดี และทำให้ google แบนได้ง่ายๆ ครับ วันนี้ เพิ่งเจอไป เว็บหนึ่ง แหม่ ซ่า สมชื่อครับ ทำ hiden text ด้วย css style

position: absolute; top: -600;

แหม่ ทำไปได้

Tags :

SEO project : Google Pagerank. [part 2]

บทความก่อน เกี่ยวกับ [tag]Google Pagerank[/tag] ได้พูดไปถึง ความสำคัญของ ลิ้งค์ จากเว็บที่มีค่า [tag]PR[/tag] มากๆ มายังเว็บของเรา
ที่ช่วยส่งผลให้ ค่า PR ของเว็บเรา พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่ในขณะเดียวกันล่ะ ถ้ารูปแบบของลิ้งค์ ในเว็บไซต์ ทั่วๆ ไป จะมีผลอะไรต่อค่า [tag]Pagerank[/tag] บ้าง
ซึ่งที่แรกกะว่า จะเขียนเองทั้งหมด แต่ดันไปเจอะ เว็บที่ได้เขียนเกี่ยวกับ ลิ้งค์ ในเว็บไซต์ พร้อมทั้งตัวอย่าง ค่า PR ของลิ้งค์ ในเว็บไซต์ในรูปแบบต่างๆ อย่างครบถ้วนกระบวนความ

และคิดว่า น่าจะเป็นประโยขน์ แก่ทุกๆ ท่าน (รวมทั้งผมด้วย ที่ไม่ค่อยเก่งเรื่องคำนวณ เท่าไหร่นัก) ที่ทำเว็บไซต์ น่าจะมองเห็นว่า
จริงๆ แล้ว ระบบลิ้งค์ ต่างๆในเว็บไซต์นั้น

มีผลถึงค่า PR โดยรวมของเว็บไซต์ ทั้งในอื่นๆ และในหน้าหลักด้วย

เอาเป็นว่า ไปดูกันได้เลยนะครับ ที่ http://www.iprcom.com/papers/pagerank/
ลองอ่านกันดูนะครับ จะพบว่า

โอ้ว พระเจ้าจ๊อด นายยอดมาก

SEO project : Wrong way to SEO. part 2

ผมได้พูดถึง wrong way to seo มาแล้วครับหนึ่ง และยังมีอีกหลายๆ ครั้งที่กล่าวถึงใน SEO project ตอนต่างๆ
แต่หลายต่อหลายท่านอาจจะยังคงมองเห็นว่า ไกลตัว (แต่สำหรับในไทย มันก็ไกลจริงๆ)

ส่วนสำหรับในต่างประเทศ นั้นต้องยอมรับว่า การทำ SEO แบบผิดๆ หรือ ก้าวเข้าสู่ด้านมืดของการทำ optimization นั้น มีมาพอสมควร
ลูกเล่น ทริก ต่างๆ นั้นมีเยอะมากมายก่ายกอง ไม่ว่าจะเป็น Doorway,[tag]Cloaking[/tag],PHP redirect หรือแม้กระทั่ง การแฮคเว็บเพื่อแอบไปใส่ลิ้งค์ในหน้าเว็บที่มีค่า PR สูง ก็มีให้เห็นครับ

แต่ที่จะกล่าวถึงในวันนี้ คือ กรณีของ Google ได้ทำการแบน BMW.de ไปเสียแล้ว ด้วยสาเหตุของการก้าวเข้าสู่ [tag]Black hat SEO[/tag] โดยการใช้วิธีการ Cloaking

[tag]การทำ Cloaking[/tag] เป็นอีกหนึ่งในหลายๆ วิธีที่มีการใช้งานกันอย่างมาก (พอๆ กับการทำ Doorway ) ซึ่งในกรณีของทาง BMW.de นี้ ใช้ javascript ในการทำ cloaking หลักการของการทำ cloaking คือ เมื่อมีการส่งคำร้องขอข้อมูลมายังตัว website ในตัวสคริปต์ จะทำหน้าที่ตรวจสอบว่า คำร้องที่ขอมานั้น เป็นของใคร คนทั่วไป หรือ [tag]Robots[/tag] หากเป็นคน ก็จะทำการส่ง Interface ที่สวยงาม มาให้ User ดู แต่หากเป็น Robots หรือ Spiders ก็จะส่งหน้าเว็บที่ เต็มไปด้วย Keyword ต่างๆ ให้แก่ Robots เหล่านั้น จนส่งผลให้ได้รับทั้ง [tag]SERP's[/tag] ในอันดับดีๆ

Cloaking trick for seo blackhat

สำหรับกรณีนี้ คงจะมีอยู่ เรื่อยๆ ที่ Google ทำการแบน เว็บไซต์ หากแต่ว่าในครั้งนี้ เป็นเว็บไซต์ ของ BMW.de นั่นเอง
ซึ่งผลของการ แบนคือ Google ถอดหน้าเว็บที่ทำการ Indexs ไว้ทั้งหมดของ BMW.de ออกทั้งหมด และถือว่า เป็นการลงแรง ที่ไม่คุ้มทุนเลยแม้แต่น้อย ในการทำ SEO blackhat
[ เช็คลิ้งค์ BMW.de ใน Google ]

ส่วนทาง BMW.de นั้น ก็ได้ทำการถอดหน้าเว็บต่างๆ ที่ได้ทำการ Cloaking ออกไปจนหมดแล้วเช่นกัน

ดังนั้น ในกรณีนี้ จึงถือได้ว่า เป็นกรณีตัวอย่าง ที่ทุกท่านที่ทำ SEO ต้องหันกลับมาคิดกันแล้วว่า

"คุ้ม หรือไม่ กับการทำ SEO ในด้านมืด???"

หน้าเว็บไซต์ ที่คนทั่วไปเห็นกัน
Cloaking trick for seo blackhat

หน้าเว็บไซต์ ที่Robots หรือ Spiders เห็น
Cloaking trick for seo blackhat

Hello Googlebot 5.

แหม๋ สองวันนี้มาบ่อย จังนะครับพี่ Googlebot

พอไม่ทักเมื่อวาน นี้ วันนี้เลยมาอีก เลยนะครับเนี่ย

ว่าแต่ เมื่อไหร่พี่ Googlebot จะอัพเดท backlink ผมซะทีล่ะครับ
backlink ใน Datacenter ของพี่น่ะ ไม่มีของผม มาหลายวันแล้วนะ
(อาทิตย์ นึงแล้วนะครับ)

เมื่อวาน
Hello googlebot 5
วันนี้
Hello googlebot 6

Tags :

SEO project : Outbound link for Pagerank.

หลังจากที่ได้กล่าวถึง [tag]การทำ Cloaking[/tag] ซึ่งถือได้ว่าเป็นการทำ SEO ในด้านมืด ที่ไม่ควรเลียนแบบ

แต่ไหนๆ ก็ไหนแล้ว ที่ได้มีการกล่าวถึง [tag]Blackhat SEO[/tag] ไปหลายครั้ง ก็เลยตัดสินใจว่า เพิ่มหมวดของ Blackhat SEO ขึ้นมา ซึ่งจะพูดถึงการทำ [tag]SEO ในด้านมืด[/tag] ที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง

สำหรับ อันแรกนี้ อาจจะยังไม่หนักหนาสาหัส และไม่ยากเกินไป รวมทั้ง (คิดว่า) ไม่ผิดกฏอีกด้วยครับ แต่ผิดจรรยาบรรณอย่างแน่นอน

จากที่ได้พูดถึง [tag]googel pagerank[/tag] Part 1 และ Part 2 ว่า การคำนวณ เจ้า [tag]Pagerank[/tag] ของ Google นั้นจะใช้ค่าหลักคือ Inbound & Outbound link ในการคำนวณ ซึ่งเจ้าค่าทั้งสองนี้ เราสามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Outbound link

เพราะในเมื่อ เว็บไซต์ เป็นของท่าน ดังนั้น การที่จะทำให้ลิ้งค์ วิ่งไปที่ใด หรือไม่ไปที่ใด คือสิทธิของเว็บมาสเตอร์เจ้าของเว็บอยู่ดี

ดังนั้นเมื่อคิด [tag]Inbound/Outbound[/tag] แล้วพบว่า แย่แล้ว โอ้ว มันน้อยมากๆ (น้อยกว่า 1.0)จะทำยังไงดีล่ะ เพราะจากตัวสูตรคำนวณค่า PR ของGoogle ให้ความสำคัญของจำนวนที่ลิ้งค์ออกไปจากหน้าเว็บไซต์ด้วย ทำไงดีๆ

คำตอบ ไม่ยากครับ ที่แว๊บเข้ามา

อันดับแรก Javascript เพราะเป็นอันที่เรารู้กันดีว่า Googlebot หรือ Robots ไม่อ่านเจ้า javascript ดังนั้น การทำลิ้งค์ โดยใช้ script เข้าช่วยย่อมน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็น windows.open (อันนี้ไม่ค่อยแนะนำครับ เพราะมักติดบล็อกป๊อปอัพเสมอ) , windows.location เป็นต้น

อ้าว แย่แล้ว เพื่อนบ้าน งอน ถอดลิ้งค์ออก หาว่าเราโกงเค้า

ไม่ยากครับ วิธีหนึ่งที่ได้ผลดี ทีเดียว เพิ่ม window.status="url" หลอกเข้าไปอีกต่อ เพราะร้อยละ 50% ของการแลกลิ้งค์เพื่อนบ้าน ไม่มีใครมานั่งคลิกขวา view source หรอกครับ แค่คลิก แล้วมันเปิดหน้าไปยังเว็บเพื่อนบ้านเท่านั้นจบ (แต่เว็บผม ไม่มีแน่นอนครับไม่ใช่คลิกดูได้)

อ่ะ แล้วอีก 50% ถ้าเค้าเจอ แล้วซีเรียสล่ะ เพราะเค้าโดนหลอกเป็น [tag]one-way link[/tag] ไม่ยากครับผม

วิธีต่อมาคือ การใช้พวกภาษาสคริปต์อีกนั่นล่ะครับ แต่เป็นพวก PHP หรือ ASP หรือจะเอา jsp ก็ได้ตามถนัด ส่งค่าไอดีไป ยังหน้า อีกหน้าหนึ่ง สมมุติว่า Redirect.php จากนั้นเมื่อรับค่ามาแล้ว ก็ให้มันจัดการ



เป็นอันเสร็จ ซึ่งจริงๆแล้ว ตรงจุดนี้ ดูเหมือนมีใช้กันทั่วไป แต่เนียนครับ outbound ลิ้งค์ไปยังหน้าเดียว แต่ยังไง มันก็ยัง outbound ออกจากหน้าหลัก อยู่ดี (ตรงนี้มีทริก อีกนิดหน่อย ด้วยการทำ Doorway ยัดเข้าไป 555+ เสร็จโจรอีกล่ะ )

ทำยังไง ดีใช้ frame ก็พอได้ครับ ทำหน้าที่เป็นลิ้งค์ให้อยู่ใน iframe ซะ แล้วหน้าเว็บไซต์ที่มีลิ้งค์ ก็ทำเป็นหน้าลอยๆ ไม่มีลิ้งค์อยู่ในที่ใด หน้าใด
ไม่อยู่ใน sitemap

แต่ที่พูดมาตั้งนาน จริงๆแล้ว มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นครับ ง่ายมากๆ จนผมเองยังลืมนึกครับ

< a href=http://www.example.com/ rel="nofollow">ห้ามลิ้งค์

แค่นี้เองครับ ก็สามารถคอนโทรลไม่ให้เจ้า Googlebot crawl ไปตามลิ้งค์นี้ ทำให้ลดจำนวนของ [tag]Outbound link[/tag] ในเว็บไซต์ได้ในที่สุด

แต่ก่อนที่จะนำไปใช้งาน ระวังเว็บเพื่อนบ้านที่แลกลิ้งค์กันจะโกรธเอานะครับ แล้วจะหาว่า ผมมิเตือน

Profit from Blog.

เว็บบล็อก ([tag]Weblog[/tag]) เป็น อีกรูปแบบหนึ่งของ เว็บไซต์ ที่ได้มีการจัดทำขึ้น ซึ่งเจ้า Weblog นี้ถือกำเนิดในช่วงปี 1997 และต่อมา อารยธรรมการทำบล็อก ก็ได้เริ่มเผยแพร่เข้าสู่ที่ประเทศต่างๆ เป็นจำนวนมากมาย

ในประเทศไทย เองนั้น การเข้ามาของเว็บบล็อก จากที่ผมจำไม่ผิด จะมาก่อน เว็บไซต์จำพวก [tag]Web Diary[/tag] ซึ่งได้รับความนิยมกันอย่างกว้างขวางอยู่ก่อนแล้ว เมื่อ บล็อก ก้าวเข้ามาในบ้านเรา จึงเกิดความเข้าใจผิด ว่า [tag]เว็บบล็อก[/tag] กับเว็บ [tag]ไดอารี่[/tag] คือสิ่งเดียวกัน แม้กระทั่งทุกวันนี้ หากถามเด็กบางคน เราก็จะได้รับคำตอบว่า บล็อก ก็คือได รวมทั้ง เราก็จะเห็นได้จากเว็บที่ให้บริการบล็อกใหญ่ในไทย ว่า จะมีบล็อก ที่ถูกใช้เป็นไดอารี่ อยู่เป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว

ซึ่งจริงๆ แล้วนั้น [tag]บล็อก[/tag] มีความเป็นเอกลักษณ์ มีจุดเด่น มีอะไรหลายอย่าง ที่มากกว่าไดอารี่ โดยหากเปรียบไดอารี่ เป็นของเล่นที่วางขายทั่วไป
คนเขียนไดอารี่ คือ คนซื้อของเล่น มาเล่น ไว้เล่นสนุกๆ

ในขณะที่ คนที่ทำบล็อก คือ คนที่ สะสมของเล่นนั้นอย่างจริงจัง จัดหมวดหมู่ รู้ที่มาที่ไปของของเล่นตัวเอง มีแนวทางที่จะทำอย่างแน่นอนว่า
จะต้องสะสมของเล่น แบบนั้น แบบนี้

กลับมาเข้าเรื่องของบล็อก กันต่อ

ด้วยความที่บล็อก เป็นอะไรที่จริงจังกว่านั้น จึงทำให้บล็อกเริ่มได้รับความนิยมจากผู้ที่สนใจ อยากจะเขียน บทความ แสดงความคิดเห็น ของตนให้ผู้อื่นได้รับรู้ อย่างจริงๆจัง บล็อกจึงกลายเป็นทางเลือกที่ กลุ่มคนเหล่านั้น สนใจทำบล้อกในที่สุด

หลังจากที่เมื่อบล็อก มีเนื้อหา หรือ [tag]Content[/tag] ที่ดี [tag]ผู้เขียนบล็อก[/tag] หรือ [tag]Blogger[/tag] มักจะมีแนวทาง แนวการเขียน ไปจนถึงเรื่องที่เขียน อยู่ในกลุ่มที่ตนเองสนใจ และเมื่อ ผู้คนทั่วไป ที่สนใจในเรื่องราวเดียวกัน มาพบเข้า บล็อก จึงสร้างสังคม ของคนที่ ชอบ ในแนวเดียวกันมากขึ้น

กลายเป็น community ที่ดีในที่สุด

ถามว่า แล้วเว็บไซต์ ล่ะ ในเมื่อ เว็บบล็อกมัน มีส่วนที่คล้าย เว็บไซต์ มีสังคมเหมือนกัน แล้วมันต่างกับทำเว็บอย่างไร

ความต่างน่าจะอยู่ที่ ความเป็นบล็อก มีความเป็นกันเองระหว่าง คนทำ และคนอ่าน สูงกว่า เพราะบล็อก ผู้เขียนสามารถใส่อะไรที่ เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ได้มาก ทำให้การใช้คำพูด ข้อความ ที่สร้างความเป็นกันเองได้ง่าย ทำให้ลักษณะของ Community ที่ดูแคบกว่า หรือพูดง่าย คือ ความเป็นกันเองสูงกว่านั่นเอง

จุดต่อมา ที่เห็นจำนวนมาก ในต่างประเทศ คือการนำเอาประโยชน์ของ สังคมในบล็อก มาทำการขายสินค้า เพราะดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า จุดเด่นส่วนหนึ่งคือ สังคมในบล็อกที่ดูเป็นกันเอง ค่อนข้างสูงกว่าเว็บ ทำให้ การสื่อสาร การพูดคุย สอดแทรก การประชาสัมพันธ์สินค้า ลงไปในบล็อกได้อย่างลงตัว และกลมกลืน (หากรู้จักใช้ มากกว่ารู้จักแค่ว่า จะยัดเยียดให้แก่ผู้อ่านด้วยข้อความประชาสัมพันธ์)

ทำให้ การขายสินค้า หรือการประชาสัมพันธ์นั้นได้ผลดีมากกว่า การทำประชาสัมพันธ์ผ่านวิธีอื่นๆ ซึ่งแม้ว่า [tag]การซื้อโฆษณา[/tag]ผ่านเว็บเสียด้วยซ้ำ เพราะการโฆษณาในเว็บไซต์ อาจจะมีคนเห็นเป็นจำนวนมาก ก็จริง แต่ใช่ว่า ทุกคนที่เห็นจะซื้อ เพียงแค่มองเห็นแล้วผ่านไปแค่นั้น

แต่ในบล็อก เปรียบเหมือนกับการที่ ลูกค้า สนใจ เข้ามาดู เข้ามาพูดคุยกับเจ้าของร้าน ในขณะที่เจ้าของร้าน รู้จักที่จะคุย แนะนำ Product อย่างสนุกสนาน และในที่สุด ก็ตัดสินใจซื้อสินค้าไป

นี่เองเป็นจุดหนึ่ง ที่ถือได้ว่า เป็นผลกำไรจากการทำบล็อก นั่นเอง

ปล. คงต้องเริ่มขอตัดบทความในหน้าแรก แล้วล่ะครับ เพราะรู้สึกว่า หลัง ผมจะเริ่มบ้า ขึ้นเรื่อย บทความยิ่งยาวขึ้นเรื่อยๆ 555+

Hello MSN bot.

เพิ่งเคยเจอBots ของ MSN จังๆ ก็คราวนี้ล่ะครับ

รู้ว่าเข้ามา แต่ไม่ยักรู้ว่า ชอบเข้ามาตอน 4 ทุ่มกว่าๆ เหมือนกันนะเนี่ย

ว่าแต่ ถ้ามาพร้อมกับ Googlebot มันจะเล่นเว็บผมเดี้ยงไหมเนี่ย

แต่ยังไง ก็

Hello msn bot !!!

msn bots

Tags :

Profit from Blog.(part 2)

เมื่อวานได้พูดถึง ประโยชน์จาก [tag]บล็อก[/tag] ไปแล้วเมื่อวานนี้ ซึ่งกล่าวถึง ประโยชน์ในส่วนของความเป็น [tag]community ใน weblog[/tag]

วันนี้ก็เลยขอต่อเนื่องเกี่ยวกับ [tag]ประโยชน์จากบล็อก[/tag] ต่อแล้วกันนะครับ

ด้วยความเป็นบล็อก ที่มักจะมีการ Update ของ [tag]content[/tag] หรือ Entries แต่ละอันที่ค่อนข้างเร็ว และบ่อย เพราะในต่างประเทศนั้น บล็อกบางบล็อก มิได้มีผู้เขียนคนเดียวแต่อย่างใด นอกจากนี้ บล็อก ยังเป็นเนื้อหาที่ผู้เป็นเจ้าของ นึกหรือคิด หรือเห็นอะไรที่น่าสนใจ ก็จะนำมาใส่ไว้ใน บล็อก ค่อนข้างอิสระ ทำให้หลายครั้งมีการอัพเดทบล็อก มากกว่า วันละ 1 บทความ ดังนั้น เนื้อหาในเว็บบล็อก จึงมีการอัพเดทที่ค่อนข้างไว

ด้วยเหตุนี้เอง เหล่า [tag]Search Engine[/tag] ทั้งหลาย จึงมีการปรับทัพตาม โดยการปรับปรุงระบบ [tag]Blogsearch[/tag] อย่างเช่นในกรณีของ [tag]Google blogsearch[/tag] ทำให้ บล็อก จึงสามารถก้าวเข้าสู่ ระบบ search ได้ไว มากกว่าเว็บไซต์ปรกติ

เช่นในกรณีของ [tag]บล็อกไอ้มอม[/tag] แห่งนี้ ก็สามารถผ่านเข้าไปมี index ใน blogsearch ของ Google อยู่เป็นจำนวนมาก และไว มากๆ ซึ่งจากการสังเกตของผม พบว่า บล็อก i-morm.com สามารถเข้าไปมี indexs ใน google blogsearch ภายในเวลาไม่ถึง 20 ชั่วโมง

หากเทียบกับใน Google search ปรกติแล้วเร็วกว่ากันหลายขุมทีเดียว ยังไม่นับจำนวน indexs ที่มากกว่ากันหลายเท่านัก (ยังไม่รวมถึง Blogsearch ตัวอื่นๆนะครับ)

จุดนี้ จึงถือเป็นจุดแข็งของ ความเป็น [tag]Weblog[/tag] อีกหนึ่งจุดที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ทำให้ บล็อกจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในต่างประเทศ ที่ใช้ใน[tag]การทำการประชาสัมพันธ์[/tag] แนะนำสินค้า แนะนำบริการ ของตน

ต่อมา ด้วยระบบของบล็อก ที่น่าสนใจอีก ประการคือ [tag]ระบบ RSS[/tag] หรือ [tag]Feed[/tag] นั่นเอง ระบบนี้ สามารถทำให้ Blogger ทุกคนสามารถนำ Feed หรือ RSS ของตน ไปทำการ PR ต่อ ในเว็บที่เป็นแหล่งรวม Feed หรือ [tag]Feed Farm[/tag] นั่นเอง

จุดดีของ Feed มีหลายต่อหลายอันด้วยกัน อันแรก RSS Feed สามารถค้นหาผ่านทาง Google หรือ Search Engine ตัวอื่นๆได้ ตามปรกติ

สอง Feed สามารถนำไปทำการ PR ได้ในเว็บไซต์รวม feed ทั้งหลาย ช่วยให้การประชาสัมพันธ์ได้อย่างกว้างมากขึ้น

สาม ระบบของ feed ยังช่วยให้ ผู้รับ feed นั้นได้รับข่าวสาร บทความใหม่ๆ อยู่เสมอ โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามายังเว็บไซต์ เหมือนแต่เดิม ที่จะต้องหมั่นเข้ามาดูภายในเว็บไซต์ว่า วันนี้ มีอะไรใหม่

ช่วยให้ระบบข่าว เปลี่ยนไป จากที่แต่เดิม คนต้องมาหาข่าว หาเนื้อหาในเว็บไซต์ เปลี่ยนไปเป็น ข่าวหรือเนื้อหานั้น เข้าไปหาคนอ่านแทน ทำให้ได้รับข่าวสาร เร็วขึ้นอีกด้วย

สี่ ระบบ feed นั้น ยังมีรูปแบบที่ ส่งหัวข้อไปยัง ผู้รับ feed ได้พร้อมกับเนื้อหาบางส่วน ทำให้ผู้อ่าน สามารถเลือกอ่านได้ ว่า เนื้อหาที่มีขึ้นมาใหม่นั้น น่าสนใจหรือไม่ อย่างไร พูดง่ายคือ เพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้อ่านนั่นเอง

และ ห้า ด้วยความที่ feed นั้นอาศัยพื้นฐานบนภาษา XML ทำให้ง่ายต่อการนำไปใช้งานใน plate formอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นบนคอมพิวเตอร์ทั่วไป บน Smart Phone PDA หรือ Pocket PC ได้ทันที ทำให้สามารถกระจายได้อย่างกว้างขวาง มากกว่าเดิมอีกเป็นจำนวนมาก

ซึ่งทั้งสองประเด็นหลัก น่าจะเป็นจุดที่น่าสนใจที่หลายท่าน จะหันกลับมามองประโยชน์ในการทำ บล็อก ในการทำ [tag]Marketing[/tag] หรือในการทำ [tag]Promotion[/tag] เพิ่มขึ้นบ้างนะครับ

ปล.สำหรับ บล็อก i-morm.com ของผม เท่าที่ติดตาม พบว่า มีประมาณ 2-3 ท่านที่ใช้ระบบ Feed ของ บล็อกมาใช้ เพราะทันทีที่ผมอัพเดทข้อมูลหรือ เนื้อหาใหม่ จะพบว่า มีผู้เข้ามาอ่านทันที ภายในเวลาไม่ถึง 3 นาที หลังจากอัพเดทเนื้อหาใหม่

Hello Googlebot 6.

อ่ะ มาอีกล่ะ ไม่ไหวๆ

มาบ่อยดีกันจังเนอะ

hello google bot

google bot

Tags :

Case Study:Welcome back BMW.de

สำหรับในกรณี ของ BMW.de ที่เพิ่งจะโดน [tag]Google แบน[/tag]ไปเมื่อไม่นานมานี้

แต่วันนี้ เค้ากลับมาอีกครั้งหนึ่งแล้วครับ BMW.de ก็ Comeback มาแล้วครับ วันนี้ Indexs ใน Google ก็กลับมาเป็นที่เรียบร้อยครับ
[ดูหน้า Indexs ใน Google]

ส่วนเหตุผลที่ BMW.de ได้กลับมาอีกครั้ง ในบล็อกของ Matt Cutt ได้กล่าวถึงกรณีนี้ไว้ว่า

I appreciate BMW’s quick response on removing JavaScript-redirecting pages from BMW properties. The webspam team at Google has been in contact with BMW, and Google has reincluded bmw.de in our index. Likewise, ricoh.de has also removed similar doorway pages and has been reincluded in Google’s index.

สรุป ก็คือ หลังจากที่ BMW.de ได้โดนแบนออกจากสารบบของ Google ไปแล้ว ทาง BMW ได้มีการปรับปรุงแก้ไขหน้าเว็บที่มีปัญหาดังกล่าวอย่างรวดเร็ว และหลังจากที่ทาง ทีม [tag]Webspam ของ Google[/tag] ได้ติดต่อพูดคุยกับทาง BMW แล้วจึงตัดสินใจ นำ Indexs ของ BMW กลับมาอีกครั้ง เหมือนกับกรณีของ Ricoh.de ที่หลังจากเอา หน้าเว็บที่มีปัญหาออกไปแล้ว ก็สามารถกลับเข้ามาใน สารบบของ Google ได้อีกครั้งหนึ่ง

จากคำชี้แจงดังกล่าวนี้ ทำให้ เราก็ต้องกลับมามองตัวเอาเองว่า Google สนับสนุนให้ Spam หรือไม่???

สำหรับผมแล้ว รู้สึกตะขิดตะขวงใจอยู่เล็กน้อยครับว่า ถ้าเว็บที่โดนแบน มิใช่ BMW หรือ ไม่ใช่ บริษัทใหญ่ๆ แล้ว จะมีโอกาสกลับมาได้อีกหรือไม่ แล้วจะต้องรอนานแค่ไหน

นั้นคือ คำถามที่ดูมันจะค้างคา เพราะในเมื่อ เราไม่มีกำลังที่จะไปต่อรอง กับ Google เหมือนอย่าง BMW คนทำเว็บเล็กๆ อย่างผม ถ้าโดนแบนไปแล้วจะกลับไปอยู่ใน สารบบอีกครั้ง ได้ภายในกี่วัน เหมือนดัง BMW ที่ใช้เวลาเพียงไม่ถึง อาทิตย์ด้วยซ้ำ

และ ผมจะต้องเขียน e-mail บรรยายอะไรไปบ้างล่ะ ??

ยังไม่รวมคำถามอีก 108 ที่วูบวาบเข้ามา ให้งงเล่นๆครับ

แต่นั่น คงไม่เป็นปัญหากับผมแน่ครับ เพราะว่า ผมตั้งใจแล้วว่า จะไม่ทำอะไร แบบนั้นแน่ๆ เพราะมันคงไม่คุ้มเสียแน่ๆ กับคนทำเว็บเล็กๆ อย่างผม

สุดท้าย [tag]Welcome back BMW.DE[/tag]

Case Study:Seo Project 2

หลังจากที่ผม ได้ทำ SEO ในเว็บบล็อก i-morm.com ของผมไปแล้ว ซึ่งใน [tag]Case Study[/tag] ครั้งแรก นั้น กับคำว่า

"ระบบ RSS" ซึ่งจริงๆแล้ว คีย์เวิร์ดตัวนี้ มิใช่ คีย์เวิร์ดหลักที่ผมต้องการเสียทีเดียวครับ จริงๆ แล้วผมมีคีย์เวิร์ดตัวอื่นๆ ที่ต้องการอยู่ในใจแล้ว เพียงแต่ว่า

1. คีย์เวิร์ดตัวนั้นมีคู่แข่งสูง
2. คีย์เวิร์ด "ระบบ rss" มีคู่แข่งต่ำ อีกทั้งในไทยแล้ว น้อยมากๆ

ซึ่งก็ประสบความสำเร็จไป พอตัวครับ เพราะเนื่องจากเว็บยังมาใหม่ด้วย แค่ติดอยู่ใน Google ก็ดีถมเถ ไปแล้วครับ
[อ่าน Case study: SEO Project 1]

ส่วนคีย์เวิร์ดมันจริงๆ นั้น ที่ผม วางเอาไว้ ไม่ต้องบอกครับว่าอะไร ลองดูที่ title สิครับเห็นคำว่าอะไรบ้าง
แน่นอนครับ

"thai blogger" เลยครับ ดูแล้ว มันห้าวหาญมากไปหน่อย ที่ทำเว็บมาไม่นาน จะไปทาบกับคีย์เวิร์ด แจ่มๆ อย่างนี้ เพราะถ้าจำไม่ผิด การค้นหาใน google กับคำว่า thai blogger นั้น ผลการค้าหา ซัดไปหลักล้าน ไอ้เว็บเปิดใหม่ กิ๊กก๊อก อย่างนี้ คงยาก

แต่ผลจาก การทดลองผิด ทดลองดู มั่วซั่วไปเรื่อยๆ โดยเน้นการทำ [tag]SEO[/tag] อย่างถูกต้อง ไม่สนใจ blackhat เพราะไม่ได้ไปถือว่า เราแข่งกับใคร ผมคิดแค่ว่า เราแข่งกับตัวเอง แข่งกับความรู้ที่สรรหามา นั่นเอง

สำหรับคำว่า thai blogger นั้น เป้าหมายของผมอยู่ที่ การติดใน Google SERP's ไม่เกินหน้า 10 แม้ว่าจะได้อันดับสุดท้ายของ หน้า 10 ผมก้ OK ครับ ส่วนระยะเวลา นั้น จริงๆ แล้ว ผมกะไว้ซัก 2-3 เดือน สาเหตุที่ต้องกำหนดเวลาที่ยาว คือ

1.คู่แข่งเยอะ
2.เว็บไซต์ ผมเปิดใหม่ ยังไม่หลุด Sand box
3.อายุ Domain ก็ใหม่
4.Backling ใน google (ตอนเริ่มต้น) ไม่มีเลย
5.ลิ้งค์ มายังเว็บ ก็แทบไม่มีเลย (มี 1 อันที่ไปหลอกล่อมาได้นั่นคือ Vmodtech.com)
6.ความเป็นมือใหม่ ใน[tag]การทำ SEO[/tag] ซึ่งทุนเรื่องความใหม่อาจจะน้อยมาก แต่ทุนความบ้าของผมมีเยอะครับ

ซึ่งอย่างที่เห็น การเริ่มต้น ทำนั้น เริ่มมาตั้งแต่แรกครับผม โดยการใส่เจ้า keywords ลงใน title เลยครับอย่างที่เห็น จากนั้น ในหน้าเว็บตรงส่วนหัว
ก็มีชื่อ MorMMaM The [tag]Thai blogger[/tag] อยู่ (ใช้ tag h1 คลุมซะ)

จากนั้น ทำการใส่คีย์เวิร์ดลงไปเรื่อยๆ ครับ ไม่ว่า thai, blog, blogger, bloger (อันนี้ จงใจผิดครับ เพราะว่า อย่าลืมว่าทุกคนในโลก อาจจะพิมพ์ผิดได้ .... เหมือนผม 5555+) ในในบทความ ต่างๆ มาเรื่อยๆ

ไม่ได้ใส่ทีเดียวนะครับ เพราะว่า อาจจะทำให้โดนมองว่า เป็น การ Spam Keywords ไปครับ และสุดท้าย การทยอยไป submit website ไว้ในที่ต่างๆ ด้วยคำว่า MorMMaM the Thai Blogger

ซึ่งผลสุดท้าย ณ วันนี้ คือ

1. [tag]Google SEPR's[/tag] ด้วยคำว่า thai blogger นั้น ในหน้าแรก ไม่มีลิ้งค์เว็บผมเลยครับ แต่ที่น่าสนใจคือ มีลิ้งค์ในเว็บอื่นๆ ที่ผมไปทำการ submit ไว้ ขึ้นมาแทนครับ คือที่ www.pixiart.com ขึ้นมาอยู่ในหน้าแรก อันดับที่ 3 ภายในมีข้อความบล็อกผม ชัดเจน พร้อม URL แสดง

ไม่จบแค่นั้น อันดับ 5-6 คือ ลิ้งค์ จาก technorati ใน tag คำว่า googlebot ครับ ซึ่งตรงจุดนี้ไม่ค่อยดีใจเท่าไหร่ ครับเพราะดูแล้ว มันไม่ค่อยแน่นอนเท่าไหร่

สุดท้าย ผลคือ www.i-morm.com อยู่ในหน้า 4 ครับ สำหรับผมแล้ว พอใจครับ ถือว่า เกินคาดหมายครับ จากที่คาดไว้ว่า น่าจะอยู่แค่หน้า 6-10 ด้วยซ้ำ (จาก 1,280,000 รายการ)
[ ดูผลการค้นหา ]
ปล. เมื่อช่วง วันที่ 1-2 กพ. นั้น Google Dance พาเอา ขึ้นอันดับ 1 ไปซะ 2 วันครับ

2. [tag]Yahoo SEPR's[/tag] อันนี้ ก็น่าดีใจครับ เพราะว่า มันไปอยู่ ในหน้า 2 อันดับแรกเลย ดังนั้นหากนานกว่านี้ อีกตามกำหนด 2 เดือนหน้าจะอยู่ในหน้าแรกด้วยซ้ำครับ (จาก 819,000 รายการ)
[ ดูผลการค้นหา ]

3. [tag]MSN SEPR's[/tag] อันนี้ สุดยอดครับ เหอๆ โคตรเกินเป้าหมายครับ เพราะว่า มันมาอยู่ใน หน้า แรก อันดับ 3-4 เลยครับ (จาก 151,873 รายการ๗)
[ ดูผลการค้นหา ]

จุดที่น่าสนใจ เกี่ยวกับ อันดับต่างๆ ทั้งสามแห่ง คือ
ผลการค้นหาครับ จะสังเกตได้ว่า ผลการค้นหานั้น เรียงลำดับลงมา 1-3 ซึ่งตรงจุดนี้ สาเหตุที่ผลการค้นหาคำว่า thai blogger ใน seach engine ของทั้ง Yahoo และ MSN ของผม ค่อนข้างดีนั้น น่าจะมาจาก ปริมาณของ indexs ในคีย์เวิร์ดนี้ ค่อนข้างน้อยกว่า เมื่อเทียบกับ Google ครับ

ส่วนที่น่าจะเอาเป็นตัวอย่างสำหรับใน การทำ SEO นั้นคือ ต้องมีเป้าหมายในการทำที่ชัดเจน และการทำแบบ Long term ดังนั้น การหมั่นเอาใจใส่เนื้อหาก็คงต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพราะวันใด เราหยุด คนอื่นๆ ก็จะวิ่งแซงเราไป (สำหรับผม คนที่หยุดคิด คือ คนที่ตายแล้วครับ ในเมื่อผมไม่ตายผมก็ต้องคิด)

กำหนดเวลา เข้าไปด้วยครับ เพราะถ้า ไม่กำหนดเวลาให้ตัวเอง แล้ว สุดท้าย เราก็จะไม่รู้ว่า เราจะทำอะไร ถึงเมื่อไหร่ การกำหนดเป็นช่วงๆ เป็นระยะๆ ในการทำไป นั้น จะช่วยให้ scope การ SEO ของเราเป็นไปตาม step by step หากผลดีก็ ปรับปรุง หรือเพิ่มเติมในส่วนต่างๆ หากดี ก็นำไปแก้ไขใหม่ เป็น Step ไป จะช่วยได้เยอะครับ

การลองผิดลองถูก นั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในการทำ SEO ไม่มีใครทำแล้วถูก 100% แต่ก็คงไม่มีใครทำผิดอยู่ตลอดไป ดังนั้น การลองไปเรื่อย ดูผลลัพธ์ แล้วปรังปรุง ขั้นตอนหรือการทำ ย่อมจะช่วยให้ ทำงานได้ดีมากขึ้น

แต่งานนี้คงต้องดู กันจน จบครับ เมื่อถึงวันที่ 6 มีค. คือกำหนดว่า ผลของคำว่า thai blogger นั้น i-morm.com จะอยู่อันดับไหน นั่นคือที่สุด ครับ
ส่วนผลในวันนี้ที่เอามาให้ดูกัน คือ ผลทำคิดว่า สำเร็จไปแล้ว เกินคาด ส่วนที่เหลือนี่คือ กำไร แล้วครับ

และใครจะเอาแนว ทางแนวคิดผมไปลองเล่นดูก้อได้นะครับ ซึ่งมีอะไร ก็โพสต์สอบถาม หรือ แนะนำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เพิ่มเติมเลยนะครับ เพราะผมเอง ก็ไม่ได้เก่งกาจ อะไร แค่บ้าทำ SEO ไปวันๆ เท่านั้นเอง

*** หมายเหตุ
อันดับที่อ้างถึงนั้น เป็นผลการค้นหาในวันที่ 12 กพ. ครับ หลังจากนั้น อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

Good content in my blog ???

ตอนนี้ ในบล็อก ไอ้มอมของผม ก็ได้ใส่ Content เริ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายอันดูแล้ว น่าจะมีประโยชน์ สำหรับผู้ที่แวะเวียนมาอ่าน วันนี้ ก็เลยนั่งดูๆ แล้วตัดสินใจ รวบรวมมาไว้อยู่ด้วยกันครับ เพื่อให้ประโยชน์ได้ง่ายต่อการค้นหาครับผม

[tag]SEO project[/tag] : [tag]Outbound link[/tag] for Pagerank.
แนะนำเกี่ยวกับวิธีของการจัดการ Outbound link เพื่อโกงเพื่อนบ้าน เป็น One-way link

SEO project : [tag]Google Pagerank[/tag]. [part 2]
ลิ้งค์ เกี่ยวกับรูปแบบการ สร้างลิ้งค์ แบบต่างๆ ที่มีผลต่อ Pagerank (บทความลิ้งค์ไปยังเว็บต่างประเทศ) ซึ่งมีหลายแบบมากๆ ครับ และทุกแบบมีการคำนวณ ค่า PR เป็นตัวอย่างให้ด้วยครับ

Case Study:Google Pagerank.
ตัวอย่างรูปแบบ ลิ้งค์ และ ค่า PR ที่ทำเป็นตัวอย่างให้ดูครับ พร้อมทั้ง ผลของการได้ one-way link จากหน้าเว็บอื่นๆ

SEO project : Duplicate Content .


เมื่อเนื้อหาซ้ำซ้อนกัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้น กับ Google SERP's แปลมาจาก www.seochat.com ครับผม

SEO project : wrong-way to seo
ตัวอย่างของการทำ [tag]SEO[/tag] แบบผิดๆ

SEO project : google why
ทำไมต้อง Google??? สาเหตุของการทำ SEO สำหรับ Google

SEO project : google pagerank
Google Pagerank คือ อะไร ??? ลองไปอ่านกันดูครับ

SEO project : google sandbox
Google sandbox คือ อะไร ??? แล้วมีผลอะไรต่อเว็บไซต์ ??? ทำไมต้องมี ???

SEO project : about [tag]googlebot[/tag]
เรื่องเกี่ยวกับ Googlebot คืออะไร มีกี่ตัว อะไรบ้าง

SEO ???
อะไรคือ SEO มีอะไร เป็นอย่างไร

Google best for Search or Best for hack??
หลายครั้งที่ Googlebot ทำเกินเลยไป กว่าปรกติ โดยทำ Indexs ในหน้าที่เราไม่ต้องการ ดูสาเหตุ และวิธีแก้ไขกันครับ

Case Study: SEO Project ภาค 1
กรณีทดลอง แบบมั่วซั่ว กับการทำ SEO ในภาคแรกครับ

SEO Project : Finding [tag]Keywords[/tag]
การค้นหา คีย์เวิร์ด สำหรับการทำ SEO ในเว็บไซต์

SEO Project : Google Update
ประวัติการอัพเดท ครั้งต่างๆ ของ Google

SEO Project : Link for Googlebot
เทคนิค การทำลิ้งค์ให้ Robots เข้าใจง่ายๆ

SEO Project : Hot [tag]Google ranking Factor[/tag].
ปัจจัย ที่มีผลต่ออันดับ รวมทั้งค่า Pagerank ใน Google

RSS Internet Marketting:: การทำการตลาดด้วยระบบ RSS
บทความมั่วซั่ว เกี่ยวกับ การทำการตลาดด้วยระบบ RSS

SEO Project :website always update
ความสำคัญของการหมั่น อัพเดทเว็บไซต์ ที่มีผลต่อ Google

SEO project :: Meta tag นั้น สำคัญไฉน?? #2
ความสำคัญของ การใส่ [tag]Meta tag[/tag] ต่อ Robots หรือ Spider ตอนที่ 2

SEO project :: Meta tag นั้น สำคัญไฉน?? #1
ความสำคัญของ การใส่ Meta tag ต่อ Robots หรือ Spider ตอนที่ 1

ซึ่งหวังว่า ผู้ที่หมั่นแวะเวียนเข้ามา คงจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นนะครับ เพราะว่า ถือว่า หลายๆ อันก็น่าสนใจต่อการทำ SEO พอสมควร การเอามารวบรวมไว้ น่าจะทำให้ หาหัวข้ออ่านกันง่ายขึ้นนะครับ

ปล.เพิ่งรู้ตัวว่า นี่ทำ content ไปขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ไม่นะ

Hello all robots.

ไม่ได้ทักทาย กับ robots เลย ทั้งเมื่อวานก่อน แล้วก็วันนี้ ที่พี่แกเพิ่งมาครับ แถมพี่ msnbot แกมาซะสองรอบซะงั้น วันนี้ เด๋วรอดึกอีกทีว่า จะมาอีกไหม กับ Googlebot

ท่าทาง คงชอบบล็อกไอ้มอม แน่ๆ เลย ใช่ไหม ครับ พี่ Robots

เมื่อวาน
googlebot

วันนี้
[tag]googlebot[/tag]

googlebot

[tag]msnbot[/tag]

[tag]msnbot[/tag]

ปล. เอากันเข้าไปครับ มันสลับกันมาแล้ว โอ้ว แม่เจ้า

Tags :

Weblog and SEO.

จากที่เคยบอกไว้ ว่า

"บล็อกสามารถ ทำ [tag]SEO[/tag] ได้ง่าย" หรือ "บล็อก ช่วยให้ Indexs ใน Search Engine ได้เร็ว"

หลายท่านอาจจะกังขาว่า ทำไม ??? เพราะอะไร???

เพราะที่ผ่านมาผม แค่บอก หรืออ้างว่า หรือแค่ยกเอาความเห็นส่วนตัวมาว่า มันขึ้นแล้ว มีอินเด็กซ์ แล้ว ในขณะที่ ผมยังคงบอกว่า เว็บบล็อกแห่งนี้ ยังไม่พ้น Sandbox ของ Google ด้วยซ้ำ แล้วมันจะได้ [tag]Google SERP's[/tag] ได้อันดับในหน้าแรกๆ ได้อย่างไร

อันดับแรกที่ทำให้ ผมคิดว่า [tag]บล็อก[/tag]สามารถมี Index ใน Google ได้เร็ว เหมือนอย่างที่เคยกล่าวไว้ใน Profit from Blog ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2 ไปแล้วว่า

ความที่บล็อกในต่างประเทศ นั้น หลายๆ บล็อกอย่างเช่น http://www.weblogsinc.com ที่มีผู้เขียนหลายๆ คนในหลายเรื่องราว ทำให้ความไวในการเพิ่มเนื้อหา หรือ Content นั้นหลากหลาย และมีเนื้อหา ที่น่าสนใจ มีความไวต่อข่าวอย่างมาก

ในทางกลับกัน หากถามว่า ทำไม ล่ะ ในเมื่อเว็บไซต์ มันก็มีเนื้อหาความน่าสนใจได้เช่นกัน จุดที่แตกต่างกันก็คือ ลักษณะของเนื้อหา นั้น มีความเป็นรากหญ้ามากกว่า หลายท่านอาจจะงง มันรากหญ้า ตรงไหน ในเมื่อหลายบล็อก มี URL มีhost

จุดนี้ หากยกง่าย คือ เว็บไซต์ 1 เว็บไซต์ เปรียบเหมือนสถานีวิทยุ กระจายเสียง ที่ผู้เช่าเวลาเป็นผู้กำหนดเนื้อหาหลัก เจ้าของเว็บเป็นผู้กำหนดเนื้อหาทั้งหมด ในขณะที่ บล็อกนั้น เปรียบเหมือนกับ วิทยุชุมชน ที่กระจายเสียงในกลุ่มเล็ก ของผู้ที่สนใจ เฉพาะเรื่อง เฉพาะทาง เท่านั้น รวมทั้ง ส่วนใหญ่เป็นความคิดเห็น ที่เข้าถึงได้ง่าย ไม่(ค่อย)มีผลประโยชน์ทางธุรกิจแอบแฝง

จุดนี้ ทำให้ Google หรือ [tag]Search Engine[/tag] หลายๆที่ต้องปรับตัวใหม่ กับ [tag]Weblog[/tag] นี่ สังเกตได้จาก การเพิ่มตัวระบบของ Google Blogsearch ขึ้นมา

ทำให้ หากเราสังเกต ดีๆ แล้วเห็นว่า การที่ Google จะมี Service อะไรใหม่ๆ ออกมานั้น มันจะต้องมีนัย อะไรซักอย่างที่แตกต่างไปอย่างชัดเจน มีผลประโยชน์ที่จะดัง User เข้ามาสู่ [tag]อารยธรรม Google[/tag] เลยก็ว่าได้

ในขณะที่ Search Engine อื่นๆ ก็ต้องมีการปรับเพื่อรองรับกับ Weblog ที่มีแนวโน้มโตวันโตคืน ทั้งในแง่ของ Content และ Commercial

ซึ่งเมื่อมาถึงตรงนี้ ผมคงกล่าวลอยๆ ไม่ได้ว่า มีอะไรใหม่ มันมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป กับ Search Engine คงต้องไปเอา log file ของ Server ที่บันทึกไว้บางส่วนมาแสดง

207.46.98.67 - - [14/Feb/2006:01:09:50 +0700] .... "[tag]msnbot-NewsBlogs[/tag]/1.0 ....

209.191.83.9 - - [14/Feb/2006:11:08:10 +0700] ... "[tag]Yahoo-Blogs[/tag]/v3.9.....

เห็นไหมครับว่า ตรงตัวหน้า คืออะไร ซึ่งชื่อแซ่ ของเจ้า Robots 2 ตัวนี้ มันแตกต่างกันไป Robots ปรกติ ดังนั้นตรงจุดนี้ หลายท่านคงจะเห็นแล้วว่า weblog มันมีอะไรที่แตกต่างออกไป

ส่วนทางด้านของ [tag]Google blogsearch[/tag] นั้น ผมเอง ยังหา log ไม่เจอว่า มันใช้ตัวไหนกันแน่ เพราะยังหาไม่เจอ ตัว log นั้นข้อมูลค่อนข้างเยอะ ไม่รู้ว่าที่อื่นๆนั้น log จะเก็บไว้มากมายขนาดไหน เพราะมันเยอะมากๆ จนไม่ค่อยมีใครเข้าไปสังเกต

ตรงนี้คือจุดแรก เท่านั้น จุดต่อมา ที่ผมมักจะบอกเสมอ นั่นคือ ความที่บล็อกมีระบบ [tag]RSS[/tag] หรือ [tag]Feed[/tag] (ในเว็บทั่วไปก็สามารถทำได้) อยู่แล้วในตัวระบบ (แต่ในไทย ไม่ค่อยมีใครใช้กัน ไม่รู้ทำไม) ของ เว็บบล็อก

เจ้า RSS พวกนี้ ที่เคยบอกแล้วในตอนผ่านๆ มาว่า มัน Search ได้นะ Search Engine มันเก็บพวกนี้ไว้ ทำให้ การทำบล็อก เหมือนกับการทำ PR ได้ทั้งสองทาง หากคุณทำบล็อกเพื่อการ Promote สินค้า หรืออะไรก็แล้วแต่

มันเหมือนกับการยิงปืนนัดเดียว ได้นกทั้งฝูง
เพราะ
1. Search Engine มันเก็บ indexs ด้วย ทำให้มัน Search เจอ
2. ไม่ต้องทำระบบ เพิ่มเติม ใน บล็อกมันมีอยู่แล้ว
3. ผู้ที่ add feed เหล่านั้น ได้ประโยชน์
4. และอะไรอีกหลายอันที่ กล่าวไว้ใน Profit from Blog ตอนที่ 2

มันอาจจะทำให้หลายท่าน ยังคงคิดว่า เฮ้ย!! มันจะค้นหาได้ ดีเหรอ , มันจะดีกว่า การทำเนื้อหาในเว็บปรกติ??? , ยังไงมันก็ต้องเอา Feed ไป submit ในเว็บ [tag]Feed Farms[/tag] ทั้งหลายเหมือนเดิมล่ะว้า , จะมีใครใช้เจ้า RSS กันเท่าไหร่วะ และอีกหลายร้อยคำพูดที่เคยเจอมา

คงต้องบอกว่า ณ วันนี้ ในไทย ระบบ RSS ยังคงใหม่อยู่ ยังคงเหมือนเด็กหัดเดิน แต่เมื่อไหร่ที่ IE 7 ออกมาแล้วละก็ เด็กมันก็จะวิ่งและกลายเป็นขี่จักรยานในที่สุด เพราะปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังคงใช้ IE 6.0 อยู่ ซึ่งไม่ สนับสนุน ระบบ RSS พวกนี้เท่าไหร่นัก

ส่วนในอนาคต ก็น่าจะมีแนวโน้มที่ สดใส เหมือนในต่างประเทศทางยุโรป ที่ใช้ Firefox กันเป็นส่วนใหญ่ และ สนับสนุนระบบ RSS นี้ ดังนั้น เมื่อถึงวันนั้น คุณเพิ่งจะมาเริ่มทำ ผมว่า มันอาจจะช้า และตามหลังคู่แข่งคุณไป ก็ได้ หากวันนี้ คุณยังไม่เริ่ม

ใช่ไหมครับ ???

เหมือนกัน ว่า เอ้ย พูดอะไร ลอยๆ รึป่าว ??? , โม้ว่ะ ไม่เชื่อหรอก เอ้า ไปดูกันว่า โม้หรือไม่

216.109.121.71 - - [14/Feb/2006:07:12:13 +0700]... "[tag]YahooFeedSeeker[/tag]/2.0 ...

72.14.199.75 - - [14/Feb/2006:08:16:28 +0700] ... "[tag]Feedfetcher-Google[/tag]; ...

เห็นความน่าสนใจของ Weblog หรือยังครับ ไม่ว่าทั้งตัวของ บล็อก และ feed

อย่างที่เห็นใน log ครับว่า มันมีอะไรแปลก เยอะ หากเราเข้าไปดู เพราะแม้ว่ามันจะเป็นข้อมูลอะไร ก็ไม่รู้ หลายคนที่ทำเว็บ อาจจะไม่เคยเหลียวมันด้วยซ้ำ แต่ถ้าเรารู้จัก เข้าไปค้นหา บางที สิ่งที่อยู่ข้างเรานั่นล่ะ มีประโยชน์

ดังนั้น จากทั้งสองกรณี จะเห็นว่า หากเราทำเว็บปรกติ ทั่วๆ ไป โอกาสของการได้รับการ indexs นั้น ก็จะเรียกได้ว่า ธรรมดา เดิมๆ แต่เมื่อไหร่ ที่มันเป็นเว็บบล็อก เหมือนกับการ เพิ่มให้ โอกาสของเราเพิ่มมากขึ้น อีกหลายต่อ เหมือนกัน

แล้ว คุณล่ะคิดว่าอย่างไร


หมายเหตุ

สำหรับในส่วนของ Blogsearch ของ Google นั้น ผมคิดว่า น่าจะยังคงใช้ตัวหลัก อย่าง Googlebot ที่มีอยู่แล้ว มาใช้กับการทำ indexs ของ เว็บบล็อกด้วย เพียงแต่น่าจะแยกตัวข้อมูลออกไป คนละส่วนกับเจ้า search ตัวหลัก เพราะ indexs ใน google search และ google blogsearch นั้น แตกต่างกันด้วยปริมาณโดยสิ้นเชิง

SEO project : Hidden text, backhat seo.

---
Edit  เพิ่มเติม ปี 2008

สำหรับเนื้อหานี้ ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี  2006 แล้วอ่ะนะครับจึงได้ทำการแก้ไข เนื้อหาบางส่วนให้เข้ากับยุคสมัยครับ รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของgoogleด้วยครับ
---

Blackhat SEO ในบ้านเรานั้น จะมีค่อนข้าง เยอะทีเดียว ที่มักจะใช้การทำ hidden text จาก ผู้ใช้ทั่วไป แต่เจ้าพวกนี้ จะถูกพบได้โดย Robots ทั้งหลาย

Warnning:Don't Do it. Google banned your website very easy.
คำเตือน : การใช้เทคนิคเหล่านี้ จะทำให้ Google แบนคุณทันที ถ้ามีคนแจ้ง (และอย่าคิดว่าจะไม่มีใครแจ้ง)

ซึ่งจริงๆแล้ว เป็นวิธีที่ผิด แต่ด้วยส่วนหนึ่งเชื่อว่า Google ไม่แบน (ส่วนตัวผม แบนไม่แบน ไม่ใช่ประเด็นที่จะทำ) โดยวิธีการซ่อน keyword นั้น มีอยู่ด้วยกันหลายต่อหลายวิธีด้วยกัน ก็จะยกตัวอย่างที่เห็นกันทีละตัวอย่างนะครับ

1. Font and Blackground color
วิธีนี้จะเห็นได้เยอะมากๆ กับเว็บในบ้านเราครับ วิธีนั้น ง่ายมาก คือ การทำ Font ให้มีสีเดียวกับพื้นหลัง ซึ่งจะทำให้ คนทั่วไปที่ไม่สังเกต จะมองไม่เห็น
พบมากกับเว็บไซต์ จำพวก ที่ค้นหาด้วย Google ด้วยคำว่า "หางาน" จะพบได้เยอะมาก เรียกได้ว่า สุ่มมาสิบอันในหน้าแรกของ Google SERP's ยังไงก็ต้องเจอ ไม่เจอ นี่ประหลาดแล้วครับ จนสงสัยว่า เว็บหางาน เค้ามี trend กันแบบนี้หรือเปล่า???

example
จากในภาพด้านล่าง เวลาที่เราเปิดเว็บดูตามปรกติ ไม่สังเกต ก็จะไม่เห็นอะไร ครับ แต่ถ้าเมื่อใดที่กด Ctrl-A ต้นตอความเลวร้ายก็จะปรากฏครับ
bad seo by hidden text

2.CSS Style Display:none;
วิธีนี้ ก็ไม่ยาก ครับ มีหลายเว็บใช้กัน ครับ ซึ่งถือว่ามีให้เห็นประปราย น้อยกว่าวิธีแรกครับ วิธีการใช้งานก็ไม่ยาก

example

<div style="display:none;">ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง............ฯลฯ</div>

*** ปัจจุบัน (2008) นั้น Google พิจารณาจากการใช้งานครับ ว่าไช้กับอะไร และเพื่ออะไร

3.CSS Style Overflow:hidden;
สำหรับตัวนี้ ไม่ค่อยเห็นมากมายนักในบ้านเราครับ (เท่าที่ผมว่างสำรวจมานะครับ ใครเจอก็แจ้งเลยครับ Google นะ ไม่ใช่ผม) หลักก็คือ การกำหนดให้ ขนาดให้เจ้า Tag DIV ให้มีขนาดกว้างยาว 1-2 พิกเซล ในต่างประเทศจะใช้กัน สุดยอดครับ เพราะว่า เมื่อเจ้า div มีขนาด 1-2 พิกเซล จะมีขนาดเป็นจุด เล็ก เหมือนกับเครื่องหมาย "." เท่านั้น จากนั้นก็นำไปใส่ต่อท้ายประโยค ในภาษาอังกฤษ คนทั่วไปก็ไม่รู้ ไม่เห็น คิดว่านั้นคือ จุด (dot) เท่านั้น

example

<div style="overflow: hidden; width: 1px; height: 1px;">ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง............ฯลฯ</div>

4.CSS Style position.
อันนี้ มีให้เห็นในเว็บไซต์เพลง อันดับต้นๆ ใน Google SERP's ด้วยคีย์เวิร์ดคำว่า "ฟังเพลง" ครับ อยากรู้ว่าเว็บไหน ลองไปดูเอาเองครับ เพราะอันดับอยู่ใน หน้าแรกของ keyword ที่กล่าวไปแล้วข้างต้นครับ

example

<div style="position:absolute;top:-600px;">ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง............ฯลฯ</div>

5.CSS Style text-indent.
วิธีนี้ ยังไม่เห็นในไทย เช่นกันครับ อาจจะคิดไม่ถึงหรือว่าอย่างไร มิทราบครับ ทำให้เลยไม่ค่อยพบ หรือ ถ้าจากที่ผมแวะไปในเว็บต่างๆ ไม่เห็นเลยครับ ใครเห็น ก็แจ้ง Google แล้วกันนะครับ

สำหรับ เจ้า text indent นี้ ผลที่ได้คือ หากในหน้า html มีการ เคาะ enter เพื่อเว้นบรรทัด โดยไม่ได้ใช้เจ้า
ตัวหนังสือ ก็จะวิ่งกระเด็นทะลุขอบจะ ด้านขวาไป -9000 พิกเซลจากนั้น ก็สั่ง overflow hidden เข้าไปอีกที หนึ่งเพื่อมิให้มันแสดงนั่นเอง

example
<div style="text-indent: -9000px; overflow: hidden;">ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง............ฯลฯ</div>

ุ6. CSS  visibility

วิธีนี้ ปัจจุบันผมยังไม่เห็นในไทยเหมือนกันครับ ซึ่งหลักการทำงานของมันก็ตรงตัวครับตามชื่อเลย

Example

<div style="visibility : hidden;">keywords and keywords</div>

7. CSS z-index

วิธีการนี้ คือ การสร้าง divขึ้นมา จากนั้น ตั้งต่าให้มันมีค่า ของ layerต่ำกว่า เนื้อหาที่แสดงอยู่ ทำให้มองไม่เห็นครับ ส่วนมากแล้วมักจะใช้ผสมผสานการการกำหนด position ของ div ด้วยครับ เพื่อป้องกัน user มองเห็น

example

<div style="z-index : -1000;">keywords and keywords</div>

8. Comment tag
อันนี้ มีเห็นครับ แต่ไม่ใช่ในส่วนของเว็บหางานแล้ว กลับกลายเป็น เว็บในกลุ่มของ Webhosting มากกว่า เนื่องมาจากคิดว่า ตัวนี้ถนัดกันหรือเปล่าไม่แน่ใจครับ

ซึ่งในส่วนของ tag comment นี้ จะเป็น tag ที่ไม่แสดงข้อมูลในส่วนของหน้าเว็บที่คนทั่วไปเห็น เป็น tag ที่เอาไว้สำหรับ programmer ไว้ใส่ คอมเม้นต์ ในโค้ดของตน แต่ถูกนำมาใช้ในการทำ Blackhat SEO เช่นกันครับ

example

<!-- ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง............ฯลฯ-->

*** อันนี้ ปัจจุบัน (2008)  Googleจะพิจารณาตามปริมาณ ลักษณะการใช้งาน และเจตนาครับ

9.การใช้ No Frame
ตรงจุดนี้ ก็คล้ายกับในส่วนของ comment tag ครับ

<noframe>ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง </noframe>

*** อันนี้ ปัจจุบัน (2008)  Googleจะพิจารณาเป็นCase by case ครับ สำหรับเว็บที่โดนreport โดยมากแล้วอนุญาติให้ใช้ได้กับเว็บที่มีลักษณะเป็น frame ครับ แต่ไม่ได้หมายความว่า การใช้ frame  ขนาด 100% จะรอดนะครับ ให้ระวังด้วย

10.การใช้ tag Script
โดยปรกติแล้ว การใช้งานแท็ก สคริปต์นี้ จะใช้เพื่อการบอกให้ บราวเซอร์ รู้ว่า นี่คือ สคริปต์ นะ ซึ่งสคริปต์ จะมีหลายหลากทั้ง javascript,vb script เป็นต้น ซึ่งหลายคนอาจจะไม่คิดว่ามันจะใช้งานทำอะไรได้ แต่จริงๆแล้ว ในส่วนของ Blackhat SEO นั้นไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้

example

<script type="text/tcl"><!--
ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง
// --></script>
หรือ
<noscript> ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง </noscript>

***ปัจจุบัน ถ้าใช้งานแบบด้านบน ถือว่า ผิดทันทีครับ

11.input type=hidden
โดยปรกติแล้ว ในการทำเว็บ ที่มีการส่งค่ากันผ่าน form ด้วยวิธีต่างๆ นั้น ก็จะมีการใช้ text box,check box เป็นต้น แต่มันจะมี ตัวหนึ่งคือ hidden ที่จะเป็น การส่งค่าบางอย่างที่ไม่ต้องการให้ user กรอก หรือ ไม่ต้องการให้แก้ไข เพื่อการทำงานในตัวของสคริปต์ใน server

ซึ่งอย่าที่ได้บอกไปแล้วว่า ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ กับการทำ Blackhat SEO ครับ จึงมีการนำเอา เจ้าพวกนี้มาใช้งาน โดยการใส่เข้าไปในหน้าเว็บเปล่าๆ ที่มิได้มีฟอร์มแต่อย่างใด ใน Value="..." นั้น ก็ใส่คีย์เวิร์ด ที่ต้องการไปเป็นจำนวนมากมายครับ

example

<input name="context" type="hidden" value="ดูดวง ฟังเพลง เล่นเกมส์ เกม ฟังเพลง เพลงออนไลน์ เพลง เนื้อเพลง " />

ซึ่งวิธีเหล่านี้ ถือว่า เป็นการเอาเปรียบเว็บ ที่ตั้งใจทำเนื้อหา ทำ SEO อย่างถูกต้อง มากกว่าการทำ SEO แบบนี้ครับ ดังนั้น ควรจะแจ้ง Google ไปเลยครับ

If you found Blackhat SEO pls. report spam site to google .
http://www.google.com/contact/spamreport.html

SEO project: Google sitemap,google or your Profit???

สิ่งหนึ่งที่ Google เขียนไว้ในเว็บไซต์ของ Google เองในส่วนของคำแนะนำสำหรับเว็บมาสเตอร์ นั้นมีอยู่ส่วนหนึ่งเช่นกันที่ Google แนะนำให้ ทำ [tag]Google Sitemap[/tag] ด้วย

ซึ่งหากมองกันทั่วไปแล้ว ก็คงดูว่า นั่นเป็นสิ่งดี ที่ Google ให้เราทำเพื่อที่จะช่วยให้ Google เข้าใจเว็บเรามากขึ้น สนใจเว็บเรามากขึ้น

แต่พอลองคิดอยู่ แล้ว เอ?? เหมือนมันมีผลประโยชน์ อะไรรึป่าว ถึงมาทำให้กันฟรีๆ แถมยังสนับสนุนให้ใช้กันอีก

ถามว่า ทำไม ผมถึงคิดว่า Google มีอะไรประหลาดหรือว่า ผลประโยชน์อะไร ??

อันดับแรก ผมเคยเขียน ถึง [tag]Googlebot[/tag] เกี่ยวกับการ [tag]crawl[/tag] ตามหน้าเว็บไซต์ โดย Googlebot จะวิ่งไปตามลิ้งค์จำนวนมากมาย โดยเมื่อ Googlebot (รวมทั้ง Robots ตัวอื่นๆด้วย) เข้ามาในหน้าเว็บของเราแล้ว Googlebot จะทำการ ตรวจสอบในหน้าเว็บไซต์ ว่า

มี คีย์เวิร์ด มีรายละเอียด อะไรบ้าง และที่สำคัญ มีลิ้งค์อะไรบ้าง

เมื่อ GoogleBot พบลิ้งค์แล้ว ก็จะทำการ เก็บลิ้งค์ และเรียงลำดับของลิ้งค์ 1,2,3.... จนถึงประมาณ 100 ลิ้งค์ จากนั้น ก็จะทำเมื่อทำการเก็บลิ้งค์ในหน้าแรกไปเรียบร้อยแล้ว ก็จะทำการวิ่งตามลิ้งค์ ที่ 1 ที่เก็บไว้ จากนั้น ก็จะวิ่งไปยังหน้าเว็บในลิ้งค์ 1 แล้วก็จะทำการเก็บไว้ลิ้งค์ มาเรียงไว้ อีกเช่นเดิม
ซึ่ง googlebot ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ดังนั้น สมมติว่า ในหน้า A มีอยู่ร้อยลิ้งค์ หน้า B อีกร้อยลิ้งค์ กลายเป็นว่า Googlebot จะต้อง Store link เหล่านั้นไปเรื่อยๆ ซึ่งผมคิดว่า หากเจอลิ้งค์ที่ซ้ำกัน ก็จะตัดลิ้งค์ที่ซ้ำออก แล้วให้คะแนนลิ้งค์เพิ่มมากขึ้น ลำดับของลิ้งค์ที่ store ไว้อยู่ต้นๆ เพราะถือว่า ลิ้งค์นั้น มีความสำคัญ มากกว่าลิ้งค์ที่พบเพียงครั้งเดียว

ทีนี้ตัดไปดูเจ้า google sitemap กันบ้าง ซึ่งรูปแบบที่สำคัญของ google sitemap จะน่าจะอยู่ที่ tag url ใน Sitemap

(ตัวอย่าง Google sitemap www.i-morm.com)
http://www.i-morm.com/2006/02/seo-project-hidden-text-backhat-seo.html2006-02-15T22:21:32+00:00 weekly
0.1

จะเห็นได้ว่า ตัว tag url จะประกอบไปด้วย url , lastmod,changfreq และ priority

แล้วมันมีอะไรน่าสงสัยล่ะ ???

จุดที่น่าสงสัย หรือเรียกว่าน่าสนใจก็ได้ อยู่ตรงที่ ใน Google sitemap จะประกอบไปด้วย
1. url
2.priority

ซึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับไปดู วิธีการ Store ข้อมูลของ Googlebot ซึ่ง ผมตัดในส่วนของ คีย์เวิร์ดออกไป เพราะว่า มันไม่ได้เกี่ยวข้องในการ crawl ตามลิ้งค์เท่าไหร่นัก ก็จะประกอบไปด้วย
1. url
2.priority

เช่นกัน นี่ล่ะครับจุดน่าสนใจ เพราะ ถ้าเป็น Googlebot มาทำการ crawl หน้าเว็บ Googlebot จะต้องทำ 2 ขั้นตอนหลัก คือ หาคีย์เวิร์ด และ crawl ลิ้งค์ หรือ url มา store และจัดลำดับ

ในขณะที่ ถ้า Googlebot อาศัย Google sitemap เป็นแหล่งข้อมูล ก่อนที่จะมาเที่ยว Crawl ในหน้าเว็บแล้ว Googlebot ก็จะทำแค่การ หาคีย์เวิร์ด ในแต่ละหน้า ของ url ใน sitemap เท่านั้น

Googlebot ไม่ต้องมานั่ง ทำการเช็คลิ้งค์ ให้คะแนนลิ้งค์ จัดลำดับลิ้งค์ที่จะไปต่อ แต่อย่างใด

เห็นไหมครับว่า googlebot สามารถลดภาระ หน้าที่ ที่จะต้องทำลงได้อีกมาก จาก ต้องทำ ทั้งหาคีย์เวิร์ด หาลิ้งค์และจัดลำดับ ( 2 ขั้นตอน) เหลือเพียง หาคีย์เวิร์ด ตามลิ้งค์ของ sitemap (หรืออาจจะมีการจัดลำดับใหม่ ตาม priority) เท่านั้นเอง

นี่ล่ะครับ ที่ผมคิดว่า มันเป็นผลประโยชน์ของ Google ที่ลดภาระหน้าที่ ของ robot ของตนลงเพื่อให้สามารถ crawl หน้าเว็บได้ไวขึ้น เก็บข้อมูลได้มากขึ้น

และ ผลคือ ทำให้ Google สามารถ ทำ indexs หน้าเว็บไซต์ ได้มากกว่า คู่แข่งนั่นเอง
ผมคงคิดไม่ผิดใช่ไหมครับ ????

Tags :

SEO project :Google Sitemap for win-win.

ตอนที่แล้ว [[tag]Google Sitemap[/tag], Your or Google profit???] ผมได้มองในมุมร้าย สำหรับ google ไปแล้วนะครับ ว่า Google sitemap นั้น มีผลประโยชน์ในมุมร้ายอยู่รึเปล่า

แต่จริงๆ แล้ว มันก็ไม่ร้ายกันซะขนาดนั้นหรอกนะครับ เพราะเมื่อหากเรา[tag]ทำ Sitemap[/tag] เฉยๆ แล้ว Google ก็คงยิ้มแบบในบทความนั้นอยู่พอสมควร หากเราทำให้ มันเป็น Win-Win ซะล่ะครับ

เอาง่ายๆ ก็คือ เราได้ประโยชน์ Google ก็ได้ประโยชน์ ซึ่งก็ไม่ยากครับ ไอ้ที่ยากกว่านี่คือ [tag]การทำ Google Sitemap[/tag] มากกว่าครับ แต่ก็ไม่ยากเท่าไหร่ครับ

ก่อนอื่นนะครับ เราไปดูรูปแบบของ Google sitemap กันก่อน โดย Google sitemap นั้นจะเป็น File xml ซึ่งจุดดีนั้น น่าจะอยู่ที่สามารถนำไปใช้ในรูปแบบอื่นๆ ต่อได้ไม่ยาก สามารถข้าม plateform ไปยังตัวอื่นๆ เช่น Smart Phone ได้อีกด้วย

สำหรับรูปแบบของ Google Sitemap นั้น ลองไปดูตัวอย่างจริงๆ ของเว็บ i-morm.com ได้ที่นี่นะครับ [tag]My Sitemap[/tag] โดยหลัก แล้วนั้น Google บอกว่าไม่ต้องมีอะไรมากครับ มีแค่ url + last mod แค่นั้นเอง ครับ การจริงๆ แล้ว ถ้าให้ดีก็เต็มรูปแบบอย่างที่ผมใช้อยู่น่ะครับดีที่สุด

google sitemap example
(ตัวอย่างจาก Google)

ซึ่งจากตัวอย่างนั้น หากเรามีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่ง แล้วก็น่าจะสามารถทำเองได้ไม่ยาก ยิ่งหากเก็บข้อมูลในรูปแบบของ database แล้ว ก็สั่งมัน generate ออกมาให้เลย แต่หากไม่มีความสามารถด้านโปรแกรมมิ่งล่ะ จะทำยังไง

ก็ไม่ต้องตกใจ หรือ ท้อแท้ใจไปครับ ผมก็ไปยกมารวบรวมไว้ให้แล้วครับ ซึ่งจริงๆ แล้วก็เป็น list จากของ Google นั่นล่ะครับ จะได้ไม่ต้องไปนั่งหากันไกลๆ ครับ มีหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น plug-in ในฟรีสคริปต์ต่างๆ อย่าง OS commerce เป็นต้นครับ หรือว่าให้มัน crawl เองก็มีครับ อยู่ในส่วนของ [tag]SEO Tool[/tag] นะครับ

จากนั้น เมื่อเรามี Google sitemap แล้วจะเอาไปทำอะไรต่อไปล่ะ???

เมื่อได้เจ้า Sitemap มาแล้ว ก็ไปสมัคร เพื่อ submit sitemap ให้ Google ครับ ที่ http://google.com/webmasters/sitemaps/ ซึ่งขั้นตอน ก็ไม่ยากครับ หลังจากนั้น ก็ทำตามขั้นตอนครับ คร่าวๆ คือ

1.เมื่อเราสมัครแล้ว login เข้าไป ให้ เลือก add sitemap ก่อนเลย
2.จากนั้น Google จะให้เราเลือกว่า sitemapของคุณ เป็นแบบไหน ซึ่งนั่นก็คือ General Web Sitemap (ส่วนของ Mobile นั้นผมยังไม่ได้ลองนะครับ )
3.เมื่อกด next Google จะให้เราอัพไฟล์ ว่างๆ มีชื่อยาวๆ เช่น googleexxxxxxxxxxxxxx.html ซึ่งตัว xxx ยาวนั้นจะเป็น id นั่นล่ะครับ แนะนำว่า ให้ อัพไฟล์ sitemap.xml ไปด้วยเลยนะครับ (ในกรณีที่ไฟล์ไม่อยู่บน server นะครับ)
4.จากนั้น ก็ ให้ทาง Google มันตรวจสอบซักพักหนึ่งครับ ถ้า google เจอไฟล์ยาวๆ นั้นแล้ว หลักๆ ในขั้นแรกๆ ก็จะผ่านไปแล้วครับ

จากนั้นจะมีรายชื่อ Site มาอยู่ใน Site overviews นะครับ ก็ให้ คลิกเข้าไปตรง site เรา แล้วเข้าไปเลือก sitemap และกด submit ซะ
เท่านี้ Google ก็จะรอจ่อ มาตรวจสอบเว็บคุณแล้วนะครับ


ซึ่ง หากทำถูกต้อง ไม่เกิน 2-3 วัน googlebot ก็จะมาเยี่ยมเยียนคุณเอง หรือในกรณีที่คุณ ได้ทำ หรือ gernerate sitemap ใหม่ก็สามารถเข้าไป resubmit ได้นะครับ

ตัวอย่างหลักจาก ที่ Googlebot เข้ามาตรวจสอบหน้าเว็บคุณแล้วนะครับ (สังเกต วันที่ submit กับ last download ให้ดีนะครับ )
google sitemap
หลังจากที่เราเพิ่งเข้าไป resubmit นะครับ
google sitemap

แต่นั่นก็คงแย่ ถ้าเราต้องนั่งเข้าไปหมั่น resubmit ทุกครั้งที่ สร้าง sitemap ใหม่งั้นหรือ ?? ไม่ไหวมั้ง ???
มันก็มีทริกครับ โดยที่เราไม่ต้องไปนั่ง resubmit

จากตรงที่ ผมให้สังเกต ก็คือ วันที่ผม resubmit ครั้งสุดท้าย กับ last download ที่ Google มาเก็บ sitemap ผมไป จะเห็นว่า
ครั้งสุดท้ายที่ submit ไปนั้น คือ เดือนที่แล้ว แต่เวลาที่ดาวน์โหลดนั้น มันยังไม่ข้ามวันด้วยซ้ำ

เทคนิคมันอยู่ที่ Google อนุญาติ ให้เราทำ ping ไปยัง google ได้ โดย ใช้
www.google.com/webmasters/sitemaps/ping?sitemap=sitemap_url
โดย sitemap_url ก็จะเป็น url ของ sitemap เรานะครับ เช่น http://www.i-morm.com/sitemap.xml (อย่าลืม http:// นะครับ)
ดังนั้น เราก็ทำปุ่ม หรือลิ้งค์ ไว้ซักตัว หรือจะให้วิธีอื่นๆ ก็ได้นะครับ เช่น wget, curl ที่ให้ข้อมูลมันวิ่งไปตามลิ้งค์ เท่านี้ เราก็ไม่ต้อง ไปนั่ง login resubmit แล้วครับ (อย่าง เว็บบล็อก ของผมนี่ เมื่อสั่ง สร้าง sitemap เสร็จ ก็จะ ping ไปยัง Google ให้ทันทีครับ ง่ายไม๊!!!)

การทำ sitemap นั้น ก็ถือว่า เป็นหนึ่งในวิธีการที่ ล่อ ให้ Google เข้ามาเว็บเราบ่อย เพื่อให้เราได้ โอกาส ที่จะได้รับ indexs ในหน้าเว็บไซต์มากขึ้นด้วยครับ และนอกจากนั้น ใน Googlesitemap account นั้นยังมีข้อมูลอีกหลายๆ อย่างให้เรา เช่น link บางลิ้งค์ ที่ Google crawl ไม่เจออีกด้วย ตรงนี้จะช่วยให้เราเช็ค ลิ้งค์ตายได้อีกทางหนึ่งครับ

เท่านี้ เราก็ Win-Win กับ Google แล้วนะเนี่ย...

Very Busy!!

ก็ไม่ค่อยได้อัพเนื้อหาใหม่ๆ เท่าไหร่นะครับ

คาดว่า คงจะ ยาวไปจนกว่า Project เว็บไซต์ ใหม่ของผมจะเสร็จเรียบร้อยครับ

จุดกำเนิดของ project มาจากเจ้าเนื้อหาในหนังสือที่ทาง office ส่งมาให้อ่าน บวกกับที่ได้อ่านมาก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับ trend ของ Web 2.0 ที่ถือเป็นอารยธรรมใหม่ ก็ได้สำหรับ ชีวิตบนโลกออนไลน์ นั้น

มาผสมโรง กับ ความอยาก ความบ้าส่วนตัว อีกทั้งยังมี Mr.Champu โปรแกรมเมอร์มือหนึ่ง ประจำ Office (ไอ้แชมป์ อย่าลืมค่า PR นะโว้ย 555+) ที่มักจะบอกเสมอ

"เอาเลย เอ้ย ทำเลย"

เอาก็เอาวะ ก็เลยคิดว่า จะทำเว็บใหม่มาอีกอันนึง แล้วเว็บอะไรล่ะ ???
นั่นล่ะปัญหา เว็บ Portal เหรอ โอ้ว เกลื่อนเมืองไทย แถมยังต้องนั่งทำ content อีก

เว็บบิท โอ้ว นี่ก็ไม่ไหว เด๋วโดนจับแน่ๆ เลย
ทำเว็บ .... ไม่ได้ เคยเสนอพี่โอ๊ตไปแล้วนี่หว่า!! เอาไว้ก่อนแล้วกัน ดูแนวโน้มในประเทศก่อนดีกว่า (ทำสำคัญ งานนี้ ถ้าพี่โอ๊ตไม่ทำ ไอ้มอมทำอีกแน่ๆ ) เพราะตอนนี้ยังไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ยังไม่ค่อยโต 555+ ถ้าทำได้นะแจ่ม อีกล่ะ

เว็บขายของเหรอ ??? แล้วกระผมจะขายอะไรล่ะ ไม่มีอะไรจะขายอีก (แต่ก็คิดแนวไว้แล้วล่ะว่า ถ้าทำจะแก้ปัญหายังไง??? อืมม พรุ่งนี้เสนอพี่โอ๊ตเพิ่มดีกว่ามั้ง)

ก็นั่งรถเมล์ กลับบ้าน (กินฝุ่น หัวแดงเลย) อยู่ๆ แว๊บบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
มันมาแล้วววว ความคิดฟุ้งซ่านมันมาแล้ว

เลยนั่งคิดๆๆๆๆ ทุกอย่าง อยู่ในหัวหมด กลับมาถึงบ้านรีบจด ทุกอย่างไว้คร่าวๆ เริ่มวาง Database เสาร์-อาทิตย์ นั่งเขียน php จน backoffice เสร็จไปแล้ว 555+

เช็คโดเมน โอ้ววว พระเจ้ามอม มันยอดมาก โดเมนที่ต้องการไม่มีใครจด ด้วย โย่วๆ

และแล้ว ทุกอย่าง ก็อยู่ในหัวทั้งหมด
- system
- feature
- logo
- target group
- profit
- step for develop
- PR
and ฯลฯ

เหอๆ สร้างความยุ่งวุ่นวายให้ตัวเองอีกแล้ว เห้อ!!!

เอาเหอะ เป้าหมาย UIP 2000+ in 4-6 เดือน
อาทิตย์หน้าเจอกันแน่ๆ ครับ 555+

ปล.ตอนนี้มีโปรเจค เพิ่มอีก 1-2 อัน เห้อ ชีวิตกรู จะมีว่างไหมเนี่ย???

Tags :

RSS technology:Feed for public.

RSS หรือ Feed สำหรับผม ยังคงเป็นสิ่งที่น่าสน ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกันครับ ว่า เจ้า RSS หรือ Feed ช่างมีอะไรที่เย้ายวน หรือทำให้ผมสนใจมันนัก ก็ไม่รู้ ได้เอ่ยถึงไปแล้วในตอนต่างๆ อย่าง

Server Down..

ครับ ก็ไม่ได้อัพอีกแล้ว

ช่วงนี้ Host ที่เช่าอยู่ล่มบ่อยครับ เลยทำให้เข้าไม่ค่อยได้เลย อัพเว็บก็ไม่ได้ เห้อ

เพราะทาง Host ชี้แจงมาว่า ได้เอาเว็บใหญ่ (ขนาดไหนวะเนี่ย) มาลง ทำให้แรมในระบบไม่พอ แล้วก็เดี้ยง ไอ้เว็บกระจ๊อกอย่างผมเลยต้องรับภาระร่วมดาวน์ รับผิดชอบร่วมกัน (เหรอเนี่ย) ไปด้วยครับ

ซึ่งสาเหตุหนึ่ง ที่เปิดเว็บนี้มาเพื่อเล่นๆ ไม่ได้ซีเรียส แต่เช่าโฮสต์ถูกๆ เพราะว่า ไปใช้ free host แล้วมันตายรายวัน (นี่เช่าแล้วยังรายวันเหมือนกัน เห้อ) ก็เลยไม่สนุก เลยเช่าเองไปเลยดีกว่า

แต่ทางผู้ดูแล ก็มาบอกนะครับว่า 1. กำลังจะเพิ่ม แรม ไปอีก (อืมม...) 2.จะจัดหา server ใหม่อีกตัวในเดือนหน้า (จะขอย้ายได้ไหมเนี่ย???) ก็เลยต้องลุ้นเอาครับว่า จะหมู่หรือจ่า (หรือต้อง....)

ส่วนทางผมเอง ก็กำลังจะเปิดเว็บใหม่ อีกเว็บหนึ่ง ในเร็ววันนี้เช่นกันครับ Project นี้ คิดเองทั้งหมด ออกแบบเองทั้งหน้า นั่งทำ Programing ทั้งเว็บ และคาดว่า ต้องทำ PR ต่อเองอีกด้วย (คนหรือตัวอะไรเนี่ย???)

แต่ไม่ต้องห่วงนะครับ Host จะใช้ของพี่อีกคนที่รู้จักกัน ซึ่งเห็นหน้าทุกวัน ดาวน์ก็สะกิดได้ (5555+) อีกทั้งพี่เค้าจะลง Host เองด้วย คาดว่าอาจจะไปร่วมแจมในบางส่วนครับ เลยคิดว่าคงจะมันส์อีกเยอะ

เพราะอย่างน้อย หลังจากเว็บที่จะเปิดใหม่นี้ อยู่ตัวแล้ว (ประมาณ 1-2 เดือนหลังจากนี้) ก็คิดว่าจะเปิดใหม่อีกเว็บหนึ่ง (เอาอีกล่ะกรู!!!) จากนั้นก้อจะดูเพิ่มเติมครับว่า แนวโน้มดีไหม ถ้าทำแล้วได้ตามเป้าล่ะก็ งานนี้ คงวาง Host เองแล้วครับ (เออ จะได้สบายใจซะที)

เอาเป็นว่า ทนๆ กันไปก่อนนะครับ server ช่วงนี้ใช้ทน (เพราะทนใช้ เอาไว้เล่น) ครับ
ไร้สาระอีกอันนึงล่ะเนี่ย เห้อ

Tags :

SEO project : The Road to Website.

อ่า หายไปสองสามวัน ก็เนื่องจาก server เน่า ยิ่งกว่าการเมืองนะครับ (เกี่ยวกันไหมเนี่ย) บวกกับอาการ หวัดกิน เลยทำให้ ไม่ได้มาอัพบล็อกครับ วันนี้อาการเริ่มดีขึ้น สมองเริ่มกระตุ้นอีกแล้วครับ ก็มาอัพบล็อกตามปรกติ (ไอ้อันที่ไร้สาระสองอันนั่นก็อย่าคิดมากครับ เมายาแก้ปวดหัวเท่านั้นเอง)

หัวข้อวันนี้ หลายท่านเข้ามาเห็นอาจจะเฮ้ย การสร้างถนน อะไรของ จริงๆแล้ว ก็ไม่มีอะไรหรอกครับ กับการสร้างทางให้ ทั้งคน ทั้ง [tag]robots[/tag] เข้ามาในเว็บนั่นล่ะครับ

ลิ้งค์ที่สร้างนี้ มิได้หมายถึง [tag]การสร้างลิ้งค์[/tag] ในเว็บเท่านั้น การสร้างลิ้งค์จากข้างนอกหรือ inbound link ครับ ซึ่งจุดนี้ มีความสำคัญมากๆ ทั้งที่เคยกล่าวมาแล้วอย่างเช่น Google pagerank กับ link เพราะยิ่ง ลิ้งค์ของคุณได้รับเลือกเข้ามาเยอะ (inbound link เยอะ) โอกาสที่จะดัน pagerank ก็มีสูงครับ

ที่นี้ ปัญหาอยู่ว่า เราจะสร้าง inbound linkได้จากที่ไหนบ้างล่ะ??

1. Free link directory.
ซึ่งในส่วนนี้ มีอยู่เยอะมากๆ ครับ ซึ่งเป็นอันรู้กันอยู่แล้วว่า มีให้ แอด กันอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Sanook.com,Hunsa.com,Kapook.com เป็นต้น ในส่วนนี้ ก็จะพอช่วยได้ครับ

แต่ที่บอกว่า พอช่วยได้นั้น อยู่ที่ ความสำคัญของตัว directory ด้วยครับ อย่างเช่น เราไปเห็นที่ไหน ก็แอดที่นั่น มั่วไปเรื่อยๆ (ผมลองมาแล้วครับ) มันก็ดีอยู่ครับ แต่เหมือนกับเหนื่อยฟรี ได้ลิ้งค์เยอะ แต่ไม่มีคุณภาพ ก็เท่านั้น

ดังนั้น การเลือกเอา free [tag]directory[/tag] เน้นๆ สำคัญ น่าจะดีกว่า ประเด็นอยู่ที่ว่าจะเลือกยังไง
ของผมก็คิดง่ายๆ ครับ เอาเว็บ directory นั้นๆ ไปดู backlink ใน search engine ครับว่า อันไหนเยอะ คัดมาเลย (ง่ายไหมครับ) เพราะยังๆ เจ้า [tag]search engine[/tag] มันก็ indexs พวกนั้นไว้แล้ว

นอกจาก backlink เยอะ ให้ลองเช็ค cache page ของ search engine ด้วยครับว่า มันอินเด็กซ์ ไอ้เจ้าเว็บเหล่านั้นน่ะ นานหรือยัง ในกลุ่มของ ที่เราจะเพิ่มนั้น มันเข้ามาอินเด็กซ์ ไว้นานไหม

ส่วนนี้ จะคัดให้เราเพิ่มได้ว่า directory นั้น ยังมีความสำคัญของ search engine อยู่ ยังคงมีการเก็บ indexs อยู่เสมอ นั่นเองครับ โอกาสที่ robots จะวิ่งมายังเว็บเรา ก็สูงขึ้นด้วย

2. Paid directory.
ตรงส่วนนี้ ล่ะ ที่ต้องคิดหนัก เพราะหากเราไม่ได้ทำเว็บที่เป็นธุรกิจ แล้ว ผมว่า อย่าตัดสินใจเสียเงินดีกว่าครับ ไม่คุ้ม อีกทั้งอย่าง Yahoo นี่เสียเงินแล้ว ก็ยังไม่การันตีเท่าไหร่ด้วย ดูแล้วไม่ค่อยยุติธรรม กับคนเสียเงินเลยครับ

แต่ถ้าคิดว่า ทำธุรกิจ ต้องการสร้างลิงค์ แบบนี้อย่างรวดเร็วแล้ว ตรงนี้ก็เป็นทางเลือกที่น่าเสี่ยงครับ ส่วนอันไหนดีไม่ดี ไว้ขอมีเงินก่อนนะครับ แล้วจะทดลองดูครับ

3. Link in Advertising .
อันนี้ ก็คงเน้นเป็น ธุรกิจอีกเช่นกัน ซึ่งการสร้างลิ้งค์แบบนี้ จำเป็นต้องเลือก ที่โอกาส และประโยชน์ที่จะได้รับด้วยครับ เว็บส่วนใหญ่ ในไทย ยังคงใช้การโฆษณา แบบที่เป็นจำนวนที่แสดง 1000 ครั้ง 10000 ครั้ง หรือแบบ รายเดือน อยู่ ในส่วนนี้ ก็คงต้องพิจารณาครับว่า อันไหนเหมาะ ไม่เหมาะ
ส่วนใหญ่ ก็น่าจะนึกออกกันอยู่นะครับ

แต่ที่น่าสนใจคือระบบ PPC หรือ Pay per Click ที่เมื่อเราลงไป จะเสียเงินก็ต่อเมื่อมีคลิก ไม่มี คลิกก้ไม่เสีย ตรงนี้ น่าจะได้กำไร มากกว่า เพราะว่า โชว์ไป กี่พันครั้ง ไม่มีคนคลิก ก็ไม่ต้องเสียเงิน

บางคนเห็นลิ้งค์ ไม่คลิก แต่ใช้ก้อบลิ้งค์มาแปะก็มี (อย่างผมเป็นต้น 555+) ก้ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดีครับ

4. Link Exchange.
ตรงนี้มีเยอะครับ แลกกันไปแลกกันมาระโยงระยางกันไปหมด คลิกวนไปก็วนมา ยิ่งทำ banner ให้เสียวๆ หน่อย คลิกพุ่งกระจายกันไปครับ แต่ตรงนี้สำคัญนะครับ

เพราะแม้ว่าเราจะได้แลกลิ้งค์ฟรีๆ แต่ต้องเช็คกันหน่อยครับว่า ระบบของเว็บที่เราไปแลกนั้นเป็นอย่างไร ใช้ Javascript หรือเปล่า
ใช้ไม่ใช้สำคัญยังไง

สำคัญตรงที่ว่า อย่าลืมว่า การแลกลิ้งค์นั้น นอกจากเพื่อต้องการคนเข้าเว็บแล้ว เรายังต้องการล่อ Robots หรือ Spider ด้วย ดังนั้น ถ้าได้แค่คน แต่ไม่ได้ robots ก็เอาไว้คิดที่หลังดีกว่าครับ เพราะรู้สึกเหมือนไม่ค่อยได้กำไรเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ ซึ่งตรงนี้ ก็ลองไปดูใน Outbound link for Pagerank. ครับเพราะว่า ในเรื่องนี้ ผมได้เอ่ยถึง เทคนิค ที่อาจจะถือว่า เป็นการโกงลิ้งค์ เพื่อทำให้แลกลิ้งค์ กลายเป็น one-way link ครับ ดังนั้นหลบไอ้พวกนี้ได้หมดก็สบาย

5. Content link.
ตรงส่วนนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่น่าสนใจครับ เหมาะสำหรับคนที่ทำ contentเอง นั่นคือ การเอาเนื้อหาที่ตัวเองทำ ไปลงไว้ในเว็บต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือที่น่าสนใจ หรือ อยู่ในกลุ่มเดียวกับ แล้วแปะลิ้งค์ ไว้ด้านท้ายบทความ

ซึ่งตรงนี้ไม่น่าเกลียดครับ เพราะถือว่า เป็นการแชร์ความรู้ และอ้างอิงที่มาที่ไป ตามปรกติครับ ในต่างประเทศ จะมีเว็บในกลุ่มของ [tag]e-zine[/tag],[tag]e-journal[/tag] ที่จะให้สมาชิกเอาบทความตัวเองไปเผยแพร่ ได้ พร้อมทั้งลิ้งค์ กลับมายังเว็บของผู้เขียน และได้รับความนิยมมากครับ

ผมเองยังคิดที่จะทำเลยครับ เอาไปแปะใน e-journal มั่ง แต่เหอๆ ภาษาอังกฤษ ก็เก่งซะเหลือเกิน เห้อ

จุดดีคือ ของข้อนี้คือ โอกาสที่จะได้ กลุ่มเป้าหมายนั้น ค่อนข้างตรงครับ และถ้าเนื้อหาคุณดีจริง ก็จะมีเป็นการดึงคนได้ดีครับ อีกทั้งในเว็บต่างประเทศ ยังมีการแบ่งเนื้อหา ที่เพิ่ม เป็นหมวดหมู่ชัดเจน ดูแล้วคล้ายกับ webdirectory ทำให้โอกาสที่จะมีคนเข้ามาค้นหา และเจอบทความของคุณ ก็เพิ่มขึ้นด้วยครับ

ข้อเสียคือ ถ้าทำบทความไม่ดีพอ ไม่แน่พอ ก็จะกลายเป็นการโชว์ห่วย (เหมือนผมนี่ล่ะ) ไปในที่สุดครับ

6.การยัดเยียดลิ้งค์
อันนี้ไม่รู้ว่าจะใช้ ภาษาอังกฤษว่าอะไรล่ะครับ นึกไม่ออก (เก่งภาษาซะเหลือเกินจริงๆ) อันนี้ไม่ยากครับ มีใช้กันอยู่ คือ การใส่ลิ้งค์ของคุณ ไว้ท้ายคอมเม้นต์ ตามเว็บไซต์ บล็อก เว็บบอร์ด

แม้ว่า เรื่องราวที่เข้าไปคุยกันจะไม่เกี่ยวไม่ข้องกัน แต่แปะลิ้งค์ไว้ ก็ถือว่าไม่ผิดกติกาครับ เพราะนั้นก็ทำให้เราได้ลิ้งค์กลับมาเช่นกัน เพียงแต่ว่า โอกาสที่จะได้คนเข้ามา เทียบกับ robots เข้ามานั้น ค่อนข้างน้อย

โดยเฉพาะตามเว็บบอร์ด ครับ ส่วนtraffic นั้น ก็น่าจะได้บ้างเรื่อยๆ ครับ


แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะเป็นการทำลิ้งค์ ชี้มายังเว็บเรา ยังไงๆ ก็ยังคงได้ประโยชน์ครับ แม้ว่า bot จะไม่ตามมา แต่อย่างน้อย ก็มีคนผ่านเข้ามาแน่นอน
สำหรับผม การที่คนผ่านเข้ามาแล้วผ่านไป ถือว่า ไม่ประสบความสำเร็จครับ แต่ถ้า ผ่านเข้ามา แล้วยังคงเข้ามาเรื่อยๆ นั้นถือว่า สุดยอดแล้ว
เพราะนั่น หมายถึงการที่เว็บหรือบล็อกของเรา มีอะไรก็ตามที่สามารถดึงคนเอาไว้ได้ นั่นเองครับ

My blog.

จริงแล้ว การทำบล็อกแห่งนี้ เหมือนกับเป็นสนามเด็กเล่น ของผม ที่ลองโน่นลองนี่ ลองผิดลองถูกในการทำ SEO แล้วก็นำเอาสิ่งที่ได้อ่านมาจากเว็บต่างๆ มาเรียบเรียงใหม่

เอามาทดลองกับบล็อก ตามแนวทางของ [tag]SEO[/tag] ที่ถูกต้อง ซึ่งมันก็ได้ผลดีครับ ทำให้คิดได้ว่า การทำ SEO ไม่จำเป็นที่ต้องจะไปนั่งทำผิด ทำ SEO ในรูปแบบของ Blackhat ให้ไม่สบายใจ ให้เสี่ยงกับการโดนแบน เอา

แม้ว่า จะหัวข้อของ Blackhat เข้ามาด้วย แต่เพื่อรู้ไว้ประดับความรู้ เท่านั้น มิได้แนะนำให้ใครเอาไปใช้ เพราะยุคนี้ การหวังเพื่อให้ชนะคนอื่นๆ โดยที่ไม่สนใจความถูกต้องนั้น เป็นเรื่องปรกติไปเสียแล้ว

ทำงานแทบตายยังยื่นเสียภาษี ขายหุ้นหลายหมื่นล้าน แต่ไม่เสีย เลี่ยงภาษี แล้วออกมาบอกว่า คนโน้นทำ คนนี้ทำ มันเป็น ตรรกะ ของคนที่เห็นแก่ตัวเท่านั้น

เห็นคนที่ทำผิดโดยถูกกฏหมาย ใช่ว่า เราจะต้องไปทำตาม (เอ๊ะ ไปสนามหลวงแล้วนะเนี่ย) การทำ SEO ก็เหมือนกันครับ เห็นเว็บที่ทำแล้วรู้สึกไม่ดีอย่างมากๆ ทำตามกัน โดยไม่รู้ว่านั่นคือสิ่งผิด ไม่นาน กลายเป็นเรื่องเสมือนถูกต้องไปในที่สุด อย่างนั้นหรือ

กลับเข้าเรื่องครับ ณ วันนี้ สำหรับบล็อก อายุ ไม่ถึง 2 เดือน เลือกทางที่ทำ SEO อย่างถูกต้อง ตั้งใจเลือก ลองที่ทำ SEO ให้เป็นระบบ คิด ลอง และดูผล ปรับโน่น ปรับนี่ไปเรื่อยๆ

สุดท้าย สำหรับผมแล้วถือว่า การได้รับ Indexs จาก Google จำนวนไม่มาก มี backlink จาก yahoo 200 ลิ้งค์ จาก MSN 200 กว่าลิ้งค์และที่อื่นๆ อีก ภายในเวลา ไม่ถึง 2 เดือน ถือว่า มันประสบความสำเร็จแล้วครับ

การที่ Google ดันให้ผ่าน Sandbox และให้ค่า PR ตั้ง 2 นี่ถือว่า สุดๆ แล้ว โดย PR2 เหลือใน2-3 DC หลักเท่านั้นที่ยังไม่อัพ ที่เหลือ อัพหมดแล้ว อาทิตย์ก่อน ยังไม่แน่ใจเท่านั้นเองเพราะเป็นแค่เพียงไม่กี่ server เท่านั้น

มันคือ 2เดือน ที่ไม่เสียเปล่า ครับแลกกับความรู้ที่ได้ OK ครับ

ก็ ไม่มีอะไรแค่

ดีใจ จริงๆ เว้ยยยยยยย
ลั๊ลลา~*

Tags :

SEO project : Static vs Dynamic page.

วันนี้ บ้าพลังครับ ฟุ้งซ่านไม่ได้ไปสนามหลวง (ซะงั้น)

พอดีว่า นึกขึ้นได้ว่า เคยมีคนถามและแทบปัญหาโลกแตกว่า [tag]Static page[/tag] vs [tag]Dynamic page[/tag] อย่างพวก ASP,PHP หรือ JSP อันไหนทำ SEO ดีกว่ากัน เรามาดูกันก่อนนะครับ ว่าจริงๆแล้ว Static page ในที่นี่คืออะไร?

Static Page คือ หน้าเว็บที่จัดทำขึ้นตายตัว เนื้อหามิได้ถูกดึงออกมาจากตัว Database เลยเป็นหน้านิ่งๆ อยู่ ดังนั้น การที่เราทำหน้าที่เป็น Static Page ไม่ว่าจะโดยจาก html, htm, php ,asp ก็ตาม หากเนื้อหาในหน้านั้นมิได้มีการใช่คำสั่ง ในการดึงข้อมูลทำให้หน้าเปลี่ยนแปลงไป ข้อมูลเปลี่ยนแปลงไป ก็ไม่มีผลแตกต่างกันครับ

รวมทั้ง การใช้คำสั่งอย่าง include file ที่เป็น text เข้ามาด้วย (ไม่มีการเปลี่ยนตัว text file ที่ดึงเข้ามาไปตาม ตัวแปรนั่นล่ะครับ) เช่นการใช้ include footer,head หรือ menu ในหน้าเว็บ

สรุปง่ายคือ การที่หน้าเว็บไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลหรือ มีการรับตัวแปรมาประมวลผลแล้วแสดงเนื้อหาที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะตระกูลอะไร ก็ไม่มีผลครับ

ต่อ Dynamic Page คือหน้าเว็บที่มีการรับข้อมูลไม่ว่าจะด้วยวิธี get หรือ post เพื่อให้ได้ค่ามาเลือกดึงข้อมูลบางตัวออกมาแสดง อย่างเช่นเว็บบอร์ดบางตัวครับ

ที่นี้ในกรณีนี้ จะแตกต่างไป สำหรับการที่ผมลองมาแล้วขอแบ่งออกเป็นสองแบบนะครับ ตามวิธีการส่งข้อมูล method="" คือ

แบบที่ 1 การรับส่งค่าด้วย Post

การรับส่งด้วยวิธีนี้ บอกได้เลยว่า ไม่ทำให้ Robots อ่านได้เลย เพราะ Robots ไม่ฉลาดที่จะกรอกข้อมูลเพื่อที่จะไปยังหน้าต่อไป ได้ครับ ดังนั้นหมดสิทธิ์

แต่ประเด็นอยู่ที่ หน้าที่ใช่ ส่งข้อมูลแบบ Post นั้น มักจะเป็นหน้าที่ต้องกรอกฟอร์มต่างๆ เป็นส่วนมาก เช่น ฟอร์มสมัครสมาชิก ฟอร์มล็อกอิน เป็นต้น

แต่ถ้าเป็นหน้าเว็บที่เราทำระบบ search ข้อมูลล่ะ แนะนำว่า แม้ว่าเราไม่ได้สนใจหรือ แคร์ในส่วนการค้นหานัก แต่การใช้ส่งค่าด้วย method post ถือว่าไม่ควร ครับ

เพราะการ postข้อมูลไป นั่น ย่อมทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถ นำลิ้งค์ไปแจกจ่าย ได้ รวมทั้งมี robots ไม่สามารถอ่านได้ ดังนั้น สำหรับการส่งข้อมูลในฟอร์มสำหรับค้นหาข้อมูลในเว็บแล้ว ควรจะใช้แบบถัดไปดีกว่า

แบบที่ 2 การรับส่งค่าด้วย get

วิธีการส่งค่าแบบนี้ จะทำให้ url มีการส่งค่าไปด้วย ทำให้ผู้ใช้ สามารถนำลิ้งค์ ไปแปะ ไปแจกจ่ายให้แก่ใครก็ได้ ในที่ต่างๆ นอกจากนี้ เมื่อมันสามารถแปะลิ้งค์ มายังหน้าแสดงผลการค้นหาในคำต่างๆ ได้ นั่น หมายความว่า robots สามารถวิ่งตามเจอข้อมูลที่แสดงนั้นด้วย

หากนึกไม่ออก ให้นึกถึง Google เลยครับ เวลาเราหาข้อมูล url มันจะยาวๆ มีค่าต่างๆส่งมาด้วย เช่น ?search=thai&keyword=blogger อะไรพวกนี้ล่ะครับ นั่นคือการส่งด้วย วิธี get

ตรงจุดนี้ ทำให้ Robots สามารถไต่มาตามลิ้ง ได้ เช่นว่า ผมเอาผลการค้นหา คำว่า thai blog ในเว็บผม ไปแปะ url แบบนี้
http://www.i-morm.com/index.php?s=thai+blog&searchbutton=Go%21
ไว้ที่ไหน ก็ตามแต่ [tag]Robots[/tag] ก็จะวิ่งตามมาได้ ครับ

ที่นี้มาต่อ ครับ สังเกตว่า http://www.i-morm.com/index.php?s=thai+blog&searchbutton=Go%21 จะมีคีย์เวิร์ด ติดมาด้วยเห็นไหมครับ คีย์เวิร์ดคำว่า thai blog ตรงนี้ก็ช่วยเป็น Guide ให้แก่ robot ได้อย่างดีเหมือนกัน เพราะมีส่วนที่ช่วยให้ robots พอที่จะทำความรู้จัดได้ว่า มัน วิ่งไปเนี่ย หาอะไร

แต่ถ้า อย่างในกรณีของเว็บบอร์ดที่จะส่งค่าเป็น index.php?id=10 ตรงจุดนี้มีข้อเสียอยู่ที่ว่า robots รู้แค่ว่าวิ่งไปตามลิ้งค์นี้ ก็จะเจอผล แต่ไม่มีตัวคีย์เวิร์ดให้ robots ได้รู้ว่าอะไร คืออะไร นั่นเอง ทำให้โอกาสที่จะได้รับการ indexs น้อยลงครับ

อีกทั้ง จุดสังเกตที่ทำให้เว็บบอร์ดไม่ค่อยได้รับการ indexs มากนัก นอกจาการส่งค่าแค่ id แล้ว ยังน่าจะเป็นจุดที่ ลิ้งค์ไปยังหน้า page เช่น page 1 2 3 4... แม้ว่ามีการส่งค่าไปแบบ get ก็จริงๆ แต่ด้วยเว็บบอร์ด หน้าที่ 1 นั่นหมายถึงหน้าที่มีกระทู้ใหม่ๆ อยู่ กระทู้เก่าก็จะตกไปอยู่ในหน้า ถัดๆ ไป

ตรงนี้ล่ะครับ มันทำให้ robots ไม่สามารถที่จะหาคีย์เวิร์ดอะไรได้เลย เพราะว่าคีย์เวิร์ดมันจะเปลี่ยนไปตามหัวข้อกระทู้ (แต่จริงๆ พอมีทางยัดคีย์เวิร์ดได้บ้างครับ) ตรงจุดนี้ล่ะครับ ที่พอเมื่อมันหาคีย์เวิร์ดไม่ได้ ทำให้โอกาสที่จะได้อันดับดีๆเลยตกไปนั่นเอง รวมทั้งทำให้เป็นสาเหตุหลายๆ คนเชื่อด้วยว่า dynamic page ยังไง ก็ทำ SEO ไม่ขึ้น

ทีนี้จากที่ผมเคยกล่าวว่า [tag]blog[/tag] นี่ล่ะสุดยอดแล้ว สำหรับการทำ seo มันดีจรงไหน อยากจะให้สังเกตกันนิดนึงครับว่า บล็อก url มันจะไม่มีจุดต่างกันไปเล็กน้อย เช่น ใน[tag]บล็อก[/tag]ผม เวลาที่เลือกดูหัวข้อต่างเช่นหัวข้อ weblog เจ้า url มันก็จะเป็น
http://www.i-morm.com/category/webblog/

ซึ่งจริงๆแล้ว มันจะถูกแปลงมาจาก http://www.i-morm.com/index.php?category=webblog ครับ โดยใช้เจ้า [tag]mod_rewrite[/tag] ใน Apache นั่นเอง ซึ่งเค้าเรียกกันว่า Pemalink ครับ (สำหรับผมกำลังพยายามจะลองศึกษาเพิ่มอยู่ครับ ตอนนี้กำลังทยอยเปิด dictionary )

ตรงจุดนี้ ช่วยให้เราสามารถทำ dynamic page ให้เป็นเหมือน static page ได้ครับ รวมทั้งช่วยในการทำ seo ได้เป็นอย่างดีอีกด้วยครับ เพราะว่า ผมเคยกล่าวไว้ใน seo project ตอนที่ผ่านๆ มาแล้วว่า (บอกใหม่แล้วกัน) keyword ใน url มีผลต่อการจัดอันดับการแสดงผลการค้นหา โดยเฉพาะ Google ซึ่งในกรณีที่เว็บสองเว็บ มีค่าต่างๆ เท่ากันหมดไม่ว่าจะเป็น keyword density,keyword ใน title หรือแม้กระทั่งค่า PR เท่ากัน

Google จะแสดง URL ที่มีคีย์เวิร์ดใน url ตรงที่สุด เช่น
http://www.i-morm.com/category/webblog/ จะถูกจัดอันดับอยู่เหนือ http://www.i-morm.com/index.php?category=webblog ครับ

สาเหตุคือ Google จะมองว่า http://www.i-morm.com/category/webblog/ มันเสมือนกับเป็น static page ซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลง โอกาสที่ผู้คนหาจะได้รับข้อมูลตรงตามที่ต้องการ นั้น มากกว่า dynamic page ครับ เพราะ dynamic page เมื่อตัวแปรเปลี่ยนค่าไป ข้อมูลก้อจะเปลี่ยนไปได้

เพราะผมเคยย้ำเสมอๆ ว่า ยังไง Googlebot ก็พยายามจะทำตัวให้เหมือน คนที่นั่งคนหาข้อมูลเองจริงๆ ข้อมูลที่มีแน่ๆ แสดงแน่ๆ และข้อมูลใหม่ย่อมดีสำหรับคนที่ค้นหาเสมอครับ

Tags :

SEO project :: URL & Link

เมื่อตอนที่ผ่านมาได้กล่าวถึง Dynamic page VS Static page ไปแล้วนะครับ รวมทั้งจากบทความเก่า อย่าง Link for Googlebot หรือจากที่ได้เอ่ยถึงในตอนอื่นๆ ของ [tag]SEO project[/tag]

จริงๆแล้วนอกเหนือจากการใส่คีย์เวิร์ดใน URL หรือการใช้ mod_rewrite เพื่อแปลง URL ของ dynamic page ให้เหมาะสมกับการทำ seo แล้ว ยังมีทริคเล็กๆ น้อยๆ อีกนิดหน่อย ที่ช่วยให้การทำ [tag]SEO[/tag] ประสบความสำเร็จมากขึ้น นั่นคือ รูปแบบของลิ้งค์ หรือชื่อไฟล์ที่อ้างอิงใน url

งง?? หลายท่านอาจจะงง อะไรของมันอีกเนี่ย
เอาตัวอย่างไปดูครับ ลองดูตัวอย่าง url ด้านล่างครับ

www.i-morm.com/seo-project.html
www.i-morm.com/seo_project.html
www.i-morm.com/seoproject.html

แบบใดมีผลต่อการทำ SEO มากกว่ากัน ???

เริ่มสนใจกันแล้วใช่ไหมล่ะครับ ว่าอะไรมันดีกว่ากัน

แบบที่ 1
www.i-morm.com/seo-project.html
โดยทั่วไปแล้ว เครื่องหมาย ลบ หรือ - จะถูก robots อย่าง Googlebot, yahoo, msn มองเห็นเป็นที่ว่างครับ ดังนั้น คำว่า seo-project.html
จะถูกตีความหมายเป็น seo กับ คำว่า project สองคำ (seo และ project) นั่นเอง
[อธิบายเพิ่มเติม: เวลาที่เราค้นหา โดยพิมพ์ seo project ตัวของ [tag]Search Engine[/tag] จะมองเป็น หาคำว่า seo และ/หรือ project]

ดังนั้น เมื่อมีคนที่ค้นหา คำว่า seo หรือ project หรือ seo project หน้าเว็บของเราก็จะมีโอกาสขึ้นไปแสดง ใน SERPs (Search Engine Result Page) ครับ

แบบที่ 2 www.i-morm.com/seo_project.html
เครื่องหมาย _ หรือไอ้เครื่องหมายขีดล่างนี่ล่ะครับ googlebot จะมองเห็นว่า เป็น ที่ว่าง คล้ายกัน แต่เป็นที่ว่างที่เชื่อม คำสองคำไว้ด้วยกันครับ
จากตัวอย่าง seo_project.html จะถูกตีความหมาย กลายเป็น "seo project" เรียกได้ว่าเป็นคำคู่กัน

ดังนั้น ถ้าค้นหาด้วยคำว่า seo หรือ project อย่างเดียว จะมีโอกาสน้อยกว่าแบบที่ 1 ที่จะได้รับเลือกขึ้นไปแสดง จะต้องค้นด้วย "seo project" (มีเครื่องหมายคำพูดคร่อมนะครับ) จึงจะมีโอกาสได้รับเลือกขึ้นไปแสดงได้อย่างเต็มที่ครับ
[อธิบายเพิ่มเติม: เวลาที่เราค้นหา โดยพิมพ์ "seo project" ตัวของ Search Engine จะมองเป็น หาคำว่า "seo project"(seo ที่ว่าง project)]

แบบที่ 3 www.i-morm.com/seoproject.html
กรณีนี้ คงไม่ต้องคิดมากครับ search engine จะมองเห็นตรงๆ เลยคือ seoproject ติดกันเลยครับ ดังนั้น ถ้าเป็นการค้นหาเพียงคำว่า seo หรือ project โอกาส ก็จะได้รับน้อยลง ที่จะนำไปแสดงใน SERPs ครับ

หากยังงงๆ ว่า มันต่างยังไง ลองดูผลการค้นหาคำว่า seo project , "seo project" และ seoproject ใน google ดูนะครับ

ให้สังเกตตัว หนาๆ ของคำว่า seo เปรียบเทียบกันนะครับ ระหว่าง แบบ 1 กับ 2 จะเป็นว่าใน [tag]Google SERPs[/tag] แม้ว่าอันดับต้นๆจะไม่ต่างกัน แต่ให้ลองสังเกตว่า อันดับล่างๆ ในหน้าแรก จะต่างกันนะครับ นั่นล่ะครับเป็นผลของ คำสองคำที่ต่างกันนะครับ ส่วนอันที่ 3 นี้ คงจะต่างกับอันอื่นๆ อย่างแน่นอนครับ ไม่ต้องสงสัย

แล้วมีความสำคัญอะไรล่ะ มากแค่ไหน ???

แน่นอนว่า นอกจากอันดับของการแสดงผลการค้นหาแล้ว เรายังต้องมองว่า พฤติกรรมโดยทั่วไปของคนใช้ search engine ทั้งหลายนั้น มีจำนวนมาก ที่มักจะพิมพ์คำที่ต้องการลงไปเลย โดยไม่มี เครื่องหมายคำพูด และคำที่ติดกัน ดังนั้น ในส่วนนี้ จึงมีผลต่อโอกาส ที่การถูกเลือกมาแสดง ครับ

และที่สำคัญที่สุด [tag]SERPs[/tag] ลำดับในการแสดงนั้น มีความสำคัญทีเดียว หากในกรณีที่ อยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา โอกาสของการคลิกมายังเว็บเรา มีมากว่า หน้าถัดๆ ไปอย่างแน่นอน เพราะยิ่งจำนวนหน้าเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ โอกาสที่คนจะเปลี่ยนคำค้น หรือเลิกดู มีมากเป็นทวีคูณทีเดียวครับ

เพราะ 50% ของคนที่ค้นหาใน Google มักจะดูแค่ 2 หน้าแรกของผลการค้นหาเท่านั้น ดังนั้น คงต้องเริ่มหันมองกันอีกทีแล้วครับว่า
ถ้าเราจะตั้งชื่อไฟล์ซักไฟล์หนึ่ง จะเลือกใช้ "-" หรือ "_" หรือพิมพ์ติดกัน

Tags :