Suggestion for google make you rich.

เห้อ กว่าจะเข้าที่เข้าทาง ที่หายไปไม่ใช่อะไรหรอกนะครับ  อันดับแรกคือ งานที่ต้องกลับมาสะสางหลังจากหยุดไปนาน

สอง ต้องมานั่งเสียเวลากู้ ข้อมูลอีก หลังจากที่เมื่อช่วงอาทิตย์ก่อน อยู่ๆ ฮาร์ดดิสต์เจ๊ง และสุดท้าย อาทิตย์นี้ พ่อHost ตัวดี ผมหนีไปซะงั้น เลยต้องนั่งหาโฮสต์ใหม่อีก (มีคนรับกรรมกับผมอีกประมาณ 40-60 เว็บ :) ) เหอๆ

เอาล่ะ วันนี้ขอเปิดเรื่องใหม่ ที่หลังจากซุ่มเล่นมาอยู่พักใหญ่ นั่นคือ GoogleRich ของคุณ ตราวุฒิ นั่นเองครับ เจ้าของ Googlerich.net นั่นล่ะครับ

หลังจากที่ได้ไปนั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน (จริงๆแล้ว คุณตราวุฒิ แนะนำซะมากกว่า) ที่บ้านไร่กาแฟ ครั้งกระนู้น ผมเองก็หาโอกาสซุ่มทำอยู่เหมือนกัน ครับ แอบทำ หวังว่าจะ รวยกะเค้ามั่ง 555+

จริงๆ แล้วคืออยากรู้มากกว่าครับ ซึ่งในการทดลองทำมาหลายเดือน จึงค้นพบ จุดที่เรียกว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำ [tag]google[/tag] rich ของคุณตราวุฒิ เป็นปัญหาส่วนตัวนะครับ แต่คิดว่ามีประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย เลยเอามาบอกกัน

1.English language.
ก่อนที่คุณจะทำ อยากให้ถามตัวเองก่อนว่า คุณเก่งภาษาอังกฤษ ขนาดไหน เพราะการทำ [tag]Google rich[/tag] ในการลงโฆษณา ใน [tag]google adwords[/tag] นั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ keyword และ keyword ทั้งนั้น

การที่คุณ ต้องเสียเวลานั่งคิด [tag]keywords[/tag] เป็นชั่วโมงนึง แล้วได้ 1 ตัวอย่างผม บอกได้คำเดียวว่า ไม่รุ่ง

เพราะว่า บางครั้งคุณคิดคำมา อย่าหวังว่า นั่นคือ สุดยอดแล้ว ไม่ใช่ มันมักจะมีคนใช้แล้ว ร้อยละ 60-80 เลยทีเดียวครับ นอกจากนี้ ยังไม่ใช่แค่การคิด keyword แต่ละตัว คุณยังจะต้องมานั่งคิดว่า คำที่จะใช้โฆษณาอีกด้วยว่า ทำอย่างไร คนถึงจะสนใจที่จะคลิก และซื้อ ผลิตภัณฑ์จากคุณด้วย เพราะ [tag]ads[/tag] นั้นไม่ได้มีตัวเดียว มีอย่างน้อย สอง ถึงสามตัว (จากที่ผมทดลอง) การที่เราทำ คำโฆษณาที่ดึงดูดได้ดีนั้น ย่อมมีโอกาสมากกว่าเป็นไหน

แต่ถ้า หากคุณคิดว่า ถ้าคุณเก่งกาจเรื่องภาษา แล้วล่ะก็ ให้มองข้ามข้อนี้ไปล่ะครับ

2.Business brain.
OK ถ้าคุณเข้าใจในภาษาอังกฤษ แล้วแต่คุณไม่มีหัวการค้า คุณก็อย่าหวังครับ เพราะอันดับแรก การที่คุณจะทำโฆษณา ใน google adwords นั้น คุณจะต้องจ่ายเงิน ต่อคลิก หรือ Pay per Click ([tag]PPC[/tag]) อีกทั้ง ต้นทุนนั้น ค่อนข้างจะ flexible เป็นอย่างมาก

ดังนั้น คุณจำเป็นต้องเข้าใจว่า ถ้าคุณสามารถที่จะ Bid หรือ ประมูลคีย์เวิร์ด แข่งกับคนอื่นๆ นั้น มันย่อมจะทำให้ต้นทุน สูงขึ้น (Cost per Click.) จุดนี้ หมายความว่า คุณจะต้องรู้ตั้งแต่ก่อนเริ่มที่จะลงโฆษณาแล้ว ว่า [tag]ads group[/tag] ตัวนี้ คุณสามารถที่จะใช้ต้นทุนต่อคลิก ต่อวันได้แค่ไหน ถึงจะคุ้ม ถึงจะได้กำไร

รวมทั้ง คุณยังต้องคิดเผื่อด้วยว่า เมื่อมีคนคลิกไปแล้ว ไม่ซื้อ product ใน ads ตัวนั้น เราก็เสียฟรี จุดนี้ ก็ต้องนำมาคิดอีกต่อหนึ่งครับ

3.Understand your Product.
ความเข้าใจต่อตัว สินค้า ที่คุณเอามาลงแค่ไหน ตรงนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญทีเดียวครับ การที่เราเข้าใจในตัว product นั้น ย่อมทำให้เราสามารถที่จะเขียนคำโฆษณา คิด keyword ได้ง่ายขึ้น อีกทั้ง เรายังสามารถดูได้ว่า สินค้าตัวไหนได้ รับความนิยม อีกด้วย ส่งผลให้โอกาสที่จะขายได้เยอะ

4.High commission, high competitor.
แน่นอนว่า การที่ product ซักตัวที่เราเลือกนั้น มีค่าคอมมิสชั่นสูงๆ เป็นที่ล่อตาล่อใจเรา อย่าลืมว่า มันก็ล่อตาล่อใจคนอื่นๆ เช่นกัน เมื่อยิ่งสูง ยิ่งหนาว ก็ว่าได้เลย ดังนั้น โอกาสที่เราจะไปแข่งขันกับคนอื่นๆ เราคงต้องย้อนกลับไปมองแล้ว ว่า ข้อที่ผ่านๆ มา 1-3 นั้น คุณทำได้มากแค่ไหน ถ้าคุณคิดว่า คุณทำได้ทั้งหมดอย่างดีแล้ว ก็ไม่ต้องห่วง

แต่ถ้าทำไม่ได้ อย่าคิดจะไปเสี่ยง เพราะนั่น มันจะทำให้คุณอาจจะเสียเงินโดยใช่เหตุ หรือ อาจจะเสียเวลาไปเปล่าก็เป็นได้

5.Target groups.
คุณจำเป็นที่ต้องรู้ว่า กลุ่มที่คุณจะขายสินค้านั้นคือกลุ่มใด เอาง่ายๆ คือ การตัดสินใจลงโฆษณาขายสินค้าตัวหนึ่ง ถ้ามันต้องขาย นั่นหมายความว่า คุณจำเป็นต้องรู้ว่า กลุ่มเป้าหมาย มีโอกาสจะจ่ายเงิน ผ่านทางไหน กล้าที่จะใช้บัตรเครดิตหรือไม่ มีปริมาณการใช้บัตรเครดิต หรือซื้อสินค้า online มากแค่ไหน

เช่น คุณตัดสินใจ ขายชุดชั้นใน ค่ายหนึ่ง โดยลงโฆษณาขายใน USA กับ การขายใน ไทย ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า ในไทย คุณ คงจะขายไม่ได้เลยซักอัน เพราะกลุ่มลูกค้าในบ้านเรา ส่วนหนึ่งไม่กล้าที่จะใช้บัตรเครดิต ในการซื้อของ online อีกทั้ง จำนวนมาก ไม่มีบัตรเครดิต เป็นต้น

ตรงจุดนี้ คุณจำเป็นที่จะต้องมองไปถึง [tag]target groups[/tag]  ค่อนข้างมาก อีกทั้งในประเทศที่มีการใช้ credit card มากๆ อย่าง USA  ก็จะมีคู่แข่งเยอะอีก เป็นต้น

6.Your cost.
ทุนของคุณเอง มีความสำคัญไม่น้อย เลยครับ ก่อนที่จะทำ ต้องคิดว่า คุณมีทุนหมุนเวียนเท่าไหร่ เสียก่อน เพราะว่า แม้ว่าสินค้าคุณสามารถทำกำไรได้สูง ทำกำไรได้มากๆ แต่อย่างลืมว่า คุณย่อมต้องเสียเงินค่าโฆษณา หรือ Cost per Click ไปเสียแล้ว ทันทีที่มีการคลิก แต่กว่าคุณจะได้เงินส่วนที่เป็นกำไรนั้น คุณอาจจะต้องรอ ตัดยอด ตามช่วงเวลา เช่น ทุกต้นเดือน  อีกทั้งหลังจากที่มีการจ่าย check มาแล้ว คุณยังต้องรอกว่าเช็คจะส่งมา กว่าจะเอาไปขึ้นเงิน อีก แล้วไหนยังจะต้องเสียค่าธรรมเนียมการดำเนินการต่างๆ อีก ซึ่งรวมแล้วก็ ไม่ต่ำกว่า ครึ่งเดือน อีกด้วย

7.News.
ข่าวต่างๆ ที่เข้ามา คุณ update สมองคุณให้กับข่าวต่างๆ มากน้อยขนาดไหน เพราะนั่นยิ่งทำให้คุณมีโอกาสสูง เพราะสินค้าบางตัว อาจจะมาแค่วูบเดียว มาแค่บางช่วงตามกระแส

ดังนั้น ถ้าคุณรับทราบข่าวสารได้มาก ติดตามข่าวสารต่างๆ ย่อมทำให้คุณมีโอกาสที่จะมองเห็นว่า product หรือ Service ตัวไหน มีโอกาสที่จะทำเงินได้ในช่วงเวลาต่างๆ ได้มากกว่าคนที่ ไม่เคยอัพเดทข่าวสาร ไม่เคยอ่านข่าวเลยแน่นอนครับ

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ผมเองก็ผ่านหลายๆ ข้อทีเดียว มองตลาดมองอะไรได้เยอะ แต่ คิด keyword ไม่ได้เนี่ย เห้อ ไม่รุ่งจริงๆ ครับ 555+ เอาไว้จะลองใหม่เรื่อยๆ แล้วคงจะเอามาบอกกันนะครับ

Tags :